ลูกกับงาน : ระบบการจ้างงานที่ไม่เอื้อให้เป็น ‘แม่'
หอมคำ (ชื่อสมมติ) แรงงานแม่บ้าน อายุ 35 ปี เธอเป็นลูกจ้างรายวันของบริษัทรับจ้างทำความสะอาดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปลายปีที่แล้วหอมคำตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน แต่เธอก็ต้องแท้งลูกในท้องไประหว่างทำงาน หมอแจ้งว่าสาเหตุน่าจะมาจากการพักผ่อนน้อย ทำให้ต้องเข้ารับการขูดมดลูกและดูดเอาเด็กในท้องออกมา
บริษัทที่หอมคำทำงานส่งเธอไปประจำที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ของเชียงใหม่ ที่บริษัทประมูลงานได้ ชั้นที่เธอดูแลมีแม่บ้านทำความสะอาดถึง 3 คน แยกกันรับผิดชอบแต่ละโซน ด้วยความที่ยังคงต้องทำงานต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการยกของหนักในชีวิตประจำวันได้ยาก ทำให้หอมคำต้องกลับไปขูดมดลูกอีกเป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาห่างกันไม่นาน (โดยปกติหลังการขูดมดลูกหมอจะแนะนำให้พักฟื้น 2-3 วัน และในระยะเวลา 1 เดือนหลังจากนั้นยังคงไม่ให้ยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัม เนื่องจากอาจกระทบกับบาดแผลจากการขูดมดลูกได้) เนื่องจากเลืoดไม่หยุดไหลจากช่องคลอดและยังรู้สึกปวดท้องอยู่ โชคยังดีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มจากครั้งแรกที่เธอค่าขูดมดลูกจ่ายไป 3,800 บาท ถ้านับรวมกับค่าตรวจมะเร็งปากมดลูกหอมคำก็หมดเงินไปเกือบ 5,000 บาท
ก่อนจะได้มาทำงานแม่บ้านทำความสะอาดค่าแรงวันละ 357 บาทอย่างทุกวันนี้ หอมคำผ่านชีวิตการเป็นแรงงานในไทยมาอย่างโชกโชน เธอเป็นคนไทใหญ่จากจังหวัดลางเคอ ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศwม่า ที่ข้ามมาทำงานที่ฝั่งไทยตั้งอายุ 15 ปี ช่วงแรกที่เข้ามาหอมคำและพ่อแม่ทำงานอยู่ จ.แม่ฮ่องสอน หอมคำเริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงเด็กตามบ้านอยู่ 1 ปี กินอยู่กับบ้านนายจ้างได้ค่าจ้างเดือนละ 2,500 บาท พออายุ 16 ปีก็ขยับมาทำงานก่อสร้างที่ปายกับพ่อแม่นานถึง 6 ปี หอมคำเล่าว่าตอนนั้นเธอได้ค่าจ้างจากงานก่อสร้างแค่วันละ 60 บาท ส่วนพ่อกับแม่ได้วันละ 80 บาท ดีที่สมัยนั้นยังไม่ต้องเสียค่าทำบัตรแรงงานข้ามชาติเยอะเหมือนปัจจุบันนี้
พออายุ 21 ปี หอมคำได้ย้ายมา จ.เชียงใหม่ ทำงานที่ร้านหมูกระทะอยู่ 2 ปี ได้เงินเดือนเพียง 4,500 บาท หลังจากนั้นพ่อกับแม่ของเธอก็ย้ายตามลงมาทำงานที่เชียงใหม่เช่นกัน โดยพ่อกับแม่หันเข้าสู่เส้นทางลูกจ้างในบริษัทรับจ้างทำความสะอาดก่อนเธอ
หลังจากทำงานอย่างหนักในเมืองไทยมาได้สักระยะตอนอายุ 23 ปี หอมคำก็กลับไปแต่งงานที่พม่า และก็ข้ามกลับมาทำงานที่ไทยพร้อมสามี หอมคำตั้งท้องลูกสาวมาแล้ว 2 คน ลูกสาวคนโตตอนนี้อายุ 15 ปี ส่วนลูกสาวคนเล็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ตกบ่อน้ำที่พม่าตั้งแต่อายุ 4 ขวบ หลังจากนั้นหอมคำก็ไม่ได้มีลูกอีก จนกระทั่งปลายปีที่แล้วเธอรู้ตัวว่าตัวเองตั้งครรภ์อีกครั้งตอนอายุ 35 ปี เป็นการตั้งครรภ์ที่หอมคำและสามีไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมากก่อน ทั้งคู่ไม่ได้อยากมีลูกใหม่ พวกเขาป้องกันโดยการกินยาคุมกำเนิด แต่ก็พลาดท้องลูกคนใหม่ เมื่อรู้ว่าตัวเองจะมีลูกหอมคำไม่ได้คิดจะทำแท้งแต่อย่างใด เธอตั้งใจจะเก็บลูกในท้องไว้ ทั้งที่รู้ว่าอาจจะทำให้ตัวเองต้องตกงาน แต่ก็เกิดเหตุแท้งเสียก่อน
“ตอนท้องลูกคนแรกพี่ทำงานหนักกว่านี้อีก ตอนนั้นยังทำงานที่ร้านหมูกระทะอยู่เลย แต่รอบนี้ที่เราแท้งอาจจะเกี่ยวกับที่เราทำงานไม่ค่อยได้พัก วันที่มีโอทีกว่าจะได้กลับบ้านก็เที่ยงคืน หกโมงเช้าก็ต้องมาทำงานใหม่ (ใน 1 เดือน จะมีโอทีให้ทำประมาณ 7-10 วัน) เวลาที่เขาให้เราเข้างานจริงๆ คือ 7 โมงเช้าออก 4 โมงเย็น แต่เราต้องมาก่อนเพราะบริษัทเขาให้เราทำงานเสร็จก่อนเจ้าหน้าที่จะมา เราก็เลยต้องมาก่อน แต่เลิก 4 โมงเหมือนเดิม”
หอมคำเล่าว่า เป็นแม่บ้านที่โรงพยาบาลบางวันก็งานหนัก บางวันก็ไม่หนักมาก ตอนเช้าเมื่อมาถึงก็เริ่มจากการเก็บขยะตามโต๊ะเจ้าหน้าที่ กวาดถู ล้างห้องน้ำ และทำความสะอาดห้องตรวจของคุณหมอประจำวอร์ดทั้ง 11 ห้อง ส่วนวันไหนที่ทำโอทีจนถึงเที่ยงคืนจะต้องไล่ล้างห้องน้ำตั้งแต่ชั้น 13 ลงไปถึงชั้น 1 และถ้ามีคนไข้ห้องพิเศษออกก็ต้องไปทำความสะอาดห้องด้วย
หอมคำรู้ตัวว่าค่าจ้างที่ได้รับวันละ 357 บาท ไม่ถึงค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด (เชียงใหม่ 380 บาทต่อวัน) บริษัทแจ้งว่าประมูลงานที่โรงพยาบาลมาในราคาไม่สูงมาก จ่ายไว้เพียงเท่านี้ต้องจ่ายตามงบ แต่เธอสังเกตว่าแม่บ้านในโซนที่ทำความสะอาดห้องพิเศษจากบริษัทเดียวกัน ได้ค่าจ้างสูงกว่าเธอ อยู่ที่วันละ 380 บาท ซึ่งเธอไม่ทราบเหตุผลในการจ่ายเงินให้คนทำงานไม่เท่ากันของบริษัท
“เวลาเราท้องโต เขายังให้ทำงานอยู่ แต่เราต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าเราหกล้มหรือเป็นอะไรไประหว่างทำงานบริษัทเขาไม่รับผิดชอบ”
“เวลาหลังคลอดลูกเสร็จเราจะขอกลับมาทำงานที่เก่าไม่ได้ บริษัทจะเอาเราไปลงที่อื่น เหมือนกับเขาให้เราลาออกไปแล้วตั้งแต่ท้องเดือนที่ 8 เขาก็จะหาคนมาทำงานแทนเรา แต่ถ้าเรากลับมาสมัครงานใหม่เขาก็รับ แต่ต้องไปลงที่อื่น ที่พี่ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลก็เพราะแม่บ้านคนเก่าลาออกไปคลอดลูก”
เพื่อนของหอมคำเขียนใบลาออกให้บริษัทตอนตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน เพื่อเตรียมตัวคลอดลูกในเดือนถัดไป โดยที่ไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ จากการออกจากงานครั้งนี้ กลายเป็นการบีบให้แรงงานหญิงต้องลาออกจากงานไปเอง ในบริษัทที่หอมคำทำงานแม่บ้านทำความสะอาดที่เป็นลูกจ้างรายวันแบบเธอไม่มีสิทธิลาคลอด ทางเดียวที่มีคือ “ลาออก” ไปคลอดลูก แต่ถ้าใครยังอยากกลับมาทำงานต่อหลังคลอดลูก ทางบริษัทก็ยินดีให้สมัครเข้าทำงานใหม่ได้ เธอเล่าว่าด้วยเหตุนี้จึงไม่มีแม่บ้านคนไหนอยากท้องมากนัก นอกจากคนที่ตั้งใจจะมีลูกและเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าไว้แล้วว่าต้องออกจากงาน
ไม่ใช่แค่บริษัทของหอมคำบริษัทเดียวที่ปฏิบัติต่อแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์เช่นนี้ หอมคำเคยทราบจากเพื่อนแรงงานว่าบริษัทรับทำความสะอาดที่อื่นในเชียงใหม่ก็มีแนวปฏิบัติคล้ายๆ กัน เช่น ให้แม่บ้านที่ท้องลาออกตอนตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน พร้อมจ่ายค่าชดเชยให้ 3 เดือน ฯลฯ
เมื่อถามว่าหอมคำคิดอย่างกับคำพูดที่ว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาอยู่ประเทศไทย เดี๋ยวก็มาออกลูกออกหลาน มาขอสัญชาติไทย
“เราไม่เคยคิดแบบนั้นหรอก ก็ไม่ได้อยากท้อง แต่กินยาคุมแล้วก็ยังติด ถ้าเรามีลูกงานก็จะไม่ได้ทำ แฟนต้องทำงานคนเดียว มันก็ไม่ค่อยพอกินพอใช้ ไหนจะค่าเช่าห้อง แล้วเรามีลูกอยู่แล้วก็ต้องมีค่าเรียนลูกอีก เราต้องมีเงินเก็บเผื่อไว้ก่อนล่วงหน้า คลอดลูกที่ไทยเลี้ยงลูกที่ไทยมีค่าใช้จ่ายเยอะ”
ถ้าให้เลือกระหว่างมีลูกกับมีงานทำ หอมคำบอกว่า “พี่จะเลือกมีงานทำ ถ้ามีลูกแล้วไม่มีงานทำ มันก็ลำบากทั้งแม่ทั้งลูก”
สิทธิในกระดาษ ‘ยุติการตั้งครรภ์' ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแรงงานข้ามชาติ
พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร หรือ “หมอชุ” แพทย์ประจำคลินิกทานตะวันโดยมูลนิธิทำทาง ซึ่งให้คำปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและทำแท้งปลอดภัย เปิดเผยว่า มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาขอคำปรึกษากับทางคลินิกเป็นจำนวนมาก คิดเป็นประมาณ 30 % ของผู้ที่มาขอรับบริการ นอกจากแรงงานข้ามชาติยังมีคนไร้สัญชาติ คนที่ไม่มีบัตรประชาชนที่ติดต่อเข้ามา หลายคนมาคลินิกทานตะวันด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ ไม่มีเงินไปทำแท้งบ้าง หรือไม่พร้อมตั้งครรภ์เนื่องจากกังวลว่าจะตกงานบ้าง
แม้คลินิกทานตะวันจะตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็มีแรงงานจากหลายพื้นที่เข้าไปขอรับคำปรึกษารวมถึงแรงงานจากเชียงใหม่และชลบุรีด้วย ในการเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์แต่ละครั้งทางคลินิกทานตะวันจะถามให้แน่ใจว่าเกิดจากการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ได้ถูกบังคับจากใคร
“ปกติคลินิกเราจะถามแค่ว่าเขาตัดสินมาหรือยัง เป็นการตัดสินใจของเขาเองหรือไม่ ไม่ได้ถูกบังคับมาใช่ไหม ถ้าสองอย่างนี้ผ่านเราให้บริการหมด ตัวผู้รับบริการหลายคนก็จะเล่าให้ฟังว่าเหตุผลที่มาคืออะไร หลายคนพูดตรงกันว่าไม่มีตังค์ บางคนไม่มีเงินเลย บางคนไม่มีงาน หลายคนก็คือไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เพราะว่าจะถูกให้ออกจากงาน”

พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร แพทย์ประจำคลินิกทานตะวัน
ผู้รับบริการบางคนส่งรูปลูกที่มีอยู่แล้วมาให้ดู เพื่อเป็นหลักฐานว่าหากต้องมีลูกเพิ่มอีกหนึ่งคน เขาคงไม่สามารถมีอนาคตที่ดีให้ลูกที่จะเกิดมาได้ หรือแม่ที่เป็นคนไร้สัญชาติบางคนก็กังวลว่าลูกที่คลอดออกมาจะได้สัญชาติไทยหรือไม่ เนื่องจากตัวเองยังไม่มีเอกสาร ต่อให้พ่อของเด็กจะเป็นคนไทยก็ตาม จึงต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อดำเนินการเรื่องเอกสารของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่อยากให้ลูกที่เกิดมาต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติเหมือนตัวเอง
“แรงงานที่มาคลินิกเรา 90 เปอร์เซ็นต์ คุมกำเนิด หลายคนกินยาคุม ใส่ถุงยาง ฝังห่วงคุมกําเนิด แต่การคุมกำเนิดไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ผล ความคิดที่ว่าทำไมไม่คุมกำเนิด อันนั้นมันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หลายคนพยายามแล้ว การมาจุดนี้ (ยุติการตั้งครรภ์) เราควรเปิดใจช่วยเขามากกว่าไปตัดสินสิ่งที่เขาผ่านมาแล้ว”

หมอชุอธิบายว่าเวลาที่แรงงานข้ามชาติคนหนึ่งต้องการไปขอยุติการตั้งครรภ์ตามโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ให้บริการ “อุปสรรคทางภาษา” เป็นสิ่งที่เขาต้องเผชิญอย่างแรก
“ไม่ใช่แรงงานทุกคนที่พูดภาษาไทยได้ คลินิกเรามีล่ามภาษาพม่ากับกัมพูชาให้ แต่หลายที่ที่แรงงานไปแล้วไม่สามารถสื่อสารได้เอง เขาต้องใช้คนกลาง อาจจะเป็นนายจ้าง ถ้านายจ้างดีเขาก็จะช่วยติดต่อสื่อสารให้ แต่ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์อีกว่าแรงงานต้องการยุติการตั้งครรภ์เองหรือเพราะอะไร อย่างที่สองเวลาที่แรงงานไปขอรับบริการที่อื่นก็จะติดเรื่องสิทธิ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแรงงานข้ามชาติจะเข้ามาถูกกฎหมาย เวลาเขาไป เขาก็ต้องกลัวด้วยว่าจะทำให้เขามีปัญหาเรื่องสถานการณ์ทำงานหรือจะโดนส่งกลับไหม ต่อมาเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายแรงงานบางคนก็กังวลว่าถ้าไปโรงพยาบาลหลักแล้วเขาอาจจะถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในเรทต่างชาติ”
“อาจโดนปฏิเสธการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนชาติไหน ยังมีสถานบริการหลายที่ที่ปฏิเสธสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ แม้ว่ากฎหมายจะให้ทำได้แล้วก็ตาม แล้วถ้าเป็นแรงงานข้ามชาติ เคสที่เราเคยเจอคือถ้าจะยุติการตั้งครรภ์ต้องยอมรับเงื่อนไขการทำหมันไปด้วย ทั้งๆ ที่เขาอายุเพิ่ง 30 ปี และเขายังอยากมีลูกอยู่ แค่ตอนนี้เขายังไม่พร้อม”
บางโรงพยาบาลมองว่าแรงงานข้ามชาติที่มาขอรับการทำแท้งเพื่อยุติการตั้งครรภ์มากกว่า 1 ครั้ง ควรต้องให้ทำหมันควบคู่ไปเลย หมอชุกล่าวว่า จริงๆ ไม่มีใครอยากยุติการตั้งครรภ์หลายครั้ง มันไม่ใช่เรื่องสนุก ปัญหาอาจจะมาจากการที่เขาเข้าถึงการคุมกำเนิดไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่พอตัวผู้มาขอรับบริการมีประวัติว่าเคยมีลูกมาแล้ว และเคยมาขอใช้สิทธิยุติการตั้งครรภ์ แพทย์บางคนก็เสนอให้ทำหมันถาวรไปเลย
“เคสนั้น พอเขาปฏิเสธไม่ทำหมัน เลยโดนปฏิเสธให้บริการ และมาที่คลินิกเรา”
ต่อให้เป็นการไปขอยุติการตั้งครรภ์ครั้งแรกก็อาจโดนปฏิเสธสิทธิได้เช่นกัน หมอชุกล่าวว่า เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาคอขวดอยู่ ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลจะยอมยุติการตั้งครรภ์ให้ เหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาความเชื่อของแพทย์หรือทัศนคติของบุคลากร เป็นปราการด่านแรกที่ผู้หญิงที่มาขอยุติการตั้งครรภ์ต้องเจอ
ขณะที่แรงงานข้ามชาติกลุ่มที่ไม่มีเอกสารเป็นกลุ่มที่หาสถานที่ยุติการตั้งครรภ์ได้ยากเพิ่มขึ้นไปอีก
“แรงงานกลุ่มนี้นอกจากกำแพงภาษาแล้ว การไม่มีเอกสารก็เป็นปัญหาทำให้เขาหาที่ให้บริการได้ยากมาก บางครั้งเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะเข้ารับบริการที่สถานพยาบาล และหันไปใช้ยา ส่วนมากจะเป็นยาเถื่อน หลายคนกินยาสตรี (ซึ่งปริมาณยาไม่พอที่จะให้ไปถึงจุดที่จะยุติการตั้งครรภ์ได้) หรือซื้อยาปลอมในอินเตอร์เน็ตที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าสถานพยาบาล แรงงานกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มแรกที่ใช้ยาปลอม”
โดยหลักแล้วแรงงานข้ามชาติที่ซื้อประกันสุขภาพ เวลาต่อใบอนุญาตทำงานหรือแรงงานที่อยู่ในประกันสังคมควรเข้าถึงสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ได้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิในกระดาษ ความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติการเข้าถึงสิทธิตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“สมมติว่าถ้าแรงงานไปขอรับสิทธิยุติการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลตามประกันสังคม และโรงพยาบาลต้นสิทธิไม่มีได้ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ เขาก็จะไม่ได้บอกว่าว่าต้องไปไหนต่อ แต่ถ้าเป็นคนไทยที่มีประกันสังคมไปติดต่อ โรงพยาบาลต้นสิทธิไม่ได้ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ คนไทยก็ยังจะมีงบประมาณป้องกันส่งเสริมสุขภาพของ สปสช. ที่จะให้เงิน 3,000 บาท ไปสถานบริการอื่นที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ แต่แรงงานข้ามชาติที่อยู่ภายใต้ประกันสังคมจะไม่มีสิทธิตรงนี้ จึงต้องขึ้นอยู่กับว่าโรงพยาบาลต้นสิทธิจะส่งต่อเคสของแรงงานไปให้เขาได้รับบริการที่อื่นหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันการส่งตัวก็ยังเป็นปัญหาอยู่”
“แรงงานข้ามชาติเวลาที่เขามาขอรับบริการของไทย เขาไม่อยากมีปัญหา หนึ่ง การลางานของเขาไม่ง่ายอยู่แล้ว สอง เขากลัวว่าถ้ามีปัญหาจะส่งผลต่อการจ้างงานของเขา หลายครั้งแรงงานไม่กล้าตามเรื่องใบส่งตัว ไม่กล้าถามเรื่องระบบสุขภาพของไทยเมื่อโดนปฏิเสธสิทธิ เขาก็จะมาคลินิกทางเลือกอย่างคลินิกเรา”
ในมุมมองของแพทย์ หมอชุมองปัญหาที่แรงงานข้ามชาติต้องเลือกระหว่างงานหรือลูกว่า ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่มีการทับซ้อนกันอยู่หลายเรื่อง ไม่ใช่แค่เชื้อชาติ แต่ยังมีกำแพงทัศนคติทางสังคม ศาสนา เศรษฐกิจ ความคิดในครอบครัว ที่กดทับผู้หญิงไว้เป็นสิบๆ ชั้นกว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจในจุดนี้ได้
“ทางเลือกของผู้หญิงในจุดนี้ไม่ว่าจะไปทางไหนเขาก็เจ็บปวดทั้งนั้น จะตั้งครรภ์ต่อก็มีสิ่งที่ต้องแลกเยอะมาก หรือถ้าเลือกยุติการตั้งครรภ์ก็มีแผลหลายอย่างที่เขาต้องเจอ ทั้งที่ไม่ควรต้องเป็นแบบนี้ ถ้ามองในมุมมองแรงงาน การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมและถูกบังคับให้เอาออก มันเหมือนกับเป็นการบังคับใช้แรงงาน ทุกวันนี้เหมือนเขาต้องเลือกว่าเขาจะเป็นมดลูกหรือเขาจะเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่แรงงานข้ามชาติ แรงงานของไทยก็เช่นกัน การสุ่มตรวจปัสสาวะทุกไตรมาส (ในโรงงานบางแห่ง) เพื่อดูว่าใครท้องแล้วคัดออก สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่ตั้งครรภ์ทุกคนเปราะบางมาก บางทีกลายเป็นว่าโรงงานรู้ก่อนเราว่าเราตั้งครรภ์ และเราก็ตกงานในเวลาเดียวกัน มันไม่มีทางเลือกให้เขาว่าจะท้องต่อหรือทำแท้งเลยด้วยซ้ำ”
หมอชุระบุว่า หลังทำแท้งยังสามารถตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าเป็น 2 ขีดได้ ซึ่งแรงงานในโรงงานบางคนไม่สามารถไปบอกกับนายจ้างได้ว่าเขาทำแท้งแล้ว เพราะเขาโดนนายจ้างตัดสินไปแล้วอยู่ดี
“รัฐไม่ได้ซัพพอร์ตเลยทั้งการยุติการตั้งครรภ์หรือการท้องต่อ และก็ไม่ได้ปกป้องสิทธิให้เขาเลือกในทางใดทางหนึ่งด้วยซ้ำ”
เมื่อถามว่ายังมีทัศนคติของคนไทยบางคนที่มองว่าแรงงานข้ามชาติจะมาออกลูกออกหลานในประเทศไทย ยิ่งในช่วงสงครามไทย-กัมพูชา ประเด็นนี้ถูกนำกลับมาตั้งแง่กับแรงงานข้ามชาติอีกครั้ง หมอชุที่ผ่านการยุติการตั้งครรภ์ให้แรงงานข้ามชาติมาไม่น้อยมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า
“คนที่พูดแบบนี้อาจจะไม่เคยได้คุยกับแรงงานจริงๆ ถ้าได้คุยกันจริงๆ ไม่มีใครมีความคิดนั้นหรอก การเอาตัวรอดแต่ละวันของเขาก็ยากมากแล้ว แรงงานข้ามชาติที่เราเจอไม่ใช่แค่พม่า กัมพูชา ลาว กะเหรี่ยง ไทใหญ่ มันยาวไปถึงฮอลแลนด์ อเมริกา ที่เข้ามาทำงานที่ไทย เขาก็ไม่สามารถตั้งครรภ์และคลอดในประเทศนี้ได้ เพราะมีความเปราะบางของการจ้างงานอยู่ มันเล่นงานทุกคนไม่ว่าคุณเป็นคนสัญชาติไหน”
“แรงงานข้ามชาติ การท้องในแต่ละครั้งของเขาเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ เขาไม่พอที่จะเลี้ยงดูตัวเองอยู่แล้ว และเขาต้องเลี้ยงดูคนที่ประเทศเขาด้วย เขาไม่ได้มีเพียงพอที่จะคิดถึงอนาคตได้ด้วยซ้ำ การที่มายุติการตั้งครรภ์เขาตัดสินเพื่ออนาคตของเด็กที่ยังไม่ได้เกิด เขาแค่คิดว่าเขาไม่สามารถมอบอนาคตที่ดีให้เด็กคนนี้ได้ มายาคติที่บอกว่ามีคนอยากมาออกลูกออกหลานเต็มประเทศไทย ไม่ใช่ภาพจริง คนที่มาถึงจุดที่คลอดแล้วถ้าเราได้คุยกับเขา มันอาจมีแวบหนึ่งที่เขาคิดเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ขึ้นมา สิ่งที่คนไทยคิดกันมันใช่เรื่องจริงหรือเปล่า การคุมกำเนิดก็เข้าไม่ถึง แรงงานบางคนไม่มีต้นทุนที่จะฝากคลอดครรภ์ด้วยซ้ำ มาถึงแล้วก็คลอดเลย”
หมอชุทิ้งท้ายว่า สำหรับแรงงานข้ามชาติบางคนที่ไม่ได้มีเงินเดือนมากมาย การยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่แพงมากสำหรับพวกเขา ท้องก็เสี่ยงตกงาน แรงงานหลายคนโดนคนไทยเอาเปรียบเรื่องค่าจ้างค่าแรงจนเขาไม่มีเงินไปยุติการตั้งครรภ์ หรือโดนนายจ้างข่xขืx พอท้องก็โดนบังคับทำแท้ง การบอกว่าแรงงานข้ามชาติจะมาออกลูกออกหลานในประเทศไทยเป็นการตัดสินแรงงานง่ายเกินไป เป็นมายาคติที่กดแรงงานข้ามชาติไว้ใต้พรม แรงงานข้ามชาติเป็นคนที่อยู่ลึกลงไปในสังคมอยู่แล้ว และปัญหาของเขาก็ถูกซ่อนเอาไว้อีก












