“ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความเสียชีวิต” ชาวอิหร่านเผชิญทั้งอำนาจกดปราบจากรัฐและการโจมตีจากภายนอกอย่างไม่ลดละ

ที่มาของภาพ : Anadolu via Getty Footage

ชาวกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน มองดูไฟที่ลุกท่วมคลังเก็บน้ำมันชาห์รานเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ระหว่างที่อิสราเอลโจมตีศูนย์กลางโครงสร้างด้านน้ำมันใกล้เขตเมือง
    • Creator, เฟอร์กัล คีน
    • Goal, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซี
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

หญิงคนหนึ่งยืนบนดาดฟ้าขณะสดับตรับฟังเสียงของมหานครเบื้องล่าง ค่ำคืนนั้นมีเพียงเสียงงึมงัมไม่ได้ศัพท์จากการจราจร แต่เธอทราบดีว่าสถานการณ์เช่นนี้พลิกให้กลับตาลปัตรได้ง่ายดายเพียงใด โดยทั่วไปแล้วสุนัขมักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินเสียงแรกก่อนใคร เมื่อได้ยินแล้วก็จะเห่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องบินนำมาก่อน จากนั้นจึงเป็นเสียงระรัวดังของแรงsะเบิดกังวาลหลายครั้งไปทั่ว จากนั้นแสงสีส้มก็จะแผ่ออกมาจากย่านที่อยู่อาศัยที่ชาวเมืองต่างคุ้นเคย

ภาพและถ้อยคำสัมภาษณ์จากกรุงเตหะรานที่บีบีซีได้ประมวลมา ชวนให้จินตนาการถึงนครใหญ่ที่ผู้คนตกอยู่ในอาการตึงเครียด คอยเฝ้ารอว่าเสียงsะเบิดจะดังขึ้นอีกเมื่อใด ทั้งยังต้องหวาดผวาต่อแขนขาของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่รู้จบ

หญิงนักธุรกิจวัย 30 ปีเศษรายหนึ่งซึ่งใช้นามสมมติว่า ‘บาราน' เล่าว่าเธอกลัวจนไม่กล้าออกไปทำงาน “นับแต่เริ่มมีการใช้โดรนเข้าโจมตี ก็ไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกอีกเลย ถ้าฉันเปิดประตูแล้วก้าวออกไปก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปเดิมพัน”

บารานอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็คอยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ เธอกล่าวอีกว่า “ฉันกับเพื่อนต้องคอยถามกันอยู่เนือง ๆ ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง… และแม้ไม่มีเสียงsะเบิดใด ๆ ความเงียบก็ยังชวนให้เป็นกังวลอยู่ดี ฉันกำลังดิ้นรนทุกทางเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ จะได้อยู่ดูให้เห็นว่าจะมีอะไรจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า”

เฉกเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านอีกหลายชีวิต บารานต้องทนเห็นความหวังที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต้องมาพังทลายลงไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการลุกฮือขึ้นประท้วงเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงกันไปทั่วประเทศเมื่อเดือน ม.ค. กองกำลังฝ่ายรัฐบาลก็ปราบปรามผู้คนนับพันด้วยการสังหารจนเสียชีวิต

ที่มาของภาพ : Reuters

พื้นที่ของพลเรือนในอิหร่านต่างถูกถล่มโจมตี หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มโจมตีทางอากาศ

“ฉันแทบจะนึกถึงชีวิตในอดีตโดยไม่ต้องหวนนึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักที่ต้องมาจากไปในการประท้วงนั้นไม่ได้แล้ว” เธอกล่าว “ฉันกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง กลัวว่าตัวเองในวันรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนไปเช่นไร วันนี้ฉันอาจกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดมาได้ แต่พรุ่งนี้ล่ะ ฉันจะสู้ทนไปได้อย่างไร นั่นต่างหากคือคำถามที่แท้จริง ฉันจะมีชีวิตรอดพ้นวันพรุ่งนี้ไปได้ด้วยซ้ำไหม ?”

บัดนี้ การใช้อำนาจกดปราบเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐอิหร่านมีหูตาอยู่ทุกหย่อมหญ้าเสียจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างเปิดเผย บีบีซีได้ภาพฟุตเทจคลิปหนึ่งมา เนื้อหาแสดงภาพเหตุการณ์ขบวนรถของบรรดาผู้ฝักใฝ่รัฐบาลขับรถตระเวนร่อนธงโบกไสวไปทั่วเมืองหลวงในยามค่ำคืน เปรียบดั่งเป็นข้อความข่มขู่ไปยังผู้ใดก็ตามคิดจะกำเริบเสิบสานลุกขึ้นมาประท้วง

เรื่องราวที่ทางการอิหร่านสื่อสารออกมานั้นมีแต่เรื่องราวที่ผ่านการอนุญาตแล้ว โทรทัศน์ของรัฐแพร่ภาพกระจายเสียงภาพการเดินขบวนและงานศwหลายครั้ง ส่วนบทสัมภาษณ์บรรดาข้าราชการและฝูงชนที่จงรักภักดีต่อระบอบการปกครองก็สะท้อนเสียงก่นด่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลก็โหมคำสรรเสริญว่าชาวอิหร่านยินดีจะสละชีพตนเป็นมรณสักขี

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Stop of ได้รับความนิยมสูงสุด

ฝ่ายผู้สื่อข่าวอิสระก็ยังเพียรรวบรวมถ้อยคำพยานเพื่อหยิบยกมุมมองอีกด้านหนึ่งอันพอจะเชื่อถือได้ขึ้นมานำเสนอ ทว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงว่าจะถูกจับกุมคุมขัง ถูกทรมานหรืออาจจะเลวร้ายไปกว่านั้นเสียอีก ดังที่นักข่าวคนหนึ่งได้กล่าวกับบีบีซีว่า “ในสภาวะสงครามเช่นนี้ เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขานั้นจะลงมือไปถึงไหนได้บ้าง”

ที่มาของภาพ : Getty Footage

รัฐบาลอิหร่านไม่เคยมีขันติธรรมต่อผู้ต่อต้านรัฐบาล เมื่อสงครามเริ่มขึ้นสถานการณ์การปราบปรามก็ยิ่งดิ่งลงเหว

มีเพียงแต่ในเคหสถานของตัวเองเท่านั้นที่ชาวกรุงเตหะรานบางส่วนจะรู้สึกว่าสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ เฉกเช่นกรณีของ “อาลี” ชายวัย 40 เศษ เขาเป็นชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาซึ่งเคยตั้งความหวังไว้ว่าการสังหารอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ในวันเริ่มเปิดศึกสงครามนั้นจะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเมือง

ทว่าบัดนี้เขากลับเห็นกองกำลังรักษาความมั่นคงเนืองแน่นบนท้องถนนรอบบ้าน ชายฉกรรจ์สวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือต่างพากันตั้งด่านตรวจสกัด

“ผมออกไปเดินตามท้องถนนเมื่อไรก็ปวดใจ เมืองนี้ดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความเสียชีวิต” เขากล่าวว่าเขาต้องพึ่งพายาระงับประสาทเพื่อที่จะ “พยุงสติตัวเองให้เป็นปกติอยู่ได้”

“ผมเห็นกลุ่มคนตามท้องถนน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนท้องที่ พวกเขาคือมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วก็คือผู้ที่มาชิงท้องถนนไปจากพวกเรานั่นเอง”

ชาวอิหร่านอีกหลายรายที่ได้พูดคุยกับบีบีซี ต่างพรรณนาถึงความรู้สึกที่ย้อนแย้งอยู่ภายใน ใจหนึ่งก็อยากจะขับไล่ระบอบการปกครองนี้ แต่ขณะเดียวกันบ้านเมืองของพวกเขาเองก็กำลังถูกรุกราน

“สถานการณ์นั้นแสนน่ากลัว…” อาลีกล่าว “น่านฟ้าของชาติเรากำลังอยู่ใต้การควบคุมของชาติศัตรู แต่ในขณะเดียวกันในใจผู้คนก็ยังมีไว้ซึ่งความหวังเสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไปถือหางอเมริกาหรืออิสราเอล แต่เรานึกหวังอยู่ลึก ๆ ว่าขอเพียงสักชั่วขณะหนึ่ง ขอให้มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นมาแล้วล้มล้างระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบันนี้ลงเสียที เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ลุกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เสียที”

กลับมาที่ห้องพักของบาราน เธอยังคงเงี่ยหูฟังเสียงsะเบิด พลางส่งข้อความไต่ถามเพื่อนฝูงในละแวกอื่น “คุณรู้ไหมว่าท้องฟ้าของเรากับท้องฟ้าของที่อื่น ๆ ในโลกนั้นต่างกันอย่างไร ?” เธอตั้งคำถาม “ตอนกลางคืน ผู้คนในที่อื่นเขานอนกันใต้แสงดาว แต่พวกเรากลับต้องหลับนอนอยู่ใต้ฝูงจรวด ฟ้าทั้งสองสว่างเหมือนกัน แต่สว่างจากคนละสาเหตุ”

บารานคิดว่าสงครามนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี และบาดแผลทางจิตใจก็คงจะฝังรากลึกไปอีกนานแสนนาน “สงครามนี้คงจะไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เพราะมันลุกลามเข้ามาถึงในบ้านเรา ในครอบครัวเรา… สงครามได้ซึมเข้าไปในสายเลืoด และสิงสู่เข้าไปในชีวิตของเราเสียแล้ว”

พลเมืองในนครโบราณ 6,000 ปีแห่งนี้ต่างดำรงชีพอยู่ท่ามกลางความหวาดกังวลต่อลูกsะเบิดสัญชาติอเมริกันและอิสราเอล ขณะเดียวกันก็หวาดผวาต่อระบอบการปกครองและการซ้อมทรมาน เป็นความหวาดกลัวในใจอยู่ทุกวันไม่ว่างเว้น โดยไม่เห็นวี่แววของหนทางรอดเลยแม้แต่น้อย

รายงานเพิ่มเติมโดย อลิซ ดอยอาร์ด