
วิวาทะระบอบอากง ‘คริส’ เปิดฉากแฉ ‘อากง’ ชักใยเบื้องหลัง ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครเป็นแค่ร่างทรงคอยลงนาม เผยมีการซื้อขายตำแหน่ง 4 ล้านบาท สะเทือนแต่งตั้งโยกย้ายระดับผู้อำนวยการเขตไม่เป็นธรรม 16 ตำแหน่ง ด้าน ‘ชัชชาติ’ โต้ไม่มีระบอบอากง ชี้ถ้าหมายถึง ‘ต่อศักดิ์ โชติมงคล’ เป็นแค่ที่ปรึกษา การตัดสินใจอยู่ที่ทีม ส่วนการซื้อขายตำแหน่งไม่เคยทราบมาก่อน ยืนยันการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าว “เปิดปฏิบัติการทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กรุงเทพมหานคร”
@คริส โปตระนันทน์: เปิดหน้าเครือข่ายอากง
ตอนหนึ่ง นายคริสกล่าวว่า มีเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน ทั้งสายงานโยธา ตลาด สภากรุงเทพมหานคร (สภากรุงเทพมหานคร) งบประมาณ และบริษัทรับงานต่าง ๆ จนเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทำหน้าที่เพียงลงนามในเอกสารเท่านั้น
“สังคมควรตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร หรือบุคคลที่พรรคเรียกว่า “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้ง พร้อมอ้างว่ายังมีบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งพรรคใช้ชื่อย่อว่า “ป ร” เป็นกลไกสำคัญในเครือข่ายดังกล่าว” นายคริสระบุ
@แฉเงินซื้อตำแหน่ง 4 ล้าน
ในช่วงหนึ่ง นายคริสได้นำเสนอแผนผังเครือข่ายที่อ้างว่าเป็น “ผังทำมาหากินแบบเส้นเลืoดฝอย” ซึ่งแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยระบุว่าได้รับข้อมูลร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งว่า ผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเขตจะถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยต้องฝากโทรศัพท์มือถือไว้ก่อนเข้าพบ และผลลัพธ์มีเพียงสองทางคือ ได้รับการแต่งตั้งหรือไม่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วมระบบหรือไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน “4 กิโล” หรือประมาณ 4 ล้านบาท จะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการเขต แต่หากจ่ายเงินก็จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการกรุงเทพมหานครทุกคนมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต
นายคริสกล่าวต่อไปว่า ตัวเลข 4 ล้านบาทดังกล่าวเป็นข้อมูลจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตที่เข้ามาร้องเรียนต่อพรรค พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการได้มาซึ่งตำแหน่งต้องใช้ต้นทุนสูงระดับล้านบาท ก็ย่อมก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์คืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนตามปกติไม่สามารถชดเชยต้นทุนดังกล่าวได้ นอกจากนี้ พรรคยังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในหลายหน่วยงานของสำนักงานเขต ทั้งฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม เช่น การเรียกเก็บเงินจากบริการสูบส้วม การนำรถของ กรุงเทพมหานคร ไปให้บริการเอกชน การเรียกเงินจากผู้ประกอบการร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมันและใบอนุญาตสะสมอาหาร ตลอดจนการอนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายบนทางเท้า
นายคริสกล่าวว่า โดยเฉพาะฝ่ายโยธาเป็นหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก เนื่องจากมีอำนาจในการออกใบอนุญาตก่อสร้าง แม้กรุงเทพมหานครจะมีระบบยื่นคำขอออนไลน์เพื่อลดการพบปะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีข้อร้องเรียนว่าหากไม่ “เคลียร์” กับเจ้าหน้าที่ อาจถูกเตะถ่วงหรือไม่ได้รับการอนุมัติ พร้อมเปิดคลิปเสียงที่อ้างว่ามีการเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการขออนุญาต คาดว่ารายได้จากการแสวงหาผลประโยชน์ในแต่ละฝ่าย โดยฝ่ายเทศกิจมีรายได้เดือนละ 400,000-500,000 บาท ฝ่ายรักษาความสะอาด 300,000-400,000 บาท ฝ่ายสิ่งแวดล้อมประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ฝ่ายโยธาสามารถสร้างรายได้สูงถึงปีละ 10 ล้านบาท
@โยกย้าย ผู้อำนวยการเขตไม่ชอบมาพากล
ในส่วนของการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้อำนวยการเขต นายคริสอ้างถึงคำสั่งโยกย้ายข้าราชการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมีข้าราชการถูกย้าย 25 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้อำนวยการเขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร (ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร) จะมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีคำสั่งยกเลิก แต่บุคคลกลุ่มเดิมยังได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดิม และต่อมาได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้งภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน จึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกและการเปิดรับสมัคร
นายคริสกล่าวว่า หากกรุงเทพมหานครขาดระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร การบริหารเมืองจะไม่สามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากตำแหน่งผู้อำนวยการเขตมีบทบาทสำคัญทั้งต่อการบริหารพื้นที่และมิติทางการเมืองในอนาคต
นายคริสระบุว่า พรรคเศรษฐกิจได้รับข้อมูลร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนผ่านสายด่วนของพรรค และจะส่งข้อมูลบางส่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป พร้อมยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเคยถูกหยิบยกอภิปรายในสภากรุงเทพมหานครมาแล้วหลายครั้ง และมีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง
นายคริสเรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการจัดการกับสิ่งที่พรรคเรียกว่า “ระบบอากง” และกลับมาบริหารงานด้วยตนเอง พร้อมย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาข้าราชการกรุงเทพมหานครทั้งหมด แต่กำลังตั้งคำถามต่อระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้ยาก และทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในหลายขั้นตอน ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลที่นายคริสและพรรคเศรษฐกิจนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งยังไม่ได้รับการชี้แจงจากกรุงเทพมหานครหรือผู้ที่ถูกพาดพิง และยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
@ชัชชาติ: ไร้ระบอบอากง ซื้อตำแหน่ง 4 ล้านไม่เคยทราบ
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า กรณีที่นายคริส ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องระบอบอากง ยืนยันว่าไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามาช่วยงานในฐานะหนึ่งในทีมที่ปรึกษา โดยการตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ต้องยึดมือถือตามที่ถูกกล่าวอ้าง
“หากจะมีอากงก็คือ “อากง AI” เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถาม ซึ่งทุกคนต้องมีมือถือจึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ที่ทันสมัย และเป็นเรื่องตลกมากหากจะต้องมีการเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์เองก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างทันสมัยและอาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนกรณีเรื่องเงินสินบนจำนวน 4 กิโลกรัม (4ล้าน) นั้น ผมขอยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใครอย่างแน่นอน” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับประเด็นที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากงและมีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตจำนวน 16 คน นายชัชชาติระบุว่าเรื่องนี้ไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานเข้ามาแล้ว นอกจากนี้ได้สอบถามไปยังนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และขอย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้และเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมา ไม่ทราบแต่ทีมงานของเราไม่ทำ
เนื่องจากเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา โดยนายชัชชาติกล่าวว่า “เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามีสก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มีสก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าฯไม่มีสก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน”
นายชัชชาติกล่าวย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขตเป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ส่วนประเด็นเกณฑ์การคัดเลือกที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้ที่มีอาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่งนั้น นายชัชชาติชี้แจงว่าความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาเท่านั้น ไม่ใช่ว่าคนที่มีอาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอไป ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น














