ซากทีเร็กซ์ตัวใหม่ที่กำลังถูกนำออกประมูลวันอังคารนี้ อาจกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์มูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมา แต่มีประเด็นใดที่วงการวิทยาศาสตร์ต้องกังวล ?

ที่มาของภาพ : Matthew Sherman

Article Data
    • Author, เอสเม สตอลลาร์ด
    • Feature, ผู้สื่อข่าวอาวุโสด้านสภาพภูมิอากาศและวิทยาศาสตร์
  • Printed
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ในปี 1997 บริษัทจัดประมูล ‘ซอเธอบีส์' (Sotheby's) ได้เปิดประมูลสมบัติทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติเป็นครั้งแรกด้วยการขายซากดึกดำบรรพ์และสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ของโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์

การประมูลครั้งนั้นคืองานเฉพาะกลุ่มที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่คือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ จากทั่วโลก ที่มุ่งหวังจะได้นำสิ่งที่ประมูลได้ไปเพิ่มในคอลเลกชันจัดแสดงของตนเอง

รายการประมูลในวันนั้นมีไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (ทีเร็กซ์) ตัวหนึ่งชื่อ ‘ซู' (Sue) ซึ่งท้ายที่สุดถูกขายในราคา 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 266 ล้านบาท) ให้แก่พิพิธภัณฑ์ฟิลด์ในชิคาโก

ผ่านมาเกือบ 30 ปี ทีเร็กซ์อีกตัวกำลังจะปรากฏตัวในการประมูลประจำปีในวันอังคารนี้ (14 ก.ค.) โดยมันเป็นหนึ่งในซากที่สมบูรณ์ที่สุดของไดโนเสาร์พันธุ์นี้เท่าที่มีการขุดพบ

ในการประมูลครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ตามล่าไดโนเสาร์เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มมหาเศรษฐีด้วย

ซากไดโนเสาร์ตัวใหม่นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘กัส' (Gus) มันถูกตั้งมูลค่าเอาไว้แล้วที่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (998 ล้านบาท) แต่ค่าตัวของมันอาจสูงขึ้นได้อีกจากการประมูลจนอาจกลายเป็นซากไดโนเสาร์ที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขาย

ประเด็นดังกล่าวยิ่งเพิ่มกระแสถกเถียงในแวดวงประวัติศาสตร์ธรรมชาติว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ ควรถูกสงวนไว้สำหรับพิพิธภัณฑ์และนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานที่นั่นหรือไม่

หรือควรเป็นอย่างที่ผู้จัดการประมูลให้เหตุผลว่า นักล่าซากดึกดำบรรพ์ควรได้รับผลตอบแทนจากการค้นพบไดโนเสาร์ที่สูญหายไปจากแวดวงวิทยาศาสตร์ และจากการช่วยปกป้องพวกมันจากการสูญพันธุ์เป็นครั้งที่สอง?

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Conclude of ได้รับความนิยมสูงสุด

แคสแซนดรา แฮตตัน หัวหน้าฝ่ายประวัติศาสตร์ธรรมชาติโลกของซอเธอบีส์ ทราบดีว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ หรือที่เรียกว่านักบรรพชีวินวิทยา (palaeontologists) ต่างยอมทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้

“ผู้คนเสียชีวิตจากการขุดค้น” เธอกล่าว

และรางวัลสูงสุดสำหรับนักล่าหลายคน คือไทรันโนซอรัส เร็กซ์

แทบไม่จำเป็นจะต้องบรรยายถึงไดโนเสาร์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายล้านปีก่อนชนิดนี้ เพราะมันถูกทำให้เป็นอมตะในวัฒนธรรมร่วมสมัยผ่านภาพยนตร์อย่างคิงคองและจูราสสิค พาร์ค รวมทั้งยังเป็นชื่อของวงร็อกอังกฤษวงหนึ่ง

ที่มาของภาพ : Sotheby's

ทีเร็กซ์ที่ชื่อ ‘กัส' ถูกค้นพบในเขตแบดแลนด์สในรัฐเซาท์ดาโคตา และได้รับการตั้งชื่อตามเจ้าของที่ดินผู้ล่วงลับ

“ผู้ที่ออกตามหาซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายเดือนในสถานที่ขุดค้น โดยมีเต็นท์และอาหารในเป้สะพายหลัง พวกเขาตั้งค่ายอยู่กลางพื้นที่ห่างไกล ท่ามกลางงูหางกระดิ่ง แมลงต่าง ๆ และสิงโตภูเขา” เธออธิบาย

กัสถูกค้นพบในเขตแบดแลนด์ส รัฐเซาท์ดาโคตา ในช่วงเวลา 67 ล้านปีหลังจากที่มันเคยเดินอยู่บนโลกของเรา

ดร.เฟียนน์ สมิธวิค นักบรรพชีวินวิทยาอิสระซึ่งทำงานเก็บรวบรวมและอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์มาตลอด 20 ปี บอกว่าการพบมันแทบจะเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดแล้ว

“ทันทีที่มันถูกนำขึ้นจากพื้นดิน มันก็หลุดออกจากสมดุลเดิม และนั่นมักหมายความว่ามันจะเริ่มเสื่อมสภาพ แตกหัก หรือผุพัง”

ด้านโทมัส ไฮต์แคมป์ และทีมผู้ค้นพบกัส ไดโนเสาร์ที่ถูกตั้งชื่อตามแกรี กัส ลิกกิง เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ผู้ล่วงลับซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่พบซากนี้ ใช้เวลาสามปีในการขุดค้นอย่างระมัดระวัง

“แต่ไม่ใช่ว่ามันจะขุดได้ตลอดทั้งปี” แคสแซนดรา แฮตตัน อธิบาย “คุณขุดได้เฉพาะในช่วงฤดูกาลออกภาคสนามเท่านั้น คุณต้องรอให้หิมะที่ปกคลุมพื้นดินละลายก่อน แล้วก็ขุดอย่างบ้าคลั่งก่อนที่ดินจะกลับมาแข็งอีกครั้ง ในเดือน ก.ย.”

ในปี 2023 ขั้นตอนของการขุดค้นก็เสร็จสมบูรณ์ แต่ทีมงานยังดำเนินการกู้คืนซากได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น พวกเขายังต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกสามปีในการบันทึกข้อมูลและประกอบทีเร็กซ์ขึ้นใหม่ภายในห้องปฏิบัติการ

ที่มาของภาพ : Fiann Smithwick

ดร.เฟียนน์ สมิธวิค อธิบายว่าการพบซากดึกดำบรรพ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการขุดค้นที่ละเอียดอ่อนและยากลำบาก

การประมูลวันอังคารนี้ (14 ก.ค.) จะเป็นวันรับผลตอบแทนที่ทีมงานรอคอยมานาน และอาจเป็นผลตอบแทนครั้งใหญ่ที่สุดด้วย

กัสมีมูลค่าประเมินก่อนการขายสูงที่สุดที่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (998 ล้านบาท)

สถิติราคาประมูลไดโนเสาร์สูงสุดปัจจุบันเป็นของ ‘เอเป็กซ์' (Apex) สเตโกซอรัสที่ซอเธอบีส์ขายในปี 2024 ด้วยราคา 44.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,484 ล้านบาท) แต่นั่นคือราคาขายที่สูงกว่าราคาประเมินก่อนการประมูลถึง 11 เท่า

หากคุณต้องการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ ตัวเลขเริ่มต้นที่คุณจะเสนอต้องไม่ต่ำกว่า 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (632 ล้านบาท)

สำหรับพิพิธภัณฑ์ด้านซากดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดหลายแห่งของโลก แม้แต่ตัวเลขนี้ก็เกินกำลังแล้ว

“ตอนนี้พวกเราไม่สามารถเข้าถึงซากดึกดำบรรพ์หลาย ๆ ตัวได้อีกต่อไปแล้ว” ศ.ซูซานนา เมดเมนต์ นักวิจัยด้านไดโนเสาร์แห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งกรุงลอนดอน (NHM) กล่าว

ไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดห้ารายการในการประมูล ล้วนถูกขายหลังปี 2020 ทั้งสิ้น รวมถึง ‘สแตน' ทีเร็กซ์ที่ขายได้ 31.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,058 ล้านบาท) ในปี 2020 ทั้งที่ราคาประเมินอยู่ที่เพียง 6-8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (199 – 266 ล้านบาท)

เธอมองว่านี่ “คือปัญหาจริง ๆ”

“ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนซากดึกดำบรรพ์ของจริงได้ หากเราจะทำการศึกษาใด ๆ สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งคือต้องเข้าใจกายวิภาค เราต้องรู้ว่าอะไรคือของจริง” ศ.เมดเมนต์ อธิบาย

เธอบอกด้วยว่าศาสตร์ทางบรรพชีววิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เคยอาศัยอยู่บนโลกในอดีตนั้น ไม่เคยมีความสำคัญมากเท่านี้มาก่อน

“ตอนนี้เราอาจกำลังอยู่ท่ามกลางการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เรากำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมไปอย่างรวดเร็วมาก ๆ อดีตคือข้อมูลเชิงประจักษ์เพียงชนิดเดียวที่เรามี ที่จะบอกเราว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต” เธอกล่าว

เรื่องนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบเฉพาะต่อนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ ศ.เมดเมนต์ ระบุว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว การได้เห็นกระดูกไดโนเสาร์ของจริงในพิพิธภัณฑ์ “ช่วยให้พวกเขาเชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติได้”

เธอกล่าวว่า ซากไดโนเสาร์ไม่ได้ถูกมองในฐานะทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป “แต่เป็นเหมือนงานศิลปะ” ที่เหล่าเศรษฐีสะสมไว้เป็นของส่วนตัว ซึ่งส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้น

“รอยกัดขนาดใหญ่บนกะโหลก”

ที่มาของภาพ : Matthew Sherman

ต้องใช้เวลาสามปีในการขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ทั้งหมดนี้ และอีกสามปีในการบันทึกข้อมูลและประกอบมันขึ้นมาใหม่

แคสแซนดรา แฮตตัน ให้เหตุผลว่าราคาของกัสสะท้อนถึงความสำคัญของซากดึกดำบรรพ์นี้

“กัสเป็นหนึ่งในทีเร็กซ์ที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ มีการระบุกระดูกได้ 61% ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากพบโครงกระดูกได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดก็ถือเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญแล้ว” เธอกล่าว

สภาพของกระดูกที่ถูกขุดพบยังบอกเล่าเรื่องราวเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของไดโนเสาร์ตัวนี้ในอดีต

“มีรอยกัดขนาดมหึมาอยู่บนส่วนบนของกะโหลก ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้ คุณยังได้เห็นกระดูกที่หักหลายซี่ เช่น ซี่โครงบางซี่ที่มีโหนกนูนขนาดใหญ่ในจุดที่กระดูกหักและเชื่อมติดกันในภายหลัง”

แฮตตันกล่าวว่า เธอติดต่อพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกมาเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อเชื้อเชิญให้เข้าร่วมการประมูล โดยเธอต้องการให้ “สิ่งที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ได้อยู่ในการดูแลในที่ที่สาธารณชนไว้วางใจ”

แต่เธอกล่าวว่าราคาในการขายซากดึกดำบรรพ์นี้จะต้องเหมาะสมกับเวลา ทักษะ ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงในการขุดหาและประกอบร่างมันขึ้นมา “สำหรับนักขุดค้นหลายคน บางคนก็ใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวย”

“พวกเขาต้องลงทุนด้วยเงินตัวเอง ไม่ใช่มหาเศรษฐีที่ไปขุดพวกมันขึ้นมา”

แต่มหาเศรษฐีคือคนที่ซื้อพวกมัน

ซากของเอเป็กซ์ (Apex) สเตโกซอรัสตัวหนึ่ง ถูกขายให้แก่เคนเนธ กริฟฟิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ซิทาเดลที่ประมูลได้ไป และจากนั้นกริฟฟินก็ได้ให้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันยืมมันไปเป็นเวลาสี่ปี

นานมาแล้วที่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ พึ่งพาผู้มั่งคั่งที่ยกมรดกให้ ให้ยืม หรือบริจาควัตถุต่าง ๆ เพื่อมาประกอบเป็นคอลเลกชันวิทยาศาสตร์และศิลปะ ตามคำอธิบายของ ดร.สมิธวิค ที่คร่ำหวอดด้านการฟื้นฟูและจำหน่ายซากดึกดำบรรพ์

แต่นี่ไม่เหมือนกับงานศิลปะชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เพราะการจะศึกษาซากดึกดำบรรพ์นี้กลายเป็นมีอุปสรรคใหญ่มาขวาง จากการที่ต้องอาศัยพึ่งพาเศรษฐีผู้ใจบุญที่ถือครองมันไว้ส่วนตัว

วารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจะไม่รับผลงานวิจัยที่ศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์ที่มีผู้ถือครองไว้ส่วนตัว ราวกับว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์เลย

เหตุผลคือ นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสามารถกลับไปศึกษาซากดึกดำบรรพ์นั้นได้ตลอดหลายปีเพื่อยืนยันหรือโต้แย้งผลการศึกษา และตรวจสอบข้อค้นพบเมื่อมีซากใหม่ปรากฏขึ้น

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า คน ๆ นั้นเบื่อพวกมัน หรือเสียชีวิต หรือหย่าร้าง และมีหลายกรณีที่ซากดึกดำบรรพ์ถูกสะสมไว้ส่วนตัว และมีการตีพิมพ์คำบรรยายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมัน และ มันก็ ถูกโยนทิ้ง” ศ.เมดเมนต์ จาก NHM กล่าว

“ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์อีกต่อไป”

การสูญพันธุ์ครั้งที่สองของไดโนเสาร์

ที่มาของภาพ : Sotheby's

ทีมงานบันทึกกระบวนการกู้คืนซากและรายละเอียดของซากดึกดำบรรพ์ที่พบ อาทิ กรงเล็บชิ้นหนึ่ง (ซ้าย) และกระดูกฝ่าเท้า (ขวา) ของกัส

สมิธวิคบอกว่า ความเสี่ยงในการสูญเสียซากดึกดำบรรพ์ก็อาจเกิดขึ้นได้แม้มันถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เช่นกัน

หนึ่งในนักสะสมซากดึกดำบรรพ์ยุคแรกที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ แมรี แอนนิง ในปี 1829 เธอค้นพบซากชิ้นแรกของสควอลโลรายา (Squaloraja) ซึ่งได้รับสมญาว่าเป็นปลาที่มี “ดวงตาเหมือนที่ม้วนผม” มันเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่เชื่อมช่องว่างระหว่างฉลามและกระเบน

ร่างของมันถูกบริจาคให้แก่สถาบันบริสตอล (Bristol Institute) แต่กว่าศตวรรษต่อมามันก็ถูกทำลายจากการทิ้งsะเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่พวกเขาทุกคน ทั้งนักสะสมซากดึกดำบรรพ์ นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ และผู้จัดการประมูล เห็นพ้องกันว่า หากปราศจากการทำงานและทักษะของนักล่ามืออาชีพเหล่านี้ ก็จะไม่มีซากดึกดำบรรพ์ให้มาถกเถียงกัน และจะมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์น้อยลงมาก

“พวกเขากำลังช่วยไดโนเสาร์จากการสูญพันธุ์ครั้งที่สอง” แคสแซนดรา แฮตตัน แห่งซอเธอบีส์ กล่าว

ขณะที่สมิธวิคเองก็รู้ดีถึงการที่ต้องแข่งขันเก็บเวลาเพื่อฟื้นซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ขึ้นมา จากประสบการณ์ของเขาที่เคยขุดค้นบริเวณชายฝั่งจูราสสิคของอังกฤษ

“ผมเคยพบก้อนหินที่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนมีรอยประทับของปลาที่สมบูรณ์แบบ และตอนนี้มันหายไปแล้ว” คุณลองคิดภาพตามว่าคลื่นลูกหนึ่งซัดเข้ามาแล้วผ่าก้อนหินจนมันแตกออก จากนั้นคลื่นอีกลูกหนึ่งก็ซัดเข้ามาและกวาดร่องรอยปลาทิ้งไป

“ทะเลได้ทำให้มันแตกสลายออกเป็น 10,000 ชิ้น และนั่นคือจุดจบ มันสูญหายไปตลอดกาล”

สำหรับซากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการกู้คืนทันเวลา ส่วนใหญ่จะไม่มีวันไปถึงสถาบันประมูลอย่างซอเธอบีส์

เขาให้เหตุผลว่าพวกมันมีขนาดเล็กกว่า และไม่ได้รับการยกย่องทางวัฒนธรรมในระดับเดียวกัน แต่พวกมันอาจมีคุณค่ามากกว่าเดิมมากเมื่อไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์และให้สาธารณชนเข้าถึง

“ยังมีซากอีกนับไม่ถ้วนที่จะมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ในภาพรวมของศาสตร์บรรพชีวินวิทยา” ดร.สมิธวิค กล่าว “และคุณก็ยังมีคนที่ขายแอมโมไนต์ให้เด็ก ๆ บนชายหาด ซึ่งจุดประกายความอยากรู้ให้กับคนที่อยู่นอกวงการนี้”