แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/r6uc | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 89 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
วันอาทิตย์ที่-11-มค.-ที่จะถึงนี้-พรรคประชาชนจะจัดงานประกาศ

วันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. ที่จะถึงนี้ พรรคประชาชนจะจัดงานประกาศ “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” ที่ สามย่านมิตรทาวน์ เวลา 14.00 น. ขณะที่ ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ 3 ตัวชูโรงของพรรคภูมิใจไทย มีกำหนดลงพื้นที่หาเสียง กรุงเทพฯ ในวันเดียวกัน

ย้อนไปตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. เป็นต้นมา พรรค ปชน.เริ่มหาเสียงภายใต้แคมเปญ The Consultants โดยเป็นการทยอยเปิดตัว “มืออาชีพ” ในด้านต่างๆ โดยคาดหมายว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรค ปชน. พรรครุ่นสามจากค่ายสีส้ม ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นรัฐบาล มืออาชีพเหล่านี้บางคนอาจถูกวางตัวให้เป็น “ว่าที่รัฐมนตรี” โดยมีสถานะคล้ายๆ กับ “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้งแบบ สส.

เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่าการเปิดตัวทีมบริหาร ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นเป็นรัฐมนตรีเสมอไป ถ้าพรรค ปชน.ไม่ได้ชนะถล่มทลายจนสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องไปแบ่งโควตากับพรรคอื่น

ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. กล่าวว่าแคมเปญหาเสียงนี้จะช่วยมาปิดจุดด้อยจากที่พรรคส้มมักถูกกังขาว่าไม่มีประสบการณ์ในการบริหาร

“ซีรีส์ The Professional มาตอบโจทย์เรื่องนี้ ว่าเราไม่ได้มีแค่เจตจำนงทางการเมือง นี่คือห้วงเวลาที่ political will มาบรรจบกับ professionalism หรือความเป็นมืออาชีพ ตัวท็อปจากแต่ละวงการ”

“(การ) เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน ไม่ใช่การเปิดโผ ครม. นะคะ ‘รัฐบาลประชาชน’ ดิฉันเรียกมันว่า การประดิษฐกรรมใหม่ทางการเมืองไทยซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ที่พ้นจากไซโลราชการ (การทำงานแบบแยกส่วน) กระทรวงใครกระทรวงมัน อาณาจักรใครอาณาจักรมัน ทุกคนต่างคนต่างทำ ซึ่งมันทำให้ประเทศไทยพัฒนามาได้แค่นี้ ไม่สามารถไปต่อจากนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอพูดเรื่องทีมบริหารรัฐบาลประชาชน สื่อและคนทั่วไปก็ติดตามเหมือนโผ ครม. ซึ่งชินกับเรื่องเล่าแบบเดิม พาราไดม์เดิม”

อย่างไรก็ตาม พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า นี่อาจเทียบได้กับการเปิด “โผ ครม. แบบแอดวานซ์” เปิดเผยล่วงหน้า ก่อนเลือกตั้ง ในแบบที่ไม่เคยมีพรรคไหนทำมาก่อน

จนถึงวันนี้ พรรคเปิดตัว “มืออาชีพ” มาแล้ว 5 คน ได้แก่

  • ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ด้านการต่างประเทศ: พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีต สว.ที่เคยโหวตพิธา เป็นนายกฯ
  • ด้านการศึกษา: อนุชาติ พวงสำลี ประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้: ณัฐยา บุญภักดี อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.
  • ด้านการปฏิรูปรัฐ: เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ในรายการที่ชื่อว่า “ปิยบุตรทัวร์” ทางช่องยูทูบ Buddy Divulge เมื่อวันที่ 7 ม.ค. โดยอธิบายว่า ด้วยความที่รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ พรรคประชาชนจึงพยายามจะทำมิติใหม่ทางการเมือง

“ความสำคัญมันอยู่ที่ เป็นมิติใหม่ของการเมืองไทย กาบัตรคือการเลือกทีมบริหารด้วย ถ้าพูดตรงไปตรงมา พรรคอื่นทำไม่ได้ จากระบบโควตาพรรค กลุ่มทุน รัฐมนตรีต้องดูว่าหิ้ว สส.มากี่คน ด้านหนึ่ง พรรคประชาชนตรงไปตรงมา บวกต้องการทำให้คนเลือกเยอะขึ้น แต่มีจุดอ่อนคือการโดนขุด”

ในการเปิดตัวทีมมืออาชีพ เขาคาดเดาว่า พรรค ปชน. อาจตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักหาความสมดุลจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ ความเชี่ยวชาญของบุคคลนั้นในด้านนั้นๆ, จุดเกาะเกี่ยวกับพรรค, ความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยการเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนเลือกตั้ง และ เงื่อนไขส่วนบุคคล/ทางหน้าที่การงานของคนคนนั้น

ปิยบุตรมองว่า ถ้าจะพูดว่าสามคนแรกที่พรรคเปิดตัวเป็น ‘คนนอก’ ก็นับว่า “ไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ในความเห็นของผม” เขาอ้างอิงจากที่ เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์ว่า 3 คนที่พรรคเปิดตัวไปแล้วนั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานของพรรคมาสักระยะหนึ่งแล้ว

เขาอธิบายต่อไปว่า กรณี ‘คนนอก’ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อนหน้านี้ คือการไม่ยุ่งกับพรรคเลย เช่น คนนอกแบบในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ขอโควตารัฐมนตรีคนนอก โดยที่ไปเลือกคนไม่เกี่ยวกับพรรคเลย หรือในยุคของบรรหาร ศิลปอาชา ที่ตั้ง สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แบบนี้คือ ‘คนนอก’ แต่คนนอกในกรณีของ ปชน. นั้นหมายถึงอะไร คนที่เปิดตัวมาไม่ได้มีสถานะเป็น สส. แต่อาจเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ อันนี้ก็ต้องไปดูในรายละเอียด แต่พวกเขาก็เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงพูดว่าเป็นคนนอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ถ้าพูดถึงกรณีของพรรคภูมิใจไทย ศุภจี, เอกนิติ, สีหศักดิ์ ก็ไม่ได้เป็นคนนอกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวมืออาชีพของพรรคส้มได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งในแง่บวกและลบ โดยข้อวิจารณ์หลักอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเด็นย่อย

หนึ่ง — คำถามที่ว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” เหล่านี้จะมีความ ‘ยึดโยง’ กับประชาชนมากน้อยเพียงไร  แม้ว่ารัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ผ่านการต่อสู้ของคนเดือนพฤษภา 2535 จนได้มาซึ่งหลักการที่เห็นร่วมกันในสังคมแล้วว่า “นายกฯ ต้องเป็น สส.” จึงทำให้การเปิดตัว ‘มืออาชีพ’ ในลักษณะเป็นแพ็กเกจจึงนำมาสู่ข้อถกเถียงเรื่องความยึดโยงและน้ำหนักของความรับผิดรับชอบต่อประชาชน

สอง — เทคโนแครตมาทำงานการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อีกมุมหนึ่ง มีข้อกังวลว่าการเอา ‘คนนอก’ มาดึงความว้าวจากโหวตเตอร์ในช่วงหาเสียง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ หรือไม่ และอะไรคือเส้นแบ่งของ ‘การเมืองของผู้เชี่ยวชาญ’ ที่จะไม่กลายเป็น ‘การเมืองคนดี’

ประชาไทพูดคุยกับ อ.ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงปรากฏการณ์เปิดตัว ‘ทีมบริหาร’ ของพรรคส้ม และข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น

ย้อนประวัติศาสตร์ แนวคิด นายกฯ ต้องเป็น สส.

ดร.ปุรวิชญ์ เริ่มต้นอธิบายถึงหลักการ “ไม่เอานายกฯ คนนอก” (นายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็น สส.) ว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านการต่อสู้กันมานานจนคนค่อนข้างเห็นร่วมกันแล้ว โดยมาจากผลพวงของรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ในยุคนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผูกขาดการเป็นนายกฯ ถึง 8 ปี 5 เดือน โดยไม่ต้องลงเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว

จุดหักเหคือการรัฐประหารรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ก่อนจะร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ที่ไม่ได้กำหนดว่านายกฯ ต้องเป็น สส. ต่อมาก็มีการเลือกตั้ง ทว่าการขึ้นมาเป็นนายกฯ ของ พลเอกสุจินดา คราประยูร หนึ่งในคณะรัฐประหารที่เคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ นำไปสู่ความความไม่พอใจของประชาชน เกิดการประท้วงขับไล่โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” การประท้วงครั้งนั้นถูกเรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” มันจบลงอย่างนองเลืoด แต่ผลของการต่อสู้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขียนระบุชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.”

เขาอธิบายต่อไปว่า หลังเกิดรัฐประหารปี 2549 ในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มีความพยายามจะเขียนรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มี ‘นายกฯ คนนอก’ ให้ได้ ทว่าล้มเหลว เพราะไม่สามารถทวนกระแสได้ จึงยังทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นยังต้องระบุให้ นายกฯ เป็น สส.อยู่

ต่อมาผลพวงของรัฐประหารปี 2557 คือรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นไม่ได้บังคับว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. แต่มีกลไกพิเศษคือ พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คนก่อนเลือกตั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่จะ “ให้ประชาชนรู้ก่อน” แต่อีกด้านหนึ่ง การจำกัดจำนวนแคนดิเดตมีส่วนทำให้เกิดทางตันทางการเมืองได้ง่าย และยังเปิดช่องให้มี ‘นายกฯ คนนอก’ ได้ด้วย

รัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น สส.

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่า ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเมืองไทย จุดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540

เขาเล่าว่าช่วงก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส. เยอะ ชนิดที่ทำกันเป็นปกติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ระบุว่า รัฐมนตรีที่เป็น สส. จะต้องลาออกจาก สส. ก่อน เพราะยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากกัน ด้วยธรรมเนียมตั้งแต่นั้น สส. บัญชีรายชื่อหลายคนก็สละเก้าอี้หลังได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้ลำดับถัดมาเลื่อนขึ้นมา

“ก่อนหน้า ปี 40 มีคนนอกเป็นรัฐมนตรีไหม โอ้…เยอะแยะ แต่ว่าหลายยุคหลายสมัยมันไม่ได้มีบทบัญญัติที่บอกว่าต้องเป็น สส. ฉะนั้นก่อนปี 40 ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ ทีนี้ปี 40 เนี่ยมันมีความสำคัญอย่างงี้ ตอนปี 40 ใครที่จะเป็นรัฐมนตรีเนี่ยเขาบอกว่าถ้าเป็น สส. ต้องลาออกก่อน เพราะว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปเอาแนวคิดเรื่องการใช้อำนาจมา ต้องแบ่งแยกให้เด็ดขาด นิติบัญญัติก็นิติบัญญัติ บริหารก็บริหาร”

เขาเล่าต่อไปว่ายุคที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 คนจะรู้ ‘โผ ครม.’ กันตั้งแต่เห็นรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยชื่อของคนที่คาดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีมักถูกจัดไว้ลำดับต้นๆ พอเข้ายุครัฐธรรมนูญปี 2550 บทบัญญัติเรื่องรัฐมนตรีต้องลาออกจาก สส.ไม่มีแล้ว เราเลยมีรัฐมนตรีคนนอกมาอยู่พอสมควร มาจนถึงรัฐธรรมนูญปี 2560

“ใครอยู่ต้นๆ บนบัญชีรายชื่อนี่คือน่าจะไปเป็นรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น อย่างผมจำได้ในตอนสมัยทักษิณ พรรคไทยรักไทย ทักษิณเบอร์หนึ่งแล้วก็ไล่มา สุริยะ คีย์แมนของไทยรักไทยก็จะอยู่ท็อปบนหมดเลย แล้วพวกนี้พอได้รับเลือกตั้งก็คือเป็น สส. อยู่แล้ว และก็ได้เป็นรัฐมนตรีแน่ๆ จากนั้นจึงสละเก้าอี้ (สส.) แล้วดันคนอื่นขึ้นมาแทน”

เขาบอกว่า พรรคค่ายสีแดงเองในยุครุ่งเรือง ก็เคยมี ‘คนนอก’ (ในความหมายว่า คนที่ไม่ได้เป็น สส.) มาเป็นรัฐมนตรีในหลายๆ ยุค ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน

โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของ ‘คนนอก’ พรรคสีแดงในยุครุ่งเรือง มีข้อแตกต่างจากพรรคส้มในตอนนี้อยู่ 2 ประการหลัก

หนึ่ง – ในแง่จำนวน ‘รัฐมนตรีคนนอก’ มีน้อย เนื่องจากโควตารัฐมนตรีต้องกระจายให้กลุ่มการเมืองมุ้งต่างๆ บวกกับอีกปัจจัยหนึ่งคือพรรคสีแดงมีแบรนด์ ‘ชินวัตร’ ที่แข็งแรง ผลงานจากนโยบายที่คนจำได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องหยิบ ‘คนนอก’ มาชูเป็นจุดขาย

สอง — รัฐมนตรีคนนอกจากค่ายพรรคสีแดง แม้ไม่ได้มีสถานะเป็น สส. แต่ว่าก็เป็นคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงการเมืองอยู่แล้ว แต่กรณี ‘มืออาชีพ’ ที่พรรคส้มเปิดตัวมา คนเหล่านี้ ถ้าดูความเห็นที่เคยสื่อสารในแวดวงของตัวเองแบบที่เป็นสาธารณะ เราก็สามารถอนุมานได้ว่าพวกเขาน่ามีความคิดมาทางส้ม แต่คนเหล่านี้จะมีเซนส์ของความเป็น ‘คนนอกวงการการเมือง’ อยู่

วิเคราะห์แคมเปญ ‘มืออาชีพ’ สีส้ม จุดกระแสติดแค่ไหน

ดร.ปุรวิชญ์ มองว่าการเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน คือยุทธ์ศาสตร์การหาเสียงที่หวังให้คนเทคะแนน ‘พรรค’ เหมือนกับที่พรรคค่ายสีส้มเคยทำได้ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อน เนื่องจากพรรค ปชน.ในรอบนี้ คะแนนพรรคกับคะแนนตัวแคนดิเดตนายกฯ ยังห่างกันอยู่มาก แตกต่างจากพรรคเพื่อไทยหรือ อนุทินจากพรรคภูมิใจไทย ที่เราจะเห็นว่ามีคะแนนความนิยมของพรรคกับตัวแคนดิเดตนายกฯ ค่อนข้างจะไม่ห่างกันมาก

“เพราะว่าตอนนี้พรรคประชาชนไม่เหมือนกับอนาคตใหม่กับกับก้าวไกลที่มีแม่เหล็กอย่างพิธา อย่างธนาธรในการเป็นตัวดูดคะแนน (ให้พรรค) นี่คือข้อเท็จจริงที่มันพิสูจน์จากตัวเลขที่เห็น ฉะนั้นเมื่อไม่มีแม่เหล็กใหญ่ที่แบบดูดคะแนนได้เยอะ ยุทธศาสตร์ที่เราเห็นคือต้องใช้หลายๆ คนที่ช่วยกันดึงคะแนนขึ้นมา”

“ที่ต้องเปิด (ตัวมืออาชีพ) เยอะๆ ของของพรรคประชาชนมันอธิบายได้จากโพลนะครับ ทุกโพลผมดูมาหมดแล้ว มันจะมีช่องว่างคะแนนอยู่ ระหว่างคะแนนพรรคกับคะแนนแคนดิเดตนายก

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า เท่าที่สังเกตกระแสตอบรับจากแคมเปญของพรรคส้ม บางชื่อกระแสตอบรับก็ว้าวมาก แต่บางชื่อก็ controversial จึงมองว่า เมื่อเทียบกับ 3 ‘คนนอก’ ที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวมาก่อนหน้า การหาเสียงด้วยแคมเปญ ‘The Consultants’ ของพรรคสีส้ม มีแนวโน้มได้ใจคนหัวก้าวหน้า ที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะเลือกพรรคนี้อยู่แล้ว

แต่ในแง่เสียงกลุ่มสวิงโหวตเตอร์ พรรคส้มยังคงเป็นรอง 3 ‘คนนอก’ จากพรรคสีน้ำเงินอยู่ จากที่ ศุภจี, เอกนิติ และสีหศักดิ์ เป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง อีกทั้งยังไม่โดน ‘รุมกินโต๊ะ’ จากทุกภาคส่วนเหมือนกับสีส้ม

“ผมว่ากระแส…มันเลย…แทนที่มันจะเป็นตัวดึง เป็นหัวกระสุนในกระแสทะยานขึ้นไป ปรากฏว่ามัน…ทำให้ มันเหมือนมันตันน่ะ กระสุนมันไม่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มแม็กของมัน”

“พอผมเห็นอย่างนี้แล้ว ผมเทียบแคมเปญเมื่อปี 66 ของก้าวไกล ยิvแค่ช่วงหลักๆ ก่อนเลือกตั้ง

‘มีลุงไม่มีเรา’ นี่คือประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง คือมันเห็นเลยว่า การการจัดวางแคมเปญน่ ะ ยิvนัดเดียวกลายเป็นกระแสที่โหมกระพือได้ในหน้าสื่อสังคมต่างๆ แต่รอบนี้คือเหมือนยิvแล้วมันไม่เข้าเป้า มันยิvสะเปะสะปะ คือเขาพยายามจะยิvให้ตรงเป้านั่นแหละแต่พอยิ่งยิvเนี่ย มันเลยไม่สามารถสร้างกระแสขนานใหญ่อย่างนั้นได้”

เขาวิเคราะห์ว่าพรรคส้มถูกบีบให้เป็นพรรคที่มีความ pragmatic (ปฏิบัตินิยม) ไปแล้วโดยสภาพ ทั้งจากเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญห้ามนำมาหาเสียง รวมถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา กระแสชาตินิยม ส่งผลการสื่อสารนโยบายปฏิรูปกองทัพ-ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารนั้นทำได้ไม่เหมือนเดิม

“แต่พอคุณเล่นในเกม pragmatic เนี่ย โอ้โห คือพรรคการเมืองไทยที่เชี่ยวชาญมีเยอะแยะ ภูมิใจไทยนี่ที่สุดของ pragmatic แล้ว”

เมื่อถามว่า เขาคิดอย่างไรกับคำอธิบายของ ปิยบุตร ในประเด็นเรื่องความ ‘ยึดโยง’ กับประชาชนจากการเปิดชื่อทีมบริหารให้คนได้รู้ก่อนเลือกตั้ง ในแบบที่ไม่มีพรรคไหนเคยทำ

เขาให้ความเห็นว่า มันก็ไม่ได้ไม่มีเหตุผล อยู่ที่คนฟังว่าจะซื้อหรือไม่ คนที่ไม่ได้ซื้อคำอธิบายนี้ ก็อาจตั้งคำถามกลับว่า ในทางปฏิบัติจริงๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ตั้งรัฐบาล

อีกมุมหนึ่ง การเปิดตัวคือการสร้างความคาดหวังให้โหวตเตอร์ โจทย์คือพรรคจะบริหารความคาดหวังของโหวตเตอร์หลากหลายเฉดความคิดอย่างไร

“ในทางหนึ่ง การเปิดเปิดตัวแคนดิเดต เปิดตัวรัฐมนตรี คือการสร้างความคาดหวังต่อโหวตเตอร์ว่า เลือกพรรคเราได้แบบนี้แน่นอนนะ คำถามคือแล้วถ้าถ้าไม่ได้ตามนั้นน่ะแล้วเราต้องมองด้านกลับด้วยนะ พรรคสีส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ตอนที่เปิดพรรคมาใหม่ใหม่ก็สร้างความคาดหวังที่จะเปลี่ยนประเทศแน่นอน แฟนคลับที่รักมั่นยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก แต่ก็จะมีคนจำนวนที่แบบเลือกเพราะแบบ…คุณพิธาพูดดี ธนาธรพูดดี อย่างเงี้ยก็มากาให้ ปรากฏว่ากาไป อ้าว…ไม่เห็นเปลี่ยนเลย เปลี่ยนใจแล้วรอบนี้…มันก็เป็นเหรียญสองด้าน”

เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งปี 62 กับ ปี 66 มันให้ความรู้สึกว่าเป็นการเลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศ การเมืองแห่งความหวัง แต่ปี 69 แม้พรรคต่างๆ จะพยายามแคมเปญให้มันเป็นการเมืองแห่งความหวัง แต่ยังไม่ได้มีบรรยากาศนั้นเกิดขึ้น

เขากล่าวต่อไปด้วยว่า เลือกตั้งรอบนี้ พฤติกรรมการกา 2 ใบ เลือกทั้งคน ทั้งพรรค ดูจะไม่เข้มข้นเท่าการเลือกตั้งรอบก่อน แม้ว่าฝั่งพรรคการเมืองพยายามแคมเปญ

“ผมว่าเลือกตั้งรอบนี้ ภูมิทัศน์ (ทางการเมือง) มันไม่เหมือนสองครั้งก่อนหน้า คือปี 62 กับ 66 มันคือการเมืองแห่งความหวัง ประมาณนั้นน่ะ เลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศ”

“จะส้ม จะแดง ผมว่าคนที่เลือกส้มเลือกแดงสองครั้งก่อนหน้านี้คือไปเลือกด้วยด้วยความหวังเพื่อหวังจะเปลี่ยน… แต่พออารมณ์ พอเหตุการณ์มันพัดพามาถึงปี 69 มันก็… ผมยังไม่เห็นบรรยากาศของการบูสต์ความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้แต่ทุกพรรคพยายามจะบูสต์นะ แต่อารมณ์มันรู้สึกมันไม่เหมือนตอนสองครั้งก่อนหน้านี้”

‘คนนอก’ กับความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง

ดร.ปุรวิชญ์ มองว่าการเปิดตัว ‘คนนอก’ เป็นแพคเกจในลักษณะนี้ มีข้อดีอยู่ตรงที่การได้ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็มีราคาทางการเมือง พรรคจะถูกตั้งคำถามในแง่ความเป็นสถาบันทางการเมือง ว่าพรรคสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ และเป็นทางเลือกในการเลือกตั้งได้หรือไม่

“ผมคิดอย่างงี้คือถ้าเป็นการเมืองแบบรัฐสภา มันก็สุ่มเสี่ยงที่มันจะมีเอฟเฟกต์หลังจากพรรคเปิดตัวรัฐมนตรีมาสี่คนใช่ไหม คือมันก็เป็นมุมกลับ ก็ถามกลับไปว่า แล้วพรรคไม่มีคนที่จะสามารถเป็นรัฐมนตรีเหล่านี้ได้เหรอ”

“ในพรรคน่ะ มีคนที่ทำงานประเด็นพวกนี้อยู่แล้ว ผมเชื่อเลยมีคำถามคือพรรคไม่ได้มีกระบวนการในการจะสร้าง leadership เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อจะพร้อมรับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไรถึงต้องเอาคนที่อยู่จากนอกพรรคมา”

“คำถามนี้ก็เป็นเหรียญด้านกลับที่มีเอฟเฟกต์กับคนทำงานในพรรคด้วยเช่นกัน เหมือนกันว่าอ้าวลงทุนลงแรงมาเยอะอย่างนี้ แล้วปรากฏภาพพอเปิดหน้าเปิดตาจะเป็นรัฐมนตรี เอาคนที่…ถึงแม้พรรคจะบอกว่าเป็นคนที่ช่วยงานพรรคอยู่เงียบๆ มานานแล้ว มันก็มีผลต่อคนทำงานนะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการในพรรคเอง”

ทั้งนี้ เขายืนยันว่าการมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทคโนแครตเข้ามามีบทบาทไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันมีส่วนผลิตซ้ำวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ ที่ฝังอยู่ในบริบทสังคมไทยมานานให้หนักขึ้นไปอีก

“ถ้าเป็นกรณีบริบทไทย ตอบคำถามเราว่ามันจะไปผลิตซ้ำว่าเทคโนแครตเก่งกว่านักการเมืองอาชีพไหม คือเอาจริงผมว่าในสังคมไทย แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักการเมืองก็โดนด่าแล้ว คนก็ไม่เชื่อแล้ว แค่เปิดมาว่าผมเป็นนักการเมือง มันก็มีความรู้สึกไม่เป็นบวกต่อคนคนนั้นไปแล้วว่าเป็นคนไม่ดี

“ถามว่ามันไปผลิตซ้ำไหม ถ้าตอบคำถาม ผมว่ามันก็ผลิตซ้ำเช่นเดียวกัน เราเชื่อว่าคนที่ไม่ได้มาคลุกคลีกับการเมืองมาก่อน ว่าจะเป็นคนที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญ ผมว่า เอาแบบสุดโต่งเลยคือเป็นคนที่แบบ…pure (บริสุทธิ์) ซึ่งตรงนี้ มันก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดตอนนี้นะ ผมว่ามันแต่ยุคแต่ละสมัย มันก็เอาเทคโนแครตมาชูโรงอยู่เสมอๆ”

เขากล่าวว่า การเมืองขาว-ดำ การเมืองสุจริต การเมืองดี-เลว มีมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว การเมืองเชิงศีลธรรมเป็นสิ่งที่ยังขายได้เสมอมาแล้วยังมีประสิทธิภาพรุนแรงด้วย โดยเฉพาะช่วงที่แคมเปญหาเสียงเริ่มค่อยๆ ทำงานไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง การสร้างกระแสดี-เลว ขั้วตรงข้ามก็จะถูกผลิตย้ำๆ ซ้ำๆ เรื่อยๆ

ด้วยแรงของกระแส ‘ทุบทุนเทา’ ที่ถูกทำให้เป็นวาระแห่งชาติมาระยะหนึ่ง ทำให้เมื่อมองไปที่ภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ พรรค ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ามีการชู ‘เทคโนแครต’ หรือ ‘คนที่ดูไม่เป็นนักการเมือง’ หวังดึงเสียงสวิงโหวตเตอร์ หรือคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด

“นี่ไง ทำไมตัวชูโรงต้องเอาคนที่ดูเหมือนว่า non-political ไม่เกี่ยวกับการเมืองมาเป็นตัวชูโรง เรื่องทุนเทายิ่งตอกย้ำและทำให้ภาพของความเป็นนักการเมืองมันดูแย่ลงไปกว่าเดิม แค่ตอนแรก (ก็มีภาพจำว่า)  นักการเมืองเลวอยู่แล้วนะ โหตอนนี้นี่ผมว่า (ภาพจำดู) เลวยิ่งกว่า (เดิม) พอสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เทคโนแครตเลยถูกนำเสนอมาในแง่ที่ว่า เขา pure…บริสุทธิ์ ไม่เคยมือเปื้อนเรื่องที่มันสกปรก”

‘การเมืองของผู้เชี่ยวชาญ’ ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็น ‘การเมืองคนดี’

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่ต้องยืนพื้นคือ หลักการความรับผิดรับชอบ (accountability) และการตรวจสอบผ่านกลไกที่เป็นไปได้ เช่น รัฐธรรมนูญ สื่อ ภาคประชาชน

“ถ้าจะยืนพื้นว่าไม่ให้เป็นการเมืองคนดีก็คือรัฐมนตรีคนนอก เข้ามาก็ต้องตรวจสอบผ่านกลไกที่เป็นไปได้ทั้งในเชิงสถาบัน ก็คือผ่านรัฐธรรมนูญ ผ่านกฎหมายต่างๆ”

“ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้มาจากพรรค มันก็ต้องอยู่ภายใต้หลักความพร้อมรับผิด  accountability และตรวจสอบได้ อันนี้จะเป็นจุดตัดที่จะตอบ (คำถาม) ว่า ไม่ให้เป็นการเมืองคนดีเพราะถ้าเป็นการเมืองคนดีเมื่อไหร่คือไม่ต้องตรวจสอบ เชื่อว่าดี จบ”

ผู้สื่อข่าวประชาไทถาม ดร.ปุรวิชญ์ ต่อไปว่าในกรณีของ ‘รมว.คนนอก’ หน้าตาหรือน้ำหนักของความรับผิดรับชอบต่อประชาชน จะเหมือนหรือต่างกับรัฐมนตรีที่ผ่านการลงเลือกตั้งแบบ สส.เขต หรืออยู่ในบัญชีรายชื่อมากน้อยแค่ไหน

“ถ้าเขาเป็น สส.ด้วย (หมายความว่า) เขาสวมหมวก 2 ใบ เป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้ง สส.ซึ่งนี่มันคือตัวแบบหลักการพื้นฐานของรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ อังกฤษ อันนี้คือ accountability ทางการเมืองชัดอยู่แล้วว่า คุณเป็นทั้ง minister และคุณก็เป็นทั้ง MP เสียง สส.ของเขต คือไม่ว่ายังไงก็ตามคุณหลีกหลีกเลี่ยงความพร้อมรับผิดในงานสภาไม่ได้ และในงานบริหารราชการแผ่นดิน”

“ทีนี้ต่อให้เขาไม่เป็น สส.แต่เขาเป็นรัฐมนตรี accountability ที่ชัดที่สุดก็ต้องมี เรื่องของการตั้งกระทู้ถาม เรื่องของกรรมาธิการ (กมธ.) มีคำเชิญมากี่ที รัฐมนตรีมาชี้แจงกี่ครั้ง แล้วเอาแล้วถ้าเจาะไปอีกรัฐมนตรีคนนอก ผมไม่เคยไปเก็บข้อมูลนะ แต่น่าไปเก็บมาเลยว่ารัฐมนตรีคนนอกที่แต่งตั้งเข้ามา มีเคยมีกรรมาธิการเชิญไป (ให้ข้อมูล) กี่ครั้ง แล้วมาตอบเองกี่ครั้ง”

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/r6uc | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 89 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
  1. กกต-–-สตช.-–-ไปรษณีย์ไทย-–-กรมการกงสุล-เดินหน้าภารกิจเลือ-|-2026-01-09-05:27:00 กกต. – สตช. – ไปรษณีย์ไทย – กรมการกงสุล เดินหน้าภารกิจเลือ 2026-01-09 05:27:00
  2. เลือกตั้ง69-:-ปัดสกัดคู่แข่ง เลือกตั้ง69 : ปัดสกัดคู่แข่ง
  3. ‘อภิสิทธิ์’-วาง-3-เงื่อนไขร่วมรัฐบาล-หลังเลือกตั้ง-‘สุจริต-ไร้ทุนเทา-ไม่สร้างความขัดแย้ง’ ‘อภิสิทธิ์’ วาง 3 เงื่อนไขร่วมรัฐบาล หลังเลือกตั้ง ‘สุจริต-ไร้ทุนเทา-ไม่สร้างความขัดแย้ง’
  4. อนาคต “เวเนซุเอลา” ในมือสหรัฐฯ | วันเวิลด์ | สำนักข่าววันนิวส์ อนาคต “เวเนซุเอลา” ในมือสหรัฐฯ | วันเวิลด์ | สำนักข่าววันนิวส์
  5. สภาการฯแถลงกรณีนักข่าวแอบอ้างชื่อองค์กรสื่อมวลชนเรียกรับผลประโยชน์ สภาการฯแถลงกรณีนักข่าวแอบอ้างชื่อองค์กรสื่อมวลชนเรียกรับผลประโยชน์
  6. กิจกรรมวันเด็ก-วันเด็กปีนี้…ศรีเทพไทยใจดีสุดๆ-เด็กมา-|-2026-01-09-09:05:00 กิจกรรมวันเด็ก 🎈👧🧒 วันเด็กปีนี้…ศรีเทพไทยใจดีสุดๆ เด็กมา 2026-01-09 09:05:00
  7. พาเดินชมงานวันเด็ก ไทยพีบีเอสพลังเล็กพลังโลก | ข่าวเที่ยง พาเดินชมงานวันเด็ก ไทยพีบีเอสพลังเล็กพลังโลก | ข่าวเที่ยง
  8. ด่วน จ่าจึ๊ บุรีรัมย์ นำทีมช่วยสร้างถนนขึ้นเนิน 350 | ข่าวเที่ยงอมรินทร์ 10 ม.ค. 69 ด่วน จ่าจึ๊ บุรีรัมย์ นำทีมช่วยสร้างถนนขึ้นเนิน 350 | ข่าวเที่ยงอมรินทร์ 10 ม.ค. 69
  9. -เริ่มแล้ววันเด็กแห่งชาติ-เทศบาลนครอุดรธานี-สถานที่-ลานแอโร ✅ เริ่มแล้ววันเด็กแห่งชาติ เทศบาลนครอุดรธานี สถานที่ ลานแอโร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
Send this to a friend