
ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์จาก ปตท.-พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวอภิปรายถึงการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า แม้ไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดด้านงบประมาณ แต่ต้องการสะท้อนมุมมองของประชาชนที่มีต่อกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานด้านการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
นายชาดา กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความซับซ้อนและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งราคาหน้าโรงกลั่น ราคาขายส่ง และราคาหน้าสถานีบริการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายนั้นเกิดจากต้นทุนหรือองค์ประกอบใดบ้าง
“สำหรับประชาชน ราคาน้ำมันที่ลดลงเพียง 50 สตางค์หรือ 1 บาทต่อลิตร ก็ถือว่ามีความหมายต่อค่าครองชีพแล้ว กระทรวงพลังงานจึงต้องกลับไปทบทวนว่า จะสามารถทำให้โครงสร้างราคามีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่านี้หรือไม่” นายชาดา กล่าว
นายชาดา ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ ปตท. ซึ่งภาครัฐถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 51 ว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ปตท.สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยลดภาระค่าครองชีพ หรือเป็นผู้นำในราคาพลังงานให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่า ธุรกิจด้านพลังงานอาจกลายเป็นพื้นที่แห่งผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเอกชน ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจในวงการพลังงาน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสร้างความโปร่งใสและชี้แจงให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น
สำหรับนโยบายพลังงานทดแทน นายชาดา ระบุว่า ที่ผ่านมาประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบริษัทเอกชนหรือกลุ่มทุนที่มีความพร้อมในการลงทุน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์ม ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงการผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนสูง ขั้นตอนยุ่งยาก และติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
นายชาดา เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรปรับแนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเปิดโอกาสให้ครัวเรือนและประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่ถูกขัดขวางด้วยกลไกที่ซับซ้อน
“พลังงานทดแทนต้องไม่ใช่โอกาสของกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสิทธิและโอกาสของประชาชนด้วย หากประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วสามารถลดค่าไฟหรือสร้างรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินได้จริง จึงจะถือว่าเป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” นายชาดา กล่าว
นายชาดา ยังกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี โดยตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงพลังงานได้นำรถอีวีมาใช้ในหน่วยงานของตนเองอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันหน่วยงานราชการทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายในการเช่าและจัดซื้อรถยนต์ รวมถึงค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
ทั้งนี้ หากภาครัฐทยอยปรับเปลี่ยนรถราชการที่ใช้งานในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองมาเป็นรถอีวี ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณคันละ 500,000-600,000 บาท อาจช่วยประหยัดงบประมาณค่าน้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เราไม่ควรพูดเรื่องพลังงานสะอาดหรือรถอีวีเพียงในระดับนโยบาย แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นตัวอย่างและเริ่มลงมือทำก่อน ต้องคำนวณให้ชัดว่า รถราชการหนึ่งคัน หากเปลี่ยนเป็นรถอีวีแล้วจะประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วทุกนโยบายต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร” นายชาดา กล่าว












