
‘กองทัพเรือ' เผยความคืบหน้าการจัดซื้อ ‘เรือฟริเกต' 1 ลำ 1.7 หมื่นล้าน มีบริษัทเข้ายื่นข้อเสนอ 6 บริษัท จาก 4 ประเทศ คาดใช้ระยะเวลาพิจารณาข้อเสนอ 1 เดือนเศษ ย้ำ ดำเนินการภายใต้คณะผู้สังเกตการณ์ตาม ‘ข้อตกลงคุณธรรม' ยืนยัน ‘โปร่งใส-ตรวจสอบได้-เป็นธรรมกับทุกฝ่าย'
สำนักข่าวอิศรา . เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ โพสต์เฟซบุ๊กผ่านเพจ ‘โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson’ ถึงความคืบหน้าการจัดซื้อเรือฟริเกต 1 ลำ วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท โดย พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า มีบริษัทยื่นข้อเสนอ 6 ราย จากการเชิญชวนทั้งหมด 11 ราย มีรายละเอียดดังนี้
กองทัพเรือแจงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต มีบริษัทต่างๆ มายื่นข้อเสนอ 6 ราย จากที่เชิญชวน 11 ราย ทั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม
พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ตามขั้นตอนการเชิญชวนบริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศ เข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 11 ราย บัดนี้ ครบกำหนดเวลาแล้ว มีบริษัทฯ เข้ายื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่
-
บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
-
บริษัท Singapore Applied sciences Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์)
-
บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
-
บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
-
บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
-
บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)
มีบริษัทฯ ไม่เข้ายื่นข้อเสนอฯ จำนวน 5 ราย ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการต่างๆ ในการรับข้อเสนอฯ ของกองทัพเรือ ได้ดำเนินการภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับในขั้นตอนต่อไปนั้น คณะกรรมการที่กองทัพเรือแต่งตั้งขึ้นจะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอของทุกๆ บริษัทโดยละเอียด ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) และข้อเสนอด้านราคา โดยกระบวนการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

อ่านประกอบ :













