กว่าจะได้ผู้สมัคร “พรรคเพื่อชนะเลือกตั้ง” เลขาฯ พรรคส้มเปิดเบื้องหลังคัด สส.

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

Article Data
    • Writer, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Purpose, ผู้สื่อข่าว.

เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า การเลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่เพียง “สนามทดลอง” แต่ต้องได้มุ่งสู่ทำเนียบฯ ด้วยยอด สส. ขั้นต่ำ 180-200 เสียง พร้อมเปิดเผยขั้นตอนและการใช้ดุลพินิจเลือกผู้สมัครของพรรคส้ม แม้มีเรื่องร้องเรียน แต่ต้อง “ส่งให้ครบ เพื่อเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้”

.พูดคุยกับแกนนำระดับสูงของพรรคสีส้ม 3 คน พวกเขาประเมินตรงกันว่าสถานการณ์ของพรรค ปชน. “พ้นจากจุดต่ำสุดแล้ว” แต่พรรคก็ไม่ประมาทและยังคงเฝ้าระวังในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้ง 8 ก.พ. เพราะอาจเกิดกรณีไม่คาดฝันขึ้นได้

“ผมคิดว่าเราพ้น (จุดต่ำสุด) แล้วนะ ไม่ว่าจะเรื่องจะเจอ ‘เทา' อีกบ้าง อาจจะมีอีกเนอะ ก็เป็นไปได้ เพราะเราก็ไม่รู้จริง ๆ แต่ทุกคนคาดการณ์ได้แล้วว่าพรรคจะมีปฏิกิริยากับมันยังไง จัดการยังไง คิดว่ามันคงไม่แตกต่างไปจากเดิม และตอนนี้ความคิดคนมองไปที่การเลือกตั้งรอบนี้ว่าเราจะได้เท่าไหร่มากกว่า” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน. กล่าวกับ.

กระแสนิยมของพรรคสีส้ม ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ตกต่ำลงอย่างหนักจาก 3 เหตุการณ์หลัก ตามข้อสรุปของ 3 แกนนำพรรค ประกอบด้วย

  • การเซ็น MOA ระหว่างหัวหน้าพรรค ปชน. กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
  • การถูกขุดวาทกรรมเก่า “มีทหารเอาไว้ทำไม” ขึ้นมาโจมตีท่ามกลางกระแสชาตินิยม
  • การ “เจอเทาในพรรคส้ม” เมื่อผู้สมัคร สส. ถูกตั้งข้อหาพัวพันกับ “ธุรกิจสีเทา”

เดือน ธ.ค. 2568 คะแนนนิยมของพรรค ปชน. อยู่ในจุดต่ำสุด โดยเหลือเพียง 25% ตามผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล ก่อนค่อย ๆ ทะยานขึ้นจนแตะระดับ 30% ณ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค. 2569

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกที่สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร เมื่อ 25 ม.ค. โดยระบุว่ากลับจากต่างประเทศเพื่อ “ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบฯ” พร้อมเรียกร้องให้โหวตเลือกพรรค ปชน. ที่ “ต้องชนะให้เยอะ ชนะให้ใหญ่ และชนะให้ยาว”

ในระหว่างพรรค ปชน. เปิดปราศรัยที่สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ช่วงเย็นวานนี้ (25 ม.ค.) แกนนำคนสำคัญจงใจทิ้งหลายคำสำคัญบนเวที “ต้องชนะให้เยอะ” และตอกย้ำที่นั่งเป้าหมาย 200-250 เสียง ขอให้ประชาชนเจ้าของประเทศ 20 ล้านคน “ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาล”

ตัวเลข 200 เสียงมีนัยสำคัญอย่างไร? คนที่เสนอตัวต่อประชาชนและแคมเปญที่ปล่อยออกมาเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้พรรคสีส้มเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลได้?

มีคำตอบจาก ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน. ชายผู้คลุกอยู่กับการ “สร้างคน-สร้างพรรคมวลชน” ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

ได้รับความนิยมสูงสุด

เบื้องหลังคัดคน-ใช้เอไอช่วยกรอง ก่อนได้ผู้สมัครพรรคส้ม

กว่าจะได้ผู้สมัคร สส. 499 คน แบ่งเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ninety nine คน และ สส.แบบแบ่งเขต 400 คน เลขาธิการพรรค ปชน. พยายามถอดบทเรียนที่ผ่านมา

“ในการเปิดรับสมัคร เราไม่ค่อยรู้จักคน เป็นคนใหม่ทั้งนั้น รอบนี้จึงพยายามทำให้คนเข้ามาให้เรามองเห็นมากขึ้น ได้ทำความรู้จัก และเลือก”

ทว่าการยุบสภาที่มาไวกว่ากำหนดเดิมถึง 1 เดือน 20 วัน ทำให้กระบวนการคัดคนต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบ-รวบรัด แต่ถึงกระนั้น ศรายุทธิ์มองว่า “โดยตัวระบบไม่ได้มีปัญหา แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติ”

.ขอสรุปขั้นตอนอย่างย่นย่อจากคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการพรรค ปชน. ดังนี้

ผู้สมัครหน้าใหม่

  • ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตร “นักการเมือง 101” ของพรรค ในระหว่างนี้หากใครมีปัญหาก็จะมีประวัติข้อมูล (word file) เอาไว้ “วันที่ยุบสภา พวกผมยังอบรมกันไม่เสร็จเลย ตอนนั้นเขตได้ 150 กว่าคนแล้ว ขาดอีกประมาณ 100 คน (ไม่รวม สส. เดิม)”
  • การประเมินโดยคณะทำงานระดับจังหวัด 77 จังหวัด “แต่มันไม่ได้ละเอียดหมดทุกเรื่อง เพราะความเข้มแข็งของคณะทำงานแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน บางที่แทบไม่มีคนทำงาน มีแต่อาสาสมัคร”
  • การสัมภาษณ์โดยคณะกรรมการส่วนกลาง 17 ชุด แยกเป็นรายพื้นที่ “เป็นการใช้คณะกรรมการเยอะที่สุดเท่าที่เคยทำมา และใช้เวลาสั้นมากราว 20-30 วัน ซึ่งแต่ละชุดมันไม่ได้หลอมให้เข้าใจตรงกัน 100% เพราะเวลาจำกัด แค่มา transient (บรรยายสรุป) มาตรฐานเลยไม่เท่ากัน”
  • การพิจารณาขั้นสุดท้ายโดยคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) โดยนำข้อมูล 3 ส่วนข้างต้นมาประกอบ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

“หัวหน้าเท้ง” และเหล่าเพื่อนร่วมพรรค ปชน. หลังเสร็จสิ้นการปราศรัยเมื่อ 25 ม.ค.

ผู้สมัครที่เป็นอดีต สส.

  • สส. ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินผลงานทุก 6 เดือน “แต่พอเวลามันเร่งเข้ามา กระบวนการประเมินเลยถูกย่นย่อเหลือเพียงรับฟังความเห็นจากสมาชิก”
  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก โดยส่งข้อความสั้น (SMS) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์และมีสมาชิกหลายพันคนตอบกลับมา จากนั้นใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ประมวลผลเพื่อคัดกรอง “คนไหนโดน (ร้องเรียน) น้อยก็ผ่าน คนไหนระบบจับว่ามีความเห็นไม่ค่อยดี เราก็เอาขึ้นมาโชว์ให้กรรมการประเมินตัดสินใจ ซึ่งสมาชิกที่ให้ความเห็นมามีหลายระดับ ตั้งแต่สมาชิกวงใน, สาขาพรรค, คณะทำงานจังหวัด, สมาชิกตื่นตัว (filled with life) และสมาชิกทั่วไป มีการเรียงลำดับความสำคัญและให้ค่าน้ำหนักคะแนนของแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน พอมีสูตรประมวลปั๊บ ชื่อก็จะโชว์ขึ้นมาเลยว่าใคร มีข้อร้องเรียนอะไร”
  • การพิจารณาขั้นสุดท้ายโดย กก.บห. โดยนำความเห็นสมาชิกมาประกอบ

“เมื่อข้อมูลมาถึงกรรมการบริหาร บางเรื่องก็เป็นคำถามอยู่ แต่ถึงวันต้องตัดสินใจ มันรอให้คำถามเคลียร์ไม่ได้”

“ถ้าเขาเป็น สส. อยู่แล้ว จะเอาออกโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน สส. เขาก็ไม่ยอมรับ ทุกคนต้องการมาตรฐานของพรรค มันเลยเกิดปัญหาแบบที่เห็น แม้มีข้อร้องเรียน แต่เมื่อมันพิสูจน์ยาก สุดท้ายดุลพินิจของเราคือส่งต่อ ณ เวลานั้น เนื่องจากเป้าหมายใหญ่ของเราคือต้องการส่งผู้สมัครให้ครบเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้ เราไม่มีเหตุผลที่จะส่งเท่าที่มีอยู่” ศรายุทธิ์กล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

“ไม่ชัด ไม่จัดการ” หลักการใช้ดุลพินิจของ กก.บห.

ในเวลาไม่ถึงเดือนนับจากเปิดสมัครรับเลือกตั้งในสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 มีผู้สมัคร สส. จากพรรคสีส้มอย่างน้อย 2 คนกลายสภาพเป็นผู้ต้องหา เมื่อถูกตำรวจบุกจับคาบ้านพักและตั้งข้อหาหนัก ก่อนที่ทั้งคู่จะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำให้ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งไปโดยปริยาย

คนแรกคือ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33 ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงินจากเครือข่ายยาเสพติด ซึ่งสามารถเปลี่ยนตัวผู้สมัครรายใหม่ได้ทัน

อีกคนคือ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีต สส. และผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงินและเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งทำให้พรรคต้องเสียโอกาสรักษาแชมป์ในเขตนี้

เลขาธิการพรรค ปชน. บอกว่า กรณีรัชต์พงศ์ ได้ส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการวินัย และเรียกสอบ 2-3 ครั้ง แต่ผลที่ได้รับคือกรรมการวินัยไปต่อไม่ได้ เพราะข้อมูลตัน คนให้ข้อมูลไม่ได้ให้อะไรมากกว่าคำบอกเล่า ส่วนตัวก็ได้ตรวจข้อมูลจากเครือข่ายในจังหวัดที่ไว้ใจได้ ได้รับคำยืนยันว่า สส. รายนี้ใช้ชีวิตปกติ ทุกวันนี้ยังยืมเงินเพื่อนใช้อยู่เลย แต่ทางครอบครัว ภรรยาเขารวย มันฟังดูมีเหตุผล

“มันเลยลำบาก เพราะอีกฝั่งยืนยัน แต่เป็นคำพูด อีกฝั่งที่เราเชื่อถือได้ยืนยันว่าไม่ใช่ เมื่อไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ได้ สุดท้าย (กรรมการบริหารพรรค) ต้องใช้ดุลพินิจภายใต้หลักการใหญ่คือ ‘ไม่ชัด ไม่จัดการ' ถ้าถามว่าเป็นการประเมินที่ผิดพลาดหรือไม่ ค่อยว่ากัน อาจจะผิดก็ได้” ศรายุทธิ์ระบุ

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ปรากฏกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เขายอมรับว่า “ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมไม่ได้ไปตรวจสอบตรงนั้นแล้ว เพราะเราอยู่ในสนามรบ ที่ข่าวบอกว่ามี 2 คน ผมจะทำยังไงได้ดีที่สุด ก็คือเรียกมาคุยตรง ๆ ว่าคุณมีหรือเปล่า เพราะมันส่งชื่อ (สมัครรับเลือกตั้ง) ไปแล้ว มันเลยเวลาตรวจสอบแล้ว”

ขณะที่แกนนำพรรคสีส้มอีก 2 รายให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากมีกรณีเพิ่มเติมเป็นรายที่ 3 “มันก็เหมือนเก่าที่เคยโดนมาแล้ว คนรู้แล้วว่าพรรคจัดการอย่างไร แน่นอนว่าอาจทำให้เราเสียพื้นที่ไป แต่ไม่คิดว่าทำให้เกิดปัญหามากกว่าที่เป็นมา”

จุดอ่อน-ความน่ากังวลของแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา”

เมื่อให้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรค ซึ่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้คำขวัญ “มีเรา ไม่มีเทา” แต่กลับพบ “เรื่องเทาในพรรคส้ม”

เลขาธิการพรรค ปชน. สารภาพตามตรง “ก็เป็นจุดอ่อนของแคมเปญด้วยตัวมันเอง ผมก็กังวลตั้งแต่แรก เพราะเราไม่ได้รู้จักคนของเราดีขนาดนั้น ไม่ว่าใครจะใกล้ชิดแค่ไหน เราก็ไม่รู้จริง ๆ”

ศรายุทธิ์เคยสื่อสารโดยตรงต่อทีมรณรงค์หาเสียงของพรรคว่า “เราให้น้ำหนักกับเรื่องบุคคล ‘คนเทา' มากเกินไป ที่จริงสิ่งที่เราควรให้น้ำหนักคือ ‘ระบบเทา' มากกว่า” ก่อนขยายความว่า ระบบเทา หมายถึงการจ่ายส่วย การซื้อขายตำแหน่ง ระบบเส้นสาย

“พอเป็นบุคคล มันเป็นไปได้ที่จะโดนกระแสตีกลับ… กระแสตีแรง แน่นอนเราโดนหนัก แต่จะนำไปสู่อะไร ทำให้ประชาชนไม่เชื่อหรือเปล่า อันนี้ยังประเมินยากจนกว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ปี 2566 แคมเปญ “มีลุง ไม่มีเรา” คือวาทะสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 14.4 ล้านเสียง เป็นไปได้หรือไม่ว่าทีมแคมเปญเห็นว่าเป็นคำพูดติดหูอยู่แล้ว จึงฉวยมาใช้ซ้ำ-ดัดแปลงถ้อยคำเป็น “มีเรา ไม่มีเทา” และเอามาใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2569 โดยหารู้ไม่ว่าอาจกลายเป็นแคมเปญที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง?

เลขาธิการพรรคสีส้มไม่ตอบคำถาม.โดยตรง ๆ โดยบอกเพียงว่า “มีการถกกันเยอะ ผมคิดว่าตอนนั้นเราลองปล่อยอะ แต่ปล่อยแล้วมันไป”

“ไม่ได้คิดถึงเรื่องรับผิดชอบด้วยการลาออกเลย เพราะมันอยู่ในสงคราม”

ในช่วงที่เกิดมรสุม “คนเทาในพรรคส้ม” มีการประกาศ “ตามหาคนหาย” ว่าเลขาฯ ติ่งไปไหน ถึงปล่อยให้หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืน “เท้งเต้ง” เปิดแถลงข่าวอยู่คนเดียว

ผู้ถูกพาดพิงหลักใช้สิทธิชี้แจงว่า “ผมไม่ได้หลบ ผมไม่เคยหนีนักข่าว” แต่เป็นการประเมินจากมุมมองการสื่อสารของทีมแคมเปญว่าต้องการให้ผู้นำพรรคยืนคนเดียว แสดงความเด็ดขาดในการจัดการปัญหาแบบนี้คือ “ให้คุณเท้งไปเพื่อปิดจบ เชื่อมั่น”

“การไปพ่วงผมไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าไปพ่วงผม หมายถึงว่าผมอาจจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ประกาศลาออก อย่างนี้โอเค แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงเรื่องรับผิดชอบด้วยการลาออกเลย เพราะมันอยู่ในสงคราม จบศึกค่อยว่ากัน เป้าหมายคือวันเลือกตั้ง ทุกการตัดสินใจมันคำนึงถึงสิ่งนี้ การเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดว่าเราล้มเหลวหรือเปล่า แต่ถ้าในภาวะปกติ แน่นอนมันอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง” เขาแจกแจง

สถานะ “เพื่อนธนาธร” ก่อให้เกิดสภาวะยกเว้นเรื่องการรับผิดรับชอบทางการเมืองหรือไม่?

นี่เป็นอีกคำถามที่ ติ่ง-ศรายุทธิ์ ไม่ได้ตอบตรง ๆ และเลือกที่จะไม่เอ่ยชื่อ “เพื่อนรัก” ของเขาเลย โดยเลือกย้ำคำเดิมว่า ในระหว่างทาง ทางเลือกลาออก คนภายในไม่เห็นด้วย ส่วนคนนอกที่เป็นสมาชิกหรือผู้สมัครอาจเป็นไปได้ที่มีมุมมองเช่นนั้น แต่จริง ๆ กก.บห. ได้ “ปิดห้องคุย” กันในการตัดสินใจ 1-2 ครั้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่ายากลำบาก หลายกรณีจำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อส่งให้ครบ แน่นอนว่าอาจจะมีปัญหา

“เราก็คุยกัน วางเป้าหมายเดียวกันว่าถ้าเราไม่ดี ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ พวกเราเองก็ต้องรับผิดชอบ ก็คุยกัน ทุกคนก็พูดในทิศทางเดียวกันหมด แต่จริง ๆ มันคือตัวผมคนเดียวนะ ผมบอกว่าคนอื่นไม่ต้อง เพราะเอาเข้าจริงทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นตัวจัดการทั้งหมด คนอื่นแค่มาร่วมตัดสินใจ ก็คุยกันว่าหลังการเลือกตั้งก็ต้องมาประเมินจากผลจากการเลือกตั้ง” ชายผู้รับบทพ่อบ้านประจำพรรคสีส้มกล่าว

แรกเริ่มเดิมที เลขาธิการพรรค ปชน. ตั้งหลักเกณฑ์ประเมินส่วนตัวเอาไว้ และตั้งใจจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นจุดตัดสิน แต่พอเกิดกรณี “มีเรา ไม่มีเทา” เขาเริ่มไม่แน่ใจ สุดท้ายแค่ 2 ประเด็นนี้อาจเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนก็ได้ ก็ต้องนั่งคุยกันหลังการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ศรายุทธิ์ ใจหลัก เป็นผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่, พรรคก้าวไกล ก่อนขยับเป็นเลขาธิการพรรคประชาชน ซึ่งก่อนการเลือกตั้ง 2566 เขาประเมินว่าพรรคสีส้มจะได้ สส. ราว 150 คน

นักการเมืองวัย 46 ปี ตรงตามหมายเลขประจำพรรค ไม่มีชื่อทั้งในฐานะผู้สมัคร สส. ไม่ว่าระบบใด และในโผ “รัฐบาลประชาชน” เจ้าตัวให้เหตุผลว่า “ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นผู้เล่นทางเมืองอยู่แล้ว ผมต้องการสร้างพรรคให้เป็นสถาบัน และคิดว่าผมคนเดียวที่มีโอกาสทำได้มากที่สุด”

พรรคเพื่อชนะเลือกตั้ง vs พรรคอุดมการณ์ที่เป็นฝ่ายค้านแน่

ส่วนคำอธิบายว่าด้วยการ “ส่งให้ครบ” จะทำให้พรรคสีส้มถูกวิจารณ์ว่า “มุ่งเป้าหมาย โดยไม่เลือกวิธีการ” หรือไม่นั้น ศรายุทธ์ตั้งคำถามกลับว่า แล้วเราต้องการพรรคแบบไหน พรรคเพื่อชนะการเลือกตั้ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง หรือเป็นพรรคอุดมการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้ง

“ถ้าเราคัดกรองอย่างดีเลย แต่อาจเอา 150 คนพอ ทุกคนรู้ว่าไม่มีทางได้เป็นรัฐบาลแน่ เข้าสู่การเลือกตั้งโดยพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านแน่ คุณยอมรับได้ไหม ประชาชนคิดว่าอะไรหดหู่กว่ากัน อะไรน่าผิดหวังกว่ากันสำหรับแฟนคลับ”

“เวลาคุณต้อง alternate ต้องแลก คุณต้องเลือกแบบไหนล่ะ อะไรที่จะรักษาความหวังผู้คนได้มากกว่ากัน ระหว่างทุกอย่างพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง หวังเป็นรัฐบาลและชนะการเลือกตั้งให้ได้ กับเป็นฝ่ายค้านแน่นอนเพราะเราไม่พร้อม แต่พรรคเราแข็งแกร่ง มีอุดมการณ์ชัดเจน ขาวเอี่ยม”

สำหรับเลขาฯ ติ่งประเมินแล้ว-เลือกแล้วว่า การส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต มั่นใจ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ อาจมีหลุดบ้างเพราะกรองไม่ได้ 100% ด้วยเวลาที่จำกัด ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าไม่เลือกวิธีการ

ลดความเสี่ยงจาก “คดี 44 สส.” แต่ไม่ลดอุดมการณ์

ในสายตาของศรายุทธิ์ อุปสรรคใหญ่ในการมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาลของพรรค ปชน. คือ “ชนชั้นนำไม่อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล” เพราะนโยบายของพรรค เช่น การทลายทุนผูกขาด ทำให้พวกเขากังวล

“ในปี 2566 ชนชั้นนำไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลฉันใด ปี 2569 ก็จะยิ่งแรงขึ้นฉันนั้น ความแตกต่างคือรอบนี้ทุกคนประเมินว่าเรามีโอกาสเข้าที่ 1 เลยนำมาสู่การสกัดกั้น” เลขาธิการพรรคสีส้มกล่าวและชี้ว่า หลายเรื่องเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการขัดขวางการเข้าสู่อำนาจของพรรค ปชน. ไม่ว่าจะเป็น อินฟลูเอนเซอร์ที่ออกมาโจมตีรายวัน หรือการสร้างข่าวปลอมเพื่อดิสเครดิตพรรค

บนเวทีปราศรัยหลายแห่ง ดาวไฮปาร์กและผู้นำทางจิตวิญญาณได้อ้างถึงการ “ปล่อยข่าวปลอม-ข่าวลวง-ข่าวเท็จ” เพื่อให้ประชาชนลังเล หดหู่ หมดหวัง และถึงขั้นหวาดกลัวว่า ถ้าเลือกพรรค ปชน. ต่อให้ชนะเลือกตั้งก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือเลือกแล้วก็ไม่ได้ณัฐพงษ์เป็นนายกฯ เพราะอาจถูก “สอย” ได้ทุกเมื่อ พร้อมเรียกร้องประชาชนว่าอย่าหยุดหวัง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค อนค. ให้กำลังใจ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลางเวทีปราศรัยเมื่อ 25 ม.ค.

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของพลพรรคสีส้ม ทำให้พรรคคล้ายหลีกเลี่ยงเกมเสี่ยง หรืออาจไปถึงขั้นลดเพดานทางอุดมการณ์ลงหรือไม่?

ศรายุทธิ์ปฏิเสธ โดยยืนยันว่าอุดมการณ์ของพรรคยังเดินไปในทิศทางเดิม มีเป้าหมายเดิมคือ “สร้างประชาธิปไตย” และ “ทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”

จากนั้นเขายกตัวอย่างนโยบาย “ปฏิรูปกองทัพ” หรือ “ทลายทุนผูกขาด” ที่พรรคส้มเคยนำเสนอเอาไว้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ในอดีตใช้คำใหญ่ ปัจจุบันเป็นการเสนอรายละเอียดในการทำ กฎหมายตัวไหนบ้างที่ต้องจัดการ

“คำมันอาจไม่เซ็กซี่เท่าเดิม แต่คือ action conception (แผนปฏิบัติการ) ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง ถ้าจะบอกว่าเรา play genuine อุดมการณ์ลดลงไหม เรา play genuine จริงบางมุม เช่น ทำไม สส. จำนวนมาก เราให้มาขึ้นอยู่กับบัญชี 1 (บัญชีผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์) เพราะกังวลว่ามันอาจมีคดีอาญากรณี 44 สส. อะไรพวกนี้ ถ้าเซฟได้เราเซฟดีกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดในการขับเคลื่อนวาระของประเทศ เรายึดโยงกับอันเดิมหมดตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงประชาชน” ชายผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งพรรคสีส้มตั้งแต่ยุคแรกกล่าว

อดีต สส.ก้าวไกล 44 คนอยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ตรวจสอบคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2565 หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีอดีต 44 สส.” ซึ่งในการเลือกตั้งรอบนี้มี 12 คนลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และอีก 2 คนลงสมัคร สส.เขต

“เราเอาจริง” ต้องได้ 180-200 เสียงเพื่อรักษาโมเมนตัม

ถามตรง ๆ ว่าสนามเลือกตั้ง 2569 เป็นครั้งที่พรรคคาดหวังชัยชนะอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียง “สนามทดลอง”?

“อันนี้ก็จะย้อนกลับมาสู่โจทย์หลักที่ว่าเราประเมินผลการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร ผมยังมั่นใจในชัยชนะ และมากกว่าที่ทุกคนประเมิน” ศรายุทธิ์กล่าว

เขาบอกว่า โจทย์ของพรรค ปชน. ที่นำเสนอต่อประชาชนเป็นไปอย่างเรียบง่ายคือ การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนคิดว่ารัฐบาลแบบไหนที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้ ระหว่างรัฐบาลแบบเดิมที่เป็นโควตากลุ่มก๊วน กับรัฐบาลประชาชน ถ้าประชาชนมองเห็นจุดนี้ มันคือจุดตัดในการตัดสินใจว่าแล้วคุณจะเลือกแบบไหน

“เราเอาจริง ไม่อย่างนั้นจะเตรียมคนขนาดนี้หรือ 40-50 คนที่โชว์ตัว… เราทำมาเป็นปี ค่อย ๆ คุย กว่าเขาจะยอมเปิดหน้า และไม่ใช่แค่รับนะ แต่มาร่วมทำนโยบาย มานั่งคุยกันก่อนแล้ว”

8 ปีหลังการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ผู้คนในสังคมมักได้ยินคำพูดติดปากของแกนนำที่ว่า “ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสะสมชัยชนะ” หาก 8 ก.พ. พรรค ปชน. ไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถือว่าประสบความสำเร็จในการขยายแนวร่วมออกไปแล้วหรือไม่ จากที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคนักกิจกรรม” ก็ได้ “เทคโนแครตและมืออาชีพ” เข้ามาร่วมงานเพิ่มเติม?

คำตอบจากศรายุทธิ์คือ พูดยากว่ามันจะไปถึงไหนในรอบนี้ เพราะส่วนตัวยังมองไม่เห็น

“แต่ผมเชื่ออย่างเดียวว่าถ้ามันจะไปต่อ มันต้องได้มากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ คือการได้น้อยกว่าเดิมหรือเท่าเดิมไม่อยู่ในทางเลือกเลย ผมต้องวางที่ 180-200 เสียง นี่คือขั้นต่ำ ผมคิดว่ารักษาตรงนี้ได้ โมเมนตัม (momentum – แรงเหวี่ยง) มันไม่ได้เสียมาก แน่นอนบางส่วนอาจจะผิดหวัง แต่อย่างน้อยมันยังมองเห็นความหวังว่าเฮ้ย ครั้งหน้าเขาถึงแน่ อะไรอย่างนี้ เพื่อให้เราได้ทำงานต่อ มันถึงสำคัญ 180-200 เสียง ผมคิดว่าต่ำกว่านี้ไม่ได้ ถ้าต่ำกว่านี้โมเมนตัมอาจจะเสีย แต่แน่นอนว่าเป้าหมายของเรา ก็ยังมองว่าพยายามไปให้ไกลกว่านั้นและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรค ปชน. เปิดตัวทีม “รัฐบาลประชาชน” โดยมี 4 รองนายกฯ

เลขาธิการพรรค ปชน. ยังยกผลโพลของ 2 การเลือกตั้งมาเทียบกัน

  • โพลสุดท้าย 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง 2566 พรรค ก.ก. มีคะแนนนิยมอยู่ที่ 34% ตามหลังพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ได้ 39%
  • โพล 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 2569 คะแนนนิยมของพรรค ปชน. ไปถึง 31-34% แล้ว

“แต่คนอาจไม่รู้สึก เพราะคะแนนพรรคเคยสูงกว่านี้ อีกทั้งตอนปี 2566 เราเริ่มจากจุดต่ำมาก กราฟเลยชัน คนจึงรู้สึกว่ากระแสพุ่ง แต่รอบนี้เราเริ่มจากสูงแล้ว มันเลยค่อย ๆ ลากไป คนจึงไม่รู้สึกว่ากระแสดี”

ท้ายที่สุดหากพรรค ปชน. ไม่ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้ง จะถูกสรุปหรือไม่ว่าเป็นเพราะพรรคส้มไปเซ็น MOA กับพรรคน้ำเงิน แล้วทำให้ภูมิใจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังได้เป็นแกนนำรัฐบาล?

ศรายุทธิ์คิดว่าก็ต้องยอมรับ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้น ไม่มีปัญหา หากคนประเมินว่าผิดพลาด มีปัญหากับตนไหม ก็ยังคิดว่าไม่นะ แต่โดยส่วนตัว นับตั้งแต่ทำพรรคมา แน่นอนว่า “การตัดสินใจผิดครั้งนั้นเกิดจากเราประเมินผิด วิเคราะห์พลาด มันเป็นเรื่องปกติ ในการตัดสินใจ คนเราผิดพลาดได้ แต่ถ้าเรามองยาว มันก็แค่จุด ๆ หนึ่งที่เราผิด แต่ภาพใหญ่เรายังเดินไปเป้าหมายเดิมไหม เราเปลี่ยนอุดมการณ์ไหม อยากให้มวลชน แฟนคลับ ผู้สนับสนุนมองแบบนี้ด้วย และยืนยันได้ว่าทุกการตัดสินใจ เราไม่ได้เอาตัวคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง”

“ถ้าทุกคนใช้จุดเล็ก ๆ มองหมด ขบวนนี้ไปต่อไม่ได้หรอก มันไม่ทางเปลี่ยนแปลงได้ เราก็แตกสลายกันตลอดเวลา วันนี้เราพยายามดึงทุกฝ่ายมา แล้วก็ไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือสิ่งที่พยายามทำ” เขากล่าวทิ้งท้าย