
‘บิ๊กโจ๊ก' ส่งทนายความแจ้งเอาผิด พ.ต.ท.คริษฐ์ ‘อดีตลูกน้องคนสนิท' ฐานแจ้งความเท็จ เผย พรุ่งนี้เตรียมส่งทีมกฎหมายฟ้องชุดทำ ‘คดีสินบนทองคำ' ส่วน พันตำรวจเอกอาริศ คิวต่อไป
สำนักข่าวอิศรา . วันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตำรวจ เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกลับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องคนสนิท ในความผิดฐาน แจ้งความเท็จ
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ ได้แจ้งดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในความผิดฐาน ทำร้ายร่างกาย ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตุว่า การที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ กล่าวอ้างว่า เหตุทำร้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมา9ปีแต่เหตุใดทำไมถึงเพิ่งออกมาแจ้งความ ซึ่งกรณีดังกล่าว คล้ายกับกรณีเมื่อปี 2562 ที่เคยมีข่าวว่าบิ๊กโจ๊ก ถูกร้องเรียนว่าทำร้ายร่างกายลูกน้อง 17 คน ซึ่งต่อมามีการพิสูจน์แล้วว่า บิ๊กโจ๊กกระทำโดยคำสั่งของอดีต ผบ.ตำรวจท่านหนึ่ง และการตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีนักข่าวท่านหนึ่งได้โพสต์เวชระเบียนการตรวจร่างกายของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ซึ่งต่อมามีความเห็นจาก นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฏ ตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธจากเวชระเบียนว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ เดินทางไปพบแพทย์แบบ OPD อาการเหมือนคนปกติ ตรวจสัญญาณชีพจร ความดัน อัตราการการหายใจ ปกติ ตามบันทึกผู้ป่วยบอกว่ามาด้วยอาการหูอื้อข้างซ้ายหลังจากบาดเจ็บมา 2วัน รู้สึกมึนงงโครงเครงเล็กน้อย ซึ่งหลังจากแพทย์ตรวจร่างกายก็พบว่าแก้วหูซ้ายทะลุ ส่วนแก้วหูขวาปกติ พร้อมลงรหัสโรคH72.8 แต่ นพ.ธวัชชัย ตั้งข้อสังเกตว่าหากบาดเจ็บเฉียบพลันแพทย์จะต้องลงรหัส SO 9.2 แทน
นายสัญญาภัชระกล่าวว่า นอกจากนั้นหากถูกทำร้ายร่างกายโดยตบ4-5ครั้ง ก็ควรที่จะมีอาการบาดเจ็บบริเวณใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน และแพทย์ควรทำการเอ็กซเรย์ให้แต่การตรวจร่างกายครั้งนั้นมีเพียงการลงความเห็นจากแพทย์ด้านโสต ศอ นาสิก ซึ่งหากถูกทำร้ายร่างกายจริงจะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากศัลยแพทย์ อีกทั้งยังพบว่าหลังตรวจร่างกายเสร็จแพทย์ได้ให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ กลับบ้านทันทีโดยให้เทียนยาปฏิชีวนะ 20 เม็ดและยาแก้ปวดอีก 10 เม็ด และนัดหมายเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงแพทย์ก็ควรวินิจฉัยให้รักษาและเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลมากกว่าจากการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการบาดเจ็บ ของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกาย แต่สันนิษฐานว่าเป็นอาการติดเชื้อหรือเป็นโรค บิ๊กโจ๊กจึงไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งความเท็จ ซึ่งกรณีนี้นพ.ธวัชชัย จะมาเป็นพยานให้ด้วย
นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ตลอดเวลา พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำงานอยู่กับบิ๊กโจ๊กมักได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งงานสำคัญๆมาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ออกมาแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้มีนัยยะสำคัญหรือรับงานใครมาหรือไม่ จึงอยากฝากถึงอดีตลูกน้องว่า การที่ออกมาแจ้งความเท็จแบบนี้ท้ายที่สุด จะถูกติดคุกซะเอง ยืนยันว่า บิ๊กโจ๊กเลือกคนทำงานตามความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับ พันตำรวจเอกอาริศ ก็จัดตำแหน่งตามความสามารถ แต่เชื่อว่าที่ออกมาแจ้งความกล่าวหาว่า ถูกทำร้ายจิตใจนั้นอาจเป็นเพราะตอนนี้ พันตำรวจเอกอาริศ เปลี่ยนข้างไปอยู่อีกฝั่ง
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บิ๊กโจ๊กยังฝากมาบอกว่าตัวเองไม่มีพฤติกรรมหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดและพร้อมที่จะเข้าให้ปากคำหากถูกออกหมายเรียก ที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมฝากถึงพนักงานสอบสวนด้วยว่าอยากให้ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หลังจากนี้บิ๊กโจ๊กเองก็จะดำเนินคดีกลับให้ถึงที่สุด ซึ่งคิวต่อไป ที่จะแจ้งความกลับก็คือ พันตำรวจเอกอาริศ ขณะเดียวกันในวันพรุ่งนี้ เวลาประมาณ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะทำการมอบหมายทนายความให้เดินทางไปที่ศาลอาญาทุจริตเพื่อเอาผิด คณะพนักงานสอบสวน คดีที่เกี่ยวเนื่องกับสินบนทองคำ ตามมาตรา 157 และ มาตรา 200 อีกด้วย













