มารู้จัก “หนอนเกล็ดนักไถสโนว์บอร์ด” และสิ่งมีชีวิตสุดแปลกในทะเลน้ำลึกที่กินซากวาฬเป็นอาหาร

ที่มาของภาพ : A Glover and T Dahlgren

“หนอนเกล็ดนักไถสโนว์บอร์ด” คือหนึ่งในสายพันธุ์จำเพาะที่กัดกินซากวาฬ พวกมันทิ้งร่องรอยคราบสีขาวของแบคทีเรียไว้บนซากวาฬ
Article Info
    • Author, แคเธอรีน ลาแธม
    • Role, บีบีซีฟิวเจอร์
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

ฝูงวาฬเปรียบเสมือนแท่นขุดเจาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทร พวกมันแบกร่างกายที่สามารถเป็นอาหารได้ ทั้งเนื้อ ไขมัน และกระดูก ซึ่งหนักได้ถึง 150 ตัน ไปไกลข้ามมหาสมุทร และจากผิวน้ำลงสู่ท้องทะเลลึก ร่างกายของพวกมันเปรียบเสมือนถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารอันโอชะที่เสิร์ฟในงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง

เกร็ก รูส ผู้ดูแลสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในทะเล (benthic invertebrates) แห่งสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปปส์ (Scripps Institution of Oceanography) ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า วาฬมักจะเสียชีวิตในท้องทะเลห่างไกล โดยซากของพวกมันกระจัดกระจายไปตามเส้นทางอพยพที่มักจะยาวไกล

ในระยะแรก ซากของมันอาจจะลอยได้ เนื่องจากก๊าซภายในทำให้ตัวมันบวมเหมือนกับลูกโป่ง แต่จากนั้นซากวาฬก็จะจมลง ๆ ดำดิ่งผ่านเขตที่แสงอาทิตย์ส่องถึง (sunlight zone) จนถึงเขตที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้เพียงเล็กน้อย (twilight zone) เข้าสู่ความมืดมิด (nighttime zone) และท้ายที่สุดก็จะจมลงก้นทะเลซึ่งจะเป็นที่พำนักสุดท้ายของมัน

ที่มาของภาพ : Alex Dawson

ปกติแล้ววาฬมักจะเสียชีวิตในทะเลลึก แต่ซากวาฬมิงค์ราว 20 ตัวนี้ถูกพบในน้ำตื้นนอกชายฝั่งของกรีนแลนด์

การเสียชีวิตของวาฬคือการส่งต่อชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วยการเป็นแหล่งอาหารขนาดมหึมา สารอาหารในสภาพของอินทรียวัตถุขนาดเล็กที่ถูกเรียกว่า “หิมะทะเล” (marine snow) จะไหลลงสู่ท้องทะเลลึก

แต่เมื่อซากวาฬจมลงสู่ก้นทะเล ว่ากันว่ามันเป็น “การนำเข้าวัตถุอินทรีย์ครั้งใหญ่ที่สุด” ที่จะไปถึงก้นทะเลเมื่อใดก็ได้ โดยซากวาฬหนึ่งตัวอาจเทียบเท่ากับหิมะทะเลมูลค่าหลายพันปี และมันสามารถเป็นอาหารให้กับระบบนิเวศทั้งหมดในบริเวณนั้นได้ไปอีกหลายทศวรรษ

พวกเก็บกินซากจะมาถึงก่อนเป็นอันดับแรก

เอเดรียน โกลเวอร์ นักนิเวศวิทยาทะเลน้ำลึกแห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ (Pure Historic past Museum) ในกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร ระบุว่า “กลุ่มสัตว์กินซากน้ำลึก” จะเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามายังซากวาฬ “ซึ่งรวมถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังอย่างปลาแฮ็กฟิช (hagfish) และฉลามสลีปเปอร์ (sleeper shark) รวมถึงสัตว์จำพวกแอมฟิพอดกินซาก (scavenging amphipod) ซึ่งอยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง (crustacean) จำนวนมาก อย่าง กุ้ง พวกมันจะกินเนื้อจนเหลือกระดูกโผล่” ซึ่งเขาบอกว่า “กระบวนการเก็บซากเคลื่อนที่” นี้ อาจกินเวลาได้หลายปี

ที่มาของภาพ : Alamy

ปลาแฮ็กฟิช หรือ ปลาไหลเมือก ถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูกสันหลัง (vertebrate) ทั้งที่จริงแล้วมันมีกะโหลกศีรษะ แต่ไม่มีกระดูกสันหลัง (พวกมันใช้โครงสร้างอื่นค้ำจุนร่างกาย)

ปลาแฮ็กฟิชเป็นสัตว์มีชีวิตชนิดเดียวที่มีข้อมูลว่ามีกะโหลกศีรษะ แต่ไม่มีกระดูกสันหลัง ปลาเหล่านี้จะมุดหน้าของมันลงไปในอาหารก่อนแล้วค่อยกัดกินจากด้านในออกมาข้างนอก ปลาแฮ็กฟิชมีกลยุทธ์การป้องกันตัวที่ปราดเปรียวเป็นพิเศษ เมื่อถูกโจมตี มันจะหลั่งเมือกออกมาเพื่อให้ผู้ล่าถอยออกไป ไม่ก็หายใจไม่ออก

ที่มาของภาพ : Alamy

นี่คือปลาโกลบเฮดวิปเทล (globehead whiptail) ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของปลาหางหนู (rattail fish) ที่กินซากในทะเลน้ำลึก

ปลาหางหนู (Rattail fish) สามารถเติบโตจนมีขนาดยาวได้ถึงหนึ่งเมตร และอาศัยอยู่ในความลึกได้ถึง 4,000 เมตร

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด

ความลึกในระดับนั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่แสงอาทิตย์จะส่องถึง ที่มาของแสงเพียงแหล่งเดียวจึงมาจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น และดวงตากลมโตสีน้ำเงินของมันสามารถจับได้แม้กระทั่งแสงกระพริบที่เล็กจิ๋วที่สุดจากตัวเหยื่อของพวกมัน

นอกจากนี้ หนามลักษณะคล้ายหนวดที่อยู่บนคางของพวกมันก็สามารถจับสัมผัสความเคลื่อนไหวของเหยื่ออันโอชะ ทั้งสัตว์น้ำที่เปลือกแข็งและหนอนที่อาจซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยโคลน ในขณะเดียวกัน ประสาทการรับกลิ่นที่เฉียบแหลมก็ช่วยนำทางเจ้าปลาหางหนูไปยังซากศwที่เน่าเปื่อย เช่น ซากวาฬ

นักชิมผู้ฉวยโอกาส

รูสบอกว่า หลังจากบรรดาสัตว์กินซากได้กินอาหารจนอิ่มท้อง และกระดูกวาฬหลุดออกมาแล้ว รูสบอกว่านั่นคือช่วงเวลาที่เหล่านักชิมซึ่งมีขนาดจิ๋วกว่าจะมาเยือน พวกมันคือ “โอซีแด็กซ์ (Osedax) – หนอนกินกระดูก ซึ่งจะมากันเป็นฝูงใหญ่”

โอซีแด็กซ์จัดอยู่ในประเภทของไส้เดือนทะเล (polychaete) พวกมันเป็นที่รู้จักในนามบุ้งทะเล (bristle worm) เจ้าหนอนเหล่านี้มีความหลากหลายและมีจำนวนมาก โดยมีพวกมันอยู่หลายพันตัวในซากวาฬที่เสียชีวิตหนึ่งตัว ซึ่งในบางสายพันธุ์ที่เป็น “นักฉวยโอกาสเติมพลัง” ในระยะนี้ มีผู้เคยพบเห็นพวกมันเฉพาะในบริเวณที่ซากวาฬร่วงลงสู่พื้นทะเลเท่านั้น

ที่มาของภาพ : Adrian Glover

เจ้า “หนอนดอกเมือกกินกระดูก” หรือหนอนโอซีแด็กซ์นี้ จะวางเท้าของมันที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียเหยียบลงบนกระดูกของวาฬ ในขณะที่ช่อคล้ายขนอันฟูฟ่องของมันจะดูดซึมออกซิเจนจากทะเลน้ำลึก

โกลเวอร์ระบุว่าเจ้า “หนอนดอกเมือกกินกระดูก” หนอนโอซีแด็กซ์นี้ อยู่ในตระกูลไส้เดือนทะเล (polychaete) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2005 บนซากวาฬ เจ้าหนอนแทะกระดูกเหล่านี้จะปล่อยกรดใส่กระดูก “เหมือนกับพวกมันปล่อยน้ำย่อยเข้าไปในกระดูกและดูดซึมมันโดยตรง ค่อนข้างแปลกทีเดียว”

ตลอดทศวรรษ ฝูงหนอนเหล่านี้จะเติบโต อาศัย และเสียชีวิตบนซากวาฬเพียงตัวเดียว และเมื่อกระดูกถูกกัดกินจนหมดแล้ว ก่อนที่มันจะเสียชีวิต หนอนโอซีแด็กซ์จะปล่อยตัวอ่อนออกมาให้ลอยไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทรด้วยความหวังว่าตัวอ่อนเหล่านั้นจะได้เจอกับซากวาฬตัวใหม่ให้ได้ตั้งรกราก และเริ่มวงจรทั้งหมดอีกครั้ง

“พวกมันกำจัดแคลเซียมในกระดูกจนไปถึงชั้นคอลลาเจน” รูสบอก “ตอนนั้นกระดูกจะพรุนไปหมดจนปูหรือสัตว์กินซากอื่น ๆ สามารถฉีกทึ้งได้”

ที่มาของภาพ : Alamy

ปูแมงมุม (Spider crab) อพยพเป็นฝูงหลายพันตัวจากทะเลลึกไปสู่ผืนน้ำที่ตื้นกว่าเพื่อผสมพันธุ์และลอกคราบ

สสารอินทรีย์ที่รั่วไหลมาจากซากวาฬเป็นการเสริมสร้างสารอาหารบริเวณก้นทะเล ช่วงเวลานี้เองที่เจ้าหนอน หอย และเหล่าสัตว์น้ำมีเปลือกผู้ฉวยโอกาสหลายพันตัวระดมกันเข้ามาเก็บกวาดเศษซากหรือก้อนเนื้อที่ยังเหลือ และเข้ามาขุดคุ้ยตะกอนที่ก้นทะเล

เชื่อกันว่าปูแมงมุมญี่ปุ่นสามารถมีอายุได้ถึง 100 ปี และเป็นปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยลำตัวของมันอาจมีขนาดกว้างได้ถึง 30 ซม. แต่ขาของพวกมันอาจยืดยาวจนวัดระดับจากปลายข้างหนึ่งไปสู่อีกข้างหนึ่งได้ถึง 3.8 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่เกือบจะเท่ากับรถยนต์คันเล็ก ๆ

การเดินทางตามเส้นทางของซากวาฬ

ในช่วงเวลาที่เหล่าสัตว์กินซากกำลังย่อยกระดูกวาฬ มีนักกินอีกจำพวกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่ามาร่วมวง ซึ่งสามารถเลี้ยงท้องของพวกมันไปได้ถึง 50 ปี นี่คือช่วงเวลาของพวกซัลโฟฟิลิก (sulphophilic) หรือพวกที่ชอบกำมะถัน (sulphur-loving) เมื่อแบคทีเรียยังคงกัดกร่อนกระดูกอย่างต่อเนื่อง มันจะปล่อยไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ออกมา ซึ่งก๊าซเหล่านี้เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตจำพวกที่มีการสังเคราะห์ทางเคมี (chemosynthetic organism)

ที่มาของภาพ : Phillipe Crassous/ Science Portray Library

เจ้าหนอนน้ำลึกที่มีการสังเคราะห์ทางเคมีพวกนี้มักจะอาศัยอยู่บนปล่องน้ำร้อนใต้ทะเล แต่ก็เคยมีผู้พบพวกมันกัดกินซากวาฬเช่นกัน

เคโมออโตโทรฟ (chemoautotroph) คือสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างพลังงานขึ้นได้เองจากปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่าการสังเคราะห์ทางเคมี (chemosynthesis) ตรงกันข้ามกับพืชที่ต้องการแสงสว่างและคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการสังเคราะห์แสง (photosynthesis)

เหล่าจุลินทรีย์ที่กินสารเคมีเหล่านี้มักจะสร้างความสัมพันธ์ทางชีวภาพใกล้ชิดกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่พวกมันอาศัยอยู่บนตัว โดยจะจัดหาสารอาหารเกือบทั้งหมดที่พวกมันต้องการมาเสิร์ฟให้

“ความสามารถของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในการวิวัฒนาการเพื่อปรับตัวหาประโยชน์ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกตินี้ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประหลาด และน่าอัศจรรย์ใจ… พวกเราประหลาดใจอยู่เรื่อย ๆ เลย” โกลเวอร์กล่าว

เหล่าเคโมออโตโทรฟถูกพบในถิ่นที่อยู่บริเวณทะเลลึกห่างไกลเพียงสี่แหล่ง ได้แก่ ปล่องน้ำร้อนใต้ทะเล, แหล่งน้ำซึมเย็น, ซากไม้ และซากวาฬ

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญมองว่าซากวาฬทำหน้าที่เสมือนจุดพัก (stepping stone) สำหรับสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะต่าง ๆ ทำให้พวกมันสามารถกระจายตัวไปทั่วพื้นมหาสมุทรที่มักจะรกร้างได้

ตอนที่ยังมีชีวิต เจ้าวาฬเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างชีวภาพในมหาสมุทรและนำคาร์บอนลงสู่ท้องทะเลลึก ช่วยให้มหาสมุทรเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตและทำให้สภาพอากาศเย็นสบาย

ตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว วาฬเพียงตัวเดียวสามารถเป็นอาหาร เป็นถิ่นที่อยู่ และเป็นโอกาสในการเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ให้กับสัตว์ทะเลหลายหมื่นตัว ระบบนิเวศใหม่ทั้งระบบคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่มันให้กับโลกใบนี้