
ไขคดีเด็กหญิงถูกล่วงละเมิดลงดาร์กเว็บในสหรัฐฯ เมื่อสายสืบแกะเบาะแสจากผนังอิฐ

- Creator, แซม พีรันติ
- Role, บีบีซีอายอินเวสติเกชัน
- เวลาอ่าน: 12 นาที
บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ
เกร็ก สไควร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนออนไลน์ เคยพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงผู้ถูกทารุณกรรมคนหนึ่งแต่ก็ถึงทางตัน ทีมของเขาตั้งชื่อหญิงรายนี้ว่า “ลูซี”
เธอปรากฏตัวในภาพอันน่าหดหู่ ภาพเหล่านั้นถูกเผยแพร่บนดาร์กเว็บซึ่งเป็นพื้นที่เข้ารหัสของอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ด้วยซอฟต์แวร์เฉพาะเท่านั้น พื้นที่ประเภทนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถถูกติดตามตัวได้
แม้จะมีการปกปิดตัวตนได้ถึงเพียงนั้น แต่สไควร์ก็กล่าวว่าผู้กระทำผิดยังมักจะพยายาม “ลบร่องรอยของตน” โดยครอปหรือดัดแปลงภาพทุกส่วนที่อาจบ่งชี้ถึงตัวตนได้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุว่าลูซีผู้นี้เป็นใคร หรืออยู่ที่ใด
แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็กลับพบว่าเบาะแสที่สาวไปถึงสถานที่ที่เด็กหญิงรายนี้ถูกซ่อนตัวไว้นั้นอยู่เบื้องหน้าโดยที่ไม่มีใครได้คาดคิด
สไควร์ทำงานให้กับสำนักงานสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ (US Department of Role of delivery Security Investigations) โดยอยู่ในหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจซึ่งมีภารกิจระบุตัวเหยื่อที่ปรากฏอยู่ในสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก
ทีมข่าวบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิสใช้เวลา 5 ปีติดตามถ่ายทำการทำงานของสไควร์ และหน่วยสืบสวนอื่นในโปรตุเกส บราซิล และรัสเซีย และได้เห็นกระบวนการไขคดีต่าง ๆ เช่น การตามหาเด็กหญิงวัย 7 ขวบในรัสเซียที่ถูกลักพาตัวและเชื่อกันว่าเสียชีวิตแล้ว รวมถึงการจับกุมชายชาวบราซิลผู้ดูแลกระดานสนทนาออนไลน์ที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กบนดาร์กเว็บที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 5 แห่ง
หลังได้ไปดูการทำงานของพวกเขา เราจึงเห็นได้ว่าคดีจำนวนมากไม่ได้ถูกคลี่คลายด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เบาะแสที่ผู้สืบสวนได้รับ มักมาจากด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพถ่ายหรือในห้องสนทนาออนไลน์เช่นกัน
Close of ได้รับความนิยมสูงสุด

สไควร์ติดตามกรณีของลูซีตั้งแต่แรกเริ่มที่เขาเริ่มจับงานสายนี้ และตั้งแต่นั้นมากรณีดังกล่าวก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอุทิศตัวกับงานนี้ในระยะยาว
สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้เขาเป็นพิเศษ คือการที่ลูซีมีอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเขาเอง และมีภาพการถูกล่วงละเมิดใหม่ ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเกิดขึ้นในห้องนอนของเธอถูกเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
สไควร์และทีมงานสังเกตจากชนิดของปลั๊กไฟและเต้ารับที่ปรากฏในภาพซึ่งทำให้ทราบว่าลูซีน่าจะอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ก็รู้ได้เพียงเท่านั้น
พวกเขาติดต่อไปยังเฟซบุ๊กซึ่งในเวลานั้นเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด โดยขอให้บริษัทแพลตฟอร์มช่วยตรวจสอบภาพถ่ายครอบครัวที่ผู้ใช้รายต่าง ๆ อัปโหลดขึ้นไป เพื่อดูว่ามีภาพลูซีอยู่ด้วยหรือไม่ แต่แม้เฟซบุ๊กจะมีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ก็ระบุว่า “ไม่มีเครื่องมือ” ที่จะช่วยได้
ดังนั้นสไควร์และเพื่อนร่วมทีมจึงลงมือวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่มองเห็นได้ภายในห้องของลูซี ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมเตียง เสื้อผ้าที่เธอสวม หรือของเล่นตุ๊กตา พวกเขามองหาทุกรายละเอียดที่อาจเป็นเบาะแส
จากนั้นพวกเขาก็พบความคืบหน้าเล็กน้อย ทีมงานค้นพบว่าโซฟาที่ปรากฏในบางภาพ เป็นสินค้าที่จัดจำหน่ายเฉพาะภูมิภาคไม่ได้วางขายทั่วประเทศจึงมีฐานลูกค้าจำกัดกว่าเดิม
แต่ถึงอย่างนั้นจากข้อมูลดังกล่าวก็ยังหมายถึงคนจำนวนมากถึงราว 40,000 คน
“ในช่วงที่สืบสวนนั้น เราก็ยังต้องดูข้อมูลจาก 29 มลรัฐทั่วสหรัฐฯ คุณกำลังพูดถึงที่อยู่นับหมื่น ๆ แห่ง ซึ่งเป็นงานที่หนักหนามากจริง ๆ” สไควร์กล่าว
ทีมสืบสวนพยายามมองหาเบาะแสเพิ่มเติม จนกระทั่งพวกเขาตระหนักว่าสิ่งธรรมดาอย่างผนังอิฐโชว์ลายในห้องนอนของลูซี อาจนำไปสู่ร่องรอยสำคัญได้
“ผมก็เริ่มกูเกิลเรื่องอิฐเลยครับ และยังไม่ทันค้นหามากเท่าไร ผมก็เจอสมาคมอุตสาหกรรมอิฐ” สไควร์เล่า
“แล้วผู้หญิงที่รับโทรศัพท์นี่สุดยอดมาก เธอพูดว่า ‘วงการอิฐจะช่วยอะไรได้บ้างคะ?'”
เธออาสาที่จะส่งต่อภาพถ่ายดังกล่าวให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอิฐทั่วประเทศ เขาบอกว่าได้คำตอบกลับมาแทบจะในทันที
หนึ่งในผู้ติดต่อกลับมาคือจอห์น ฮาร์ป ผู้ทำงานด้านการขายอิฐมาตั้งแต่ปี 1981
“ผมสังเกตว่าอิฐก้อนนั้นเป็นอิฐสีออกชมพูมาก และมีการเคลือบสีถ่านอยู่เล็กน้อย เป็นอิฐขนาด 8 นิ้วแบบโมดูลาร์ และเป็นขอบตัดเรียบ” เขากล่าว “พอเห็นแบบนั้น ผมก็รู้ทันทีว่าเป็นอิฐชนิดไหน”
ฮาร์ปบอกสไควร์ว่า อิฐชนิดนี้คือ “เฟลมมิ่ง อะลาโม” (Flaming Alamo)
“บริษัทของเรา ผลิตอิฐชนิดนี้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 จนถึงราวกลางทศวรรษ 1980 และผมขายอิฐจากโรงงานนั้นไปนับล้านก้อนแล้ว” เขากล่าว

ช่วงแรกสไควร์ตื่นเต้นมาก เขาคาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงรายชื่อลูกค้าที่ถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้ แต่ฮาร์ปแจ้งข่าวร้ายว่า บันทึกการขายทั้งหมดเป็นเพียง “กองกระดาษโน้ต” ที่สืบย้อนหลังไปหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม สไควร์กล่าวว่าฮาร์ปเปิดเผยรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับอิฐออกมาอีกอย่างหนึ่ง
“เขาบอกว่า ‘อิฐมันหนัก' แล้วก็พูดต่อว่า ‘อิฐที่หนักแบบนี้มันเดินทางไปไม่ไกลหรอก'”
ข้อมูลนี้เปลี่ยนสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ทีมสืบสวนจึงย้อนกลับไปยังรายชื่อลูกค้าที่ซื้อโซฟา และจำกัดรายชื่อเหลือเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในรัศมี 100 ไมล์ (ราว 160 กิโลเมตร) จากโรงงานอิฐของฮาร์ปทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ
จากรายชื่อ 40 หรือ 50 คนนี้ พวกเขาสามารถตรวจสอบและไล่ดูโซเชียลมีเดียของแต่ละคนได้ไม่ยาก และนั่นเองที่ทำให้พวกเขาพบภาพของลูซีบนเฟซบุ๊ก คู่กับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ดูมีความใกล้ชิดกับเด็กหญิง หรืออาจเป็นญาติ
พวกเขาจึงตรวจสอบหาที่อยู่ของผู้หญิงคนนั้น และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อตามหาที่อยู่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเธอ รวมทั้งบุคคลที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันในแต่ละช่วงเวลา
ข้อมูลนี้ทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่ลูซีอาจอาศัยอยู่แคบลงไปอีก แต่ทีมงานไม่ต้องการเคาะประตูถามตามบ้าน เพราะหากระบุผิดก็อาจทำให้ผู้ต้องสงสัยไหวตัวทันและรู้ตัวว่าเจ้าหน้าที่กำลังตามรอยเขาอยู่
ดังนั้น สไควร์และเพื่อนร่วมงานจึงเริ่มส่งภาพบ้านเหล่านั้นให้จอห์น ฮาร์ป ผู้เชี่ยวชาญด้านอิฐ ตรวจสอบ

อิฐแบบเฟลมมิ่ง อะลาโม ไม่ได้มองเห็นจากภายนอกของบ้านหลังใดเลย เนื่องจากตัวบ้านถูกกรุด้วยวัสดุอื่น แต่ทีมสืบสวนขอให้ฮาร์ปประเมินจากรูปแบบอาคารและลักษณะภายนอกว่า บ้านเหล่านั้นน่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่อิฐเฟลมมิ่ง อะลาโมวางจำหน่ายหรือไม่
“เราจะจับภาพหน้าจอบ้านหรือที่อยู่นั้น แล้วส่งไปให้จอห์นดู พร้อมถามว่า ‘บ้านหลังนี้น่าจะมีอิฐแบบนั้นอยู่ด้านในไหม?'” สไควร์เล่า
ในที่สุดก็เกิดความคืบหน้า ทีมพบที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งที่ฮาร์ปเชื่อว่าน่าจะมีผนังอิฐเฟลมมิ่ง อะลาโมอยู่ภายใน และที่อยู่นั้นอยู่ในรายชื่อลูกค้าที่ซื้อโซฟาด้วย
“ดังนั้นเราจึงจำกัดลงจนเหลือ ที่อยู่ แค่แห่งเดียว… และเริ่มกระบวนการยืนยันว่ามีใครอาศัยอยู่ที่นั่น ผ่านบันทึกของรัฐ ใบขับขี่… และข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนต่าง ๆ” สไควร์กล่าว
ทีมงานพบว่าในบ้านที่ลูซีอยู่ด้วยนั้น มีแฟนหนุ่มของแม่ของลูซีเป็นผู้อยู่อาศัยร่วม และเขาเป็นผู้เคยถูกตัดสินลงโทษฐานกระทำความผิดทางเพศ
ภายในไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของในพื้นที่นั้น ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาซึ่งข่xขืxลูซีมานานถึง 6 ปี และในเวลาต่อมาเขาถูกตัดสินจำคุกมากกว่า 70 ปี
จอห์น ฮาร์ป ผู้เชี่ยวชาญด้านอิฐ ดีใจอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าลูซีได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เขาเองก็เคยเป็นพ่ออุปถัมภ์รับบุตรบุญธรรมมาเป็นเวลานาน
“พวกเราเคยดูแลเด็กมากกว่า 150 คนที่เข้ามาอยู่ในบ้าน และรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม 3 คน ตลอดหลายปีนั้น มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เคยถูกทารุณมาก่อน” เขากล่าว
“สิ่งที่ ทีมของสไควร์ ต้องทำทุกวัน และสิ่งที่พวกเขาต้องเห็น มันมากกว่าสิ่งที่ผมเคยเจอหรือเคยรับมือมานับร้อยเท่า”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แรงกดดันจากงานเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของสไควร์อย่างจริงจัง เขายอมรับว่าในช่วงที่ไม่ได้ทำงานนั้น “แอลกอฮอล์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น”
“ตอนนั้นลูก ๆ ของผมเริ่มโตขึ้นแล้ว… และคุณรู้ไหม มันเหมือนเปิดโอกาสให้ผมผลักตัวเองให้ทำงานหนักขึ้น เช่น… ‘ถ้าผมตื่นตอนตีสาม ผมอาจจะจับ ผู้กระทำผิด ออนไลน์ได้แบบไม่ทันตั้งตัว'”
“แต่ว่าในชีวิตส่วนตัวแล้วนั้น… ‘เกร็กเป็นใครกัน ? ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทำอะไร' คนที่คอยเป็นเพื่อนของผมนั้น… ในช่วงกลางวัน พวกเขาก็คืออาชญากร… และสิ่งที่พวกเขาพูดตลอดทั้งวันคือเรื่องที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้”
ไม่นานหลังจากนั้น ชีวิตคู่ของเขาก็พังลง และเขาบอกว่าเริ่มมีความคิดอยากจบชีวิตตัวเอง
พีต แมนนิง เพื่อนร่วมงานของเขา เป็นผู้กระตุ้นให้เขาเริ่มมองหาความช่วยเหลือ หลังจากสังเกตเห็นว่าเพื่อนสนิทกำลังพยายามฝืนตัวเองอย่างหนัก

“มันยากมากนะครับ เมื่อสิ่งที่ทำให้คุณมีพลังและแรงขับเคลื่อน กลับเป็นสิ่งเดียวกับที่ค่อย ๆ ทำลายคุณลงไป” แมนนิงกล่าว
สไควร์บอกว่าก้าวแรกของการฟื้นตัวคือการยอมรับและเปิดเผยความเปราะบางของตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้นและสามารถทำงานที่เขาภูมิใจได้ต่อไป
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง แทนที่จะเป็นแค่คนดูในโทรทัศน์หรือได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ผมอยากอยู่ตรงนั้น อยู่ในจุดที่สู้เพื่อตั้งใจหยุดมัน”
เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เกร็กได้พบกับลูซี ซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ เป็นครั้งแรก

เธอบอกกับเขาว่าการที่เธอสามารถพูดถึงสิ่งที่เธอเคยเผชิญในตอนนี้ได้นั้นเป็นเพราะแรงสนับสนุนที่เธอได้รับจากคนรอบตัว
“ตอนนี้ฉันมีความมั่นคงมากขึ้น มีพลังมากพอที่จะพูดคุยกับผู้คน เกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิด ซึ่งเมื่อสักสองปีก่อน ฉันยังทำไม่ได้เลย”
เธอกล่าวว่า ในช่วงที่สำนักงานสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้ามายุติการล่วงละเมิด เธอ “ภาวนาซ้ำ ๆ ขอให้ทุกอย่างจบลง”
“มันฟังดูซ้ำซากก็จริง แต่มันคือคำอธิษฐานที่ได้รับการตอบจริง ๆ”
สไควร์บอกกับเธอว่า เขาเพียงหวังว่าเขาจะสามารถสื่อสารให้เธอรู้ได้ว่าความช่วยเหลือกำลังเดินทางมา
“ผมอยากจะมีพลังจิตอะไรสักอย่าง เพื่อจะได้ส่งสัญญาณว่า ‘ได้ยินไหม เรากำลังไปช่วยแล้ว'”
บีบีซีสอบถามเฟซบุ๊กว่า เหตุใดจึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าช่วยในการตามหาลูซีได้ โดยเฟซบุ๊กตอบว่า “เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การดำเนินการต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม แต่เราทำงานเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้”



































