นโยบายด้านการศึกษาของทั้ง 3 พรรคหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ (ประชาชน,เพื่อไทย,ภูมิใจไทย) ในภาพรวมมีความคล้ายกันตรงความต้องการให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษา เติบโตไปเป็นคนคุณภาพ แต่แตกต่างกันตรงที่ วิธีการมองต้นตอของปัญหา จุดขายหลักที่สะท้อนเรื่องที่พรรคให้ความสำคัญ ตลอดจนวิธีทำให้เกิดขึ้นจริง
พรรคเพื่อไทย (พท.) มองว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจทั้งระบบ” จึงออกแบบนโยบายมุ่งเป้าหมายไปที่การ “พัฒนาคน พัฒนาทุนมนุษย์” โดยให้ความสำคัญกับการ “ลดต้นทุนครัวเรือน” รัฐจะเป็นผู้อัดเงินเข้าระบบตลอดเส้นทางการเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง ตั้งแต่เด็กเกิด สร้างทักษะใหม่ๆ รับรองคุณวุฒิ และส่งคนไปให้ถึงงานที่มีรายได้สูง เพื่อยกระดับไทยให้เป็นประเทศรายได้สูง
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และทีมทำนโยบายการศึกษา กล่าวในเวที “ดีเบตนโยบายการศึกษา 2569: เรียนไปทำไม? ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต” เมื่อ 16 ม.ค. ที่จัดโดยสำนักข่าวไทยรัฐว่า พรรคจะพัฒนาคนให้เป็นคุณภาพสูงผ่าน 3 กลไก
หนึ่ง — ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษา เน้นปรับหลักสูตรให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง, กระจายงบลงท้องถิ่น รร.เล็ก และ รักษาสิทธิของ นร.
สอง —- สร้างสะพานโอกาสทางการศึกษา สานต่อโครงการ ODOS (1 ทุน 1 อำเภอ) ดึงเด็กเก่งที่ขาดทุนทรัพย์ไม่ให้หลุดจากระบบ
สาม — ขยายการให้บริการด้านสุขภาพจิตผ่านนโยบาย “30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ” โดยจะรวมนักเรียนด้วย โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้มีการนำร่องโครงการ 1 นร. 1 นักจิตวิทยา ไปก่อนหน้านี้แล้ว
พรรคประชาชน (ปชน.) ชูจุดขายในแง่ ‘การปฏิรูปทั้งระบบ’ ผ่านการออก พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ โดยเน้นทั้งการลดงานครู ลดภาระผู้ปกครอง เพื่อมุ่งไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่ไม่ติดกรอบแบบเดิมๆ
พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.กล่าวในเวทีเดียวกันว่า พรรคจะเดินหน้าทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ที่กระจายอำนาจให้สถานศึกษา เน้นทักษะที่ใช้งานได้จริง ทักษะการคิดวิเคราะห์ พร้อมย้ำว่าจะเอาจริงกับการลดงานครูในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงานสอน
พริษฐ์กล่าวว่าพรรค ปชน.จะทำให้การเรียนฟรีมีจริงในทุกพื้นที่ ผ่าน 4 กลไก
หนึ่ง – ปรับสูตรเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทั้งอัตราครู งบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีงบประมาณเพียงพอ และแก้ไขกฎหมายเพื่อห้ามโรงเรียนเก็บค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมจากผู้ปกครองสำหรับรายการค่าใช้จ่ายที่ควรจะอยู่ในสิทธิเรียนฟรี
สอง — ดูแลสุขภาพนักเรียนทั้งทางกายและใจ ผ่านการเพิ่มงบอาหารประมาณร้อยละ 50 จากเดิมและเพิ่มงบจ้างนักจิตวิทยาประจำ รร.
สาม — คำนึงถึงความหลากหลายให้ยืดหยุ่นต่อสถานศึกษา ทั้งในแง่การออกแบบหลักสูตร งบประมาณ การเลือกบุคลากรเข้ามาสอน
สี่ — สร้างความ ‘ไร้รอยต่อ’ ระหว่างการเรียนรู้ภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยสร้างระบบให้นำประสบการณ์นอกห้อง มาเทียบเคียงกับวุฒิในห้อง, การแจกคูปองเปิดโลก 2,000 บาทต่อปี ให้เยาวชนเอาไปเลือกสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างอิสระ
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำเสนอนโยบายที่ชื่อว่า “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” ชูจุดขาย ‘เรียนฟรีต้องมีจริง’ และการเชื่อมต่อคนกับตลาดแรงงาน
ดร.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวในเวทีเดียวกันว่า สิ่งที่อยู่เหนือกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ “ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง” พรรค ภท. มีนโยบาย ‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ หมายความว่า พรรคจะต่อยอดสิ่งที่ทำกันอยู่แล้วให้ตรงเป้ามากขึ้น จะทำให้ ‘เรียนฟรี เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา’ เกิดขึ้นจริงผ่าน 3 กลไก
หนึ่ง – สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ฟรีค่าใช้จ่าย ฟรีค่าอินเทอร์เน็ต
สอง — แอปพลิเคชัน Skill Bridge ร่วมมือกับบริษัทเอกชนให้มาเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร และนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ เป็นการเชื่อมการคน เรียนได้ฟรี และสอดรับกับตลาดแรงงาน
สาม – ธนาคารหน่วยกิต เรียนฟรี เมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จะมีการออกปริญญาบัตรให้
ตัวอย่างนโยบายพรรคประชาชน
พรรค ปชน. ชูจุดขายในแง่ ‘การปฏิรูปทั้งระบบ’ ผ่านการออก พ.ร.บ. การศึกษาใหม่ โดยเน้นทั้งการลดภาระผู้ปกครอง ลดงานครู เพื่อมุ่งไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่ไม่ติดกรอบแบบเดิมๆ
นโยบายของพรรคประชาชน (ปชน.) มี 3 เป้าหมายคือ “การศึกษามีความหมาย การศึกษามีความสุข การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”
3 เป้าหมายนี้สอดคล้องกับคำกล่าววิสัยทัศน์ตอนหนึ่งของ ‘อนุชาติ พวงสำลี’ ผู้บริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พรรค ปชน. เปิดตัวเขาในฐานะหนึ่งในทีมบริหาร ‘รัฐบาลประชาชน’ ด้านการศึกษา ปักธงแก้โจทย์ “การศึกษาต้องไม่เป็นทุกข์ของแผ่นดิน”
เขากล่าวตอนหนึ่งว่า “เราต้องคืนการศึกษาที่มีความสุขและมีความหมายให้กับทุกคน ทำอย่างไร ? ต้องคืนความไว้วางใจ โรงเรียน ผู้ปกครอง ครู เด็ก ต้องเชื่อใจกัน ส่วนการแก้เชิงระบบต้องยึดถือว่าผู้เรียนมีความแตกต่างหลากหลาย เขาจะเติบโตเรียนรู้ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ต้องออกแบบระบบที่หลากหลาย ไม่ใช่ผลิตเสื้อโหล ”
ตัวอย่างนโยบายมีดังนี้
- ออก พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ กระจายอำนาจให้โรงเรียนอิสระ รับประกันเรียนฟรีจริง คืนครูสู่ห้องเรียน ดึงท้องถิ่นร่วมจัดการศึกษาเพื่อผู้เรียน
- พัฒนา ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ’ เพื่อสะสมหน่วยกิตจากการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน ช่วยให้ผู้เรียนออกแบบเส้นทางชีวิตและอาชีพได้ตามความสนใจจริง
- ให้คูปองเปิดโลก 2,000 บาทต่อปี เยาวชนเลือกเรียนอิสระ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะ ค่ายทักษะ หรือคอร์สออนไลน์ โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ
- กำหนดเพดานค่าเทอม จำกัดห้องเรียนพิเศษไม่เกินร้อยละ 30 ให้โควตาเรียนฟรีห้องเรียนพิเศษ 25% และสร้างโรงเรียนต้นแบบห้ามเก็บเงินเพิ่มเพื่อความเท่าเทียม
- เพิ่มงบอาหารโรงเรียน 1.6 หมื่นล้าน อุดหนุนโรงเรียนเล็กจ้างคนทำอาหาร ปลดล็อกระเบียบให้กินมื้อเช้าได้ เพื่อขจัดความหิวและแก้ปัญหาโภชนาการเด็กไทย
- เริ่มต้นจ้างนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนในโรงเรียนที่มีนักเรียน 300 คนขึ้นไป (ประมาณ 4,000 แห่ง) เพื่อเป็นด่านหน้าคัดกรองและเยียวยาเบื้องต้น โดยไม่ต้องรอนักจิตวิทยาเขตพื้นที่ที่ขาดแคลน
- ลดงานครู ลดงานธุรการ บรรจุพนักงานธุรการ-ภารโรงเป็นลูกจ้าง เพื่อให้มีสวัสดิการตามกฎหมาย
- เพิ่มทางเลือกบรรจุครูแบบ ‘ฐานเงินเดือนสูง’ เริ่มต้นที่ 22,000 บาท/เดือน (หลังผ่านช่วงครูผู้ช่วย) เพื่อแข่งขันกับภาคเอกชนและดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ระบบ โดยแลกกับการไม่มีสิทธิบำนาญ เป็นทางเลือกสำหรับ ‘ผู้สมัครใจ’ เท่านั้น ไม่มีผลต่อข้าราชการครูเดิมที่บรรจุอยู่แล้ว
- ลงทุนพันล้านเพิ่มพื้นที่เรียนรู้ 700 แห่ง ใช้การลดหย่อนภาษีดึงดูดเอกชนพัฒนาที่ดินเพื่อการเรียนรู้
- เพิ่มงบก้าวหน้าให้โรงเรียนเล็กห่างไกล จัดรถรับส่งมาตรฐานแทนเงินเดินทาง ให้ท้องถิ่นรับบริหารเองได้
- สอบ TCAS ฟรี
- เปลี่ยน กยศ. จากเจ้าหนี้เป็น “พาร์ทเนอร์” โดยจับคู่ผู้กู้ที่กำลังจะจบกับสถานประกอบการ พร้อมออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้บริษัทที่รับผู้กู้ กยศ. เข้าทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้และการใช้คืนหนี้
ตัวอย่างนโยบายพรรคเพื่อไทย
นโยบายด้านการศึกษาของ พท. เน้น ‘พัฒนาคน พัฒนาทุนมนุษย์’ ตั้งแต่การสร้างทักษะใหม่ๆ รับรองคุณวุฒิ และส่งคนไปให้ถึงงานที่มีรายได้สูง
พรรคให้ความสำคัญกับการลดภาระผู้ปกครอง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำเพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบ โดยรัฐจะมีหน้าที่เข้าไปสนับสนุนตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กเกิด เติบโต เข้าสู่ตลาดงาน
เห็นได้จากตัวอย่างนโยบายบางส่วนดังนี้
- บัญชีเงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาท ต่อปี
นโยบายนี้รัฐบาลจะเพิ่มสวัสดิการแก่เด็ก ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก เป็นบัญชีตั้งตัวแก่เด็กแรกเกิดทุกคน
บัญชีนี้
– รัฐจ่ายเงินให้ทุกปี ปีละ 3,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 15 ปี
– ถอนไม่ได้ จนกว่าจะอายุครบ 15 ปี
– รัฐตั้งกองทุนบริหารเงินนี้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากเงินต้น
– ณ วันที่เด็กอายุครบ 15 จะถอนได้ทั้งเงินต้น และผลตอบแทนจากการที่กองทุนนำเงินไปลงทุน
นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กมีเงินตั้งตัว พ่อแม่คลายความกังวลในเรื่องการหาเงินเพื่อ toughen ค่าใช้จ่ายของลูก ฝึกเด็กให้เข้าใจเรื่องการลงทุน ให้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มี monetary literacy ลดปัญหาหนี้ครัวเรือนจากหนี้นอกระบบ และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่นสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นโยบายนี้เป็นสวัสดิการใหม่ มุ่งเน้นเป็นเงินตั้งตัวให้กับเด็กทุกคน ไม่เกี่ยวกับสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาท ต่อเดือน 0-6 ปี เฉพาะเด็กครอบครัวรายได้น้อยซึ่งดูแลโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ซึ่งมอบให้พ่อแม่ สิ่งนั้นก็ยังมีอยู่ต่อไป ถ้าพ่อแม่รับสิทธินั้นไปแล้ว ลูกก็ยังได้สิทธินี้ด้วย
นโยบายลักษณะนี้เป็นนโยบายที่ประเทศwัฒนาแล้วหลายประเทศมีเป็นสวัสดิการให้แก่เด็ก เช่น สิงคโปร์ (Child Bonus Money Gift) สหรัฐอเมริกา (Child Savings Accounts)
- ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’
จะให้ ‘ทุนเพิ่มทักษะคนทำงาน’ 10,000 บาท/คน/ปี ปีละ 1 ล้านคน ต่อเนื่อง 4 ปี (รวม 4 ปี 4 ล้านคน) เน้น reskill upskill ให้คนทุกกลุ่มทุกวัย เน้นสร้างแรงจูงใจให้อยากเรียน เพื่อจบมาไม่ตกงาน และจบมามีงานรายได้ที่สูงขึ้น
- โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้กับประชาชน
- เรียนฟรีต้องฟรีจริง เพิ่มงบอาหารกลางวันและบริการรถรับส่งนักเรียนฟรี
- เรียนอาชีวะฟรีมีอยู่จริง ปั้นสถานอาชีวะเป็นศูนย์สร้างสรรค์สร้างตัวได้
- โรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น สอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่ ป.1 ใช้ครูต่างประเทศสอนเสริมร่วมกับครูไทย ทั้งในห้องเรียนและออนไลน์
- มีศูนย์การเรียนรู้แบบ TCDC และ TK Park ให้ครบทุกจังหวัด
- นโยบายธนาคารหน่วยกิต (National Credit ranking Financial institution Plan)
สิ่งนี้ทำขึ้นเพื่อรวบรวมทักษะจากการเรียน การฝึกอบรมในที่ต่างๆ อย่างเป็นระบบเพื่อนับเป็นหน่วยกิต และรับรองคุณวุฒิ เวลาจะไปเทียบวุฒิ เวลาจะไปสมัครงาน สามารถดึงข้อมูลจากระบบธนาคารหน่วยกิตเพื่อนำไปใช้ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และเมื่อทักษะ-ความรู้ ได้รับการรับรองเป็นคุณวุฒิ จะทำให้สามารถไปสมัครงานที่มีรายได้สูงขึ้นได้
- นโยบาย Skill Matching Platform
Platform นี้จะช่วยผู้ประกอบการในการหาคนทำงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ โดยดึงข้อมูลของคนที่มีทักษะที่ผู้ประกอบการต้องการจากระบบธนาคารหน่วยกิต สิ่งนี้ ช่วยประหยัดเวลาในการ recruit คน-การตรวจสอบรับรองวุฒิ และ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจ SME จากที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้าง head hunter บริษัท recruitment เพื่อหาคนในตำแหน่งที่หาคนมาทำงานได้ยาก
- จบปริญญาตรีอายุ 18 ปรับระบบการศึกษาจาก 6-6-4 ไปสู่ระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อสนับสนุนคนเข้าตลาดแรงงานเร็วขึ้น
- Free tablet for all โครงการ 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต และ โครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาผ่านออนไลน์
นโยบายพรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายที่ชื่อว่า ‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ชูจุดขาย “เรียนฟรีต้องมีจริงและเชื่อมต่อคนกับตลาดแรงงาน
เมื่อดูนโยบายแล้วจะพบว่ามีส่วนคล้ายกับพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่ว่าพรรค ภูมิใจไทยลงรายละเอียดน้อยกว่า
- สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
- การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 2 คือ Skill Bridge หรือสะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทักษะที่เรียนในอดีตไม่สามารถใช้ได้กับโลกปัจจุบัน ระบบการเรียนที่ผ่านมาเป็นการยัดเยียด ผู้เรียนไม่สามารถพูดได้ว่าจะเรียนอะไร หรือต้องการทักษะอะไร เป็นการเรียนตามดีมานด์ ไม่ได้เรียนตามซัพพลาย เด็กจึงขาดทักษะตามตลาดแรงงานต้องการ
- Skill Bridge สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ นโยบายนี้จะดึงดูดบริษัทเอกชน โดยบริษัทจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร และนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ซึ่งจะทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาดได้ ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เรียนฟรี มีงานทำ เกิดขึ้นได้จริง
- ธนาคารหน่วยกิต Finding out Passport เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา โดยเมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ก็จะมีการออกปริญญาบัตรให้ มาตรการนี้จะทำให้ เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เกิดขึ้นได้จริง












