
‘พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์’ วิสัญญีแพทย์ แนะสังเกตอาการเสี่ยง ‘ผู้ป่วย’ จากเหตุเพลิงไหม้ผับย่านลาดพร้าว พร้อมเฝ้าระวัง ‘ภาวะสูดสำลักควัน’ ชี้ ‘ก๊าซพิษ-ความร้อน’ สามารถทำลายปอดได้ โดยไม่แสดงอาการในช่วง 24-Forty eight ชั่วโมงแรก
…………………………………………
จากกรณีที่เมื่อคืนวานนี้ (12 ก.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารกึ่งผับ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถ.ลาดพร้าวซอย 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 27 ราย เป็นชาย 9 ราย เป็นหญิง 18 ราย และนำส่งโรงพยาบาล 63 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการสาหัส 22 ราย นั้น
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาเลขาธิการแพทยสภา ในฐานะวิสัญญีแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้และการประเมินผลกระทบเบื้องต้นของผู้ป่วยจากการสูดดมควันไฟ ว่า ผู้ประสบเหตุรีบหนีออกจากพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โดยเร็ว โดยหมอบต่ำและคลานไปยังพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากควันและก๊าซร้อนจะลอยตัวขึ้นที่สูง รวมถึงใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก ซึ่งจะช่วยกรองเขม่าควันระดับหนึ่งและลดการสูดดมอนุภาคพิษได้
ทั้งนี้ ผู้รอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ในผับดังกล่าว ควรไปตรวจสุขภาพทันที เพื่อประเมินผลที่เกิดขึ้นจากความร้อนและควันไฟ และหากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ อาการทางระบบหายใจ เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอถี่ ไอมีเสมหะสีดำปนเขม่า อาการเสียงผิดปกติ เช่น เสียงแหบลง เจ็บคอมาก และอาการทางระบบประสาท เช่น ปวดหัวรุนแรง มึนงง สับสน วิงเวียนศีรษะ ซึมลง หรือหมดสติ
“เนื่องจากในควันไฟมีสารสองชนิดที่มีผลต่อสุขภาพมาก คือ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์และอนุภาคขนาดเล็กๆ เช่น PM2.5 หรืออนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมองด้วยตาไม่เห็น เมื่อหายใจคาร์บอนมอนออกไซด์ ร่างกายจะใช้ออกซิเจนไม่ได้ ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจนได้แก่ ปวดศีรษะ ลดความตื่นตัว และทำให้เกิดอาการของหลอดเลืoดหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก นอกจากนี้ อนุภาคยังเข้าไปยังทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้เกิดไอ หายใจลำบาก และทำให้คนที่เป็นโรคมีอาการรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน การหายใจควันไฟในระยะแรก จะเกิดผลเฉียบพลัน โดยควันจะระคายเคืองตา จมูก คอ และกลิ่นจะทำให้คลื่นไส้ ปอดทำงานลดลงทำให้ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง ส่วนภาวะแผลไฟไหม้จากความร้อนและสารเคมีนั้น จะต้องทำการตรวจร่างกายภายนอก เพื่อประเมินบาดแผลไฟไหม้ตามร่างกายว่า มีความลึกและกินพื้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย รวมถึงหาคราบเขม่าบริเวณใบหน้า จมูก หรือขนจมูกไหม้อาการที่ต้องเฝ้าระวังและรีบกลับไปหาหมอ (Delayed Symptoms) แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกปกติ แต่ให้สังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี มีสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Damage) ซึ่งก๊าซพิษและความร้อนสามารถทำลายปอดได้ โดยอาการอาจไม่แสดงผลทันทีใน 24-Forty eight ชั่วโมงแรก ส่วนการตรวจร่างกายที่แพทย์มักจะประเมินเมื่อไปถึงห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ได้แก่ การตรวจระบบทางเดินหายใจและปอด โดยฟังเสียงปอด เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และอาจส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจ (Bronchoscopy) เพื่อหาการบวม แผลไหม้ หรือเขม่าในหลอดลมวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
นอกจากนี้ จะต้องมีการตรวจเลืoดเพื่อดูปริมาณก๊าซพิษในร่างกาย เนื่องจากก๊าซนี้แย่งจับกับออกซิเจน ทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลืoด (Pulse Oximetry) เพื่อเฝ้าระวังภาวะพร่องออกซิเจน
และนอกจากการดูแลผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟแล้ว ผู้ที่ไปช่วยเหลือในจุดเกิดเหตุ เช่น พนักงานดับเพลิงและหน่วยกู้ภัย ซึ่งต้องเข้าไปดับเพลิงบ่อยๆ ทำให้หายใจเข้าไปซ้ำๆกัน ทั้งนี้ ควันไฟที่เห็นก็อันตราย แต่ส่วนที่อันตรายกว่า คือ อนุภาค (PM) ที่มองไม่เห็น การเข้าไปดับเพลิงแม้ในระยะสั้นบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ เช่น โรคปอด และโรคของหัวใจและหลอดเลืoด” พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าว
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนการประเมินและการดูแลผู้ประสบภัยในจุดเกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ฯ มีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
1.การเคลื่อนย้ายและประเมินเบื้องต้นอพยพผู้ประสบภัย
-การเคลื่อนย้าย : ต้องรีบพาผู้ประสบภัยไปยังพื้นที่เหนือลมหรือสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเทสะดวกทันที
-จัดท่าทาง : หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ให้จัดนั่งในท่าที่สบายที่สุด หากผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจได้ ให้จัดนอนตะแคง (Recovery Voice) เพื่อป้องกันลิ้นตกและป้องกันการสำลัก
-คลายเสื้อผ้า : ปลดกระดุมเสื้อ เข็มขัด หรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณลำคอและหน้าอกออก เพื่อให้ปอดขยายตัวและรับออกซิเจนได้เต็มที่
2.การช่วยชีวิตฉุกเฉิน (หากจำเป็น)
-ประเมินการหายใจ : สังเกตการขยับของหน้าอก และฟังเสียงการหายใจ
-ทำ CPR : หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ ให้ทำการกู้ชีพ (CPR) ทันที และโทรเรียกรถพยาบาล
3.การดูแลเฉพาะจุดเมื่อมีอาการระคายเคือง
-ระคายเคืองตา : หากมีเขม่าหรือควันเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาด (เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด) ล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที โดยลืมตาในน้ำหรือเปิดให้น้ำไหลผ่าน
-ระคายเคืองคอ: หากคอแห้งหรือแสบ สามารถจิบน้ำสะอาดทีละน้อยเพื่อบรรเทาอาการได้
ขณะที่อาการอันตรายที่ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีในระยะแรก แต่ควันไฟอาจทำให้ทางเดินหายใจบวมในภายหลัง ควรสังเกตอาการฉุกเฉินดังต่อไปนี้ :
-มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
-ไออย่างรุนแรง หรือไอมีเสมหะปนเขม่าควันสีดำ
-เสียงแหบผิดปกติ หรือมีรอยไหม้บริเวณใบหน้า ขนจมูก และช่องปาก
-มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หรือซึมลง
ขอบคุณภาพ : จส100 Radio













