
12 เมษายน 2569 จากกรณีที่การเจรจาสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นการตั้งโต๊ะเจรจาแบบเผชิญหน้าครั้งแรกในรอบ 47 ปี โดยการเจรจาครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง จัดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ก่อนที่การเจรจาสิ้นสุดลงโดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทำเนียบเครมลิน แถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้มีการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน ว่า เขาพร้อมที่จะช่วยไกล่เกลี่ยความพยายามในการบรรลุสันติภาพในตะวันออกกลาง
ปูติน เน้นย้ำถึงความพร้อมของเขาที่จะอำนวยความสะดวกในการแสวงหาทางออกทางการเมืองและทางการทูตสำหรับความขัดแย้ง และเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความพยายามเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืนในตะวันออกกลาง
เนื่องจากที่อิหร่าน และสหรัฐอเมริกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางได้แต่ก็ไม่มีการกลับไปสู่การสู้รบในทันที และผู้นำโลกต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสวงหาเส้นทางทางการทูตเพื่อสันติภาพอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ เดินทางออกจากปากีสถานหลังจากการเจรจา พร้อมกับย้ำเตือนว่าวอชิงตันได้ยื่นข้อเสนอ “สุดท้ายและดีที่สุด” ให้กับอิหร่านเพื่อบรรลุข้อตกลงแล้ว
ส่วนทางด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวว่า ทีมเจรจาของเขาได้ เสนอข้อริเริ่มที่สร้างสรรค์ แต่ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจารอบนี้
รายงานจากอิหร่านและสหรัฐฯ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และเตหะรานจะมีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายใต้ข้อตกลงใดๆ หรือไม่
ความล้มเหลวของการเจรจาจะทำให้เกิดความกังวลว่าการกลับไปสู่การสู้รบอาจทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อการขนส่งและโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซในอ่าวเปอร์เซียมากขึ้น ในขณะที่พลเรือนในภูมิภาคกังวลว่าการโจมตีทางอากาศอาจกลับมาอีกครั้งโดยไม่มีทางออกทางการเมืองที่ชัดเจน
เรียบเรียงจาก : themoscowtimes












