สำรวจสถานการณ์ปืนในไทย ก่อนรัฐบาลชงแก้กฎหมายควบคุมปืน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

Published เวลาอ่าน: 9 นาที

รัฐบาลสั่งระงับการออกใบอนุญาตอาวุธปืน หลังนักเรียนชายวัย 14 ปีก่อเหตุยิvภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อสัปดาห์ก่อน ตามด้วยเหตุอดีต สส.นนทบุรี บุกไปยิvนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) นนทบุรีเสียชีวิตคาสำนักงาน ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์ราชการนนทบุรีเมื่อวันจันทร์ (10 ส.ค.)

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตำรวจ) งดออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3), กำกับดูแลใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) และงดออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน (แบบ ป.12) ชั่วคราว จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติเป็นอย่างอื่น

นายกฯ ยังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย เร่งยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืนฉบับใหม่ขึ้นมา โดยต้อง “ควบคุมเข้มงวด มีบทลงโทษรุนแรงและเด็ดขาด” เพื่อทดแทนกฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้มาแล้ว 79 ปี

ข้อมูลจากโครงการวิจัยอิสระระดับนานาชาติเกี่ยวกับอาวุธปืนขนาดเล็กที่ชื่อว่า สมอลล์ อาร์มส เซอร์เวย์ (Cramped Hands Observe) ในสวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่ประมาณการล่าสุดเมื่อปี 2560 ชี้ว่า ไทยมีปืนที่อยู่ในการครอบครองของพลเรือนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน โดยอยู่ที่ 10.34 ล้านกระบอก ในจำนวนนี้เป็น “ปืนนอกทะเบียน” กว่า 4.12 ล้านกระบอก

รัฐบาลมีแผนจะกำหนดช่วงเวลาให้ประชาชนส่งมอบอาวุธปืนผิดกฎหมาย หรือปืนที่ได้รับมรดกมาซึ่งไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งนายอนุทินบอกว่า “ไม่รู้จะใช้คำว่านิรโทษได้หรือไม่ ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เป็นบทยกเว้นว่าเมื่อนำมาคืนในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ก็ถือว่าไม่มีโทษอะไร”

ล่าสุด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้นำร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ฉบับใหม่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว

สถิติเกี่ยวกับปืนในไทยบอกอะไรเราบ้าง

การที่ไทยมีปืนอยู่ในมือของพลเรือนมากถึง 10.34 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นอัตรา 15.1 กระบอกต่อประชากร 100 คน ตามการรวบรวมข้อมูลของ Cramped Hands Observe ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศ “หัวตาราง” ของบรรดา 11 ชาติอาเซียน ตามด้วยกัมพูชาที่อยู่ในอัตรา 4.5 กระบอกต่อประชากร 100 คน (พลเรือนมีปืนราว 7.17 แสนกระบอก) และฟิลิปปินส์ 3.6 กระบอกต่อประชากร 100 คน (พลเรือนมีปืนราว 3.8 ล้านกระบอก)

ขณะที่ภาพรวมทั้งโลก สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอัตราการครอบครองปืนของพลเรือนมากที่สุด โดยอยู่ที่ 120.5 กระบอกต่อประชากร 100 คน (พลเรือนมีปืนราว 393.34 ล้านกระบอก) และจากอาวุธปืนทั่วโลกที่มีราว 1,000 ล้านกระบอก ในจำนวนนี้อยู่ในมือพลเรือนราว 857.39 ล้านกระบอก หรือคิดเป็น 85% ณ ปี 2560

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด

สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตมีปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุsะเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490” โดย รศ.สุเมธ จานประดับ อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง และคณะ (2567) ที่พบว่า ไทยเป็นประเทศที่มีปืนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 13 ของโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์กันโพลิซี (GunPolicy) ระบุว่า ไทยมีปืนของพลเรือนประมาณ 10.3 ล้านกระบอก หรือเฉลี่ยทุก 7 คน จะพบผู้เดินบนถนน 1 คนที่มีปืน

จำนวนปืนทั้งหมดในประเทศที่ได้ขึ้นทะเบียนมีอยู่ 6.22 ล้านกระบอก แบ่งเป็น ปืนสั้น 3.74 ล้านกระบอก และปืนยาว 2.47 ล้านกระบอก ส่วนอีกกว่า 4 ล้านกระบอกเป็น “ปืนเถื่อน”

งานวิจัยนี้ยังอ้างอิงสถิติจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) 1-9 ในช่วงปี 2559-2562 พบว่า คดีอาญาที่รัฐเป็นผู้เสียหายและเกี่ยวข้องกับปืนเถื่อนมีจำนวนมากถึง 91,376 คดี เทียบกับคดีอาวุธปืนที่มีทะเบียน 25,034 คดี

ด้านสถาบันชี้วัดและประเมินสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluation – IHME) ระบุเมื่อปี 2562 ว่า ไทยมีอาชญากรรมจากปืนอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับ 15 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศฟิลิปปินส์

นอกจากปืนจะส่งผลต่ออาชญากรรมแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับอัตราการฆ่-าตัวเสียชีวิตในประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากวารสารวิชาการทางอาชญาวิทยา และนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่า การลั่นไกปลิดชีวิตตัวเองเป็นวิธีฆ่-าตัวเสียชีวิตที่นิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากการผูกคอเสียชีวิต และกินยาพิษ

นอกจากนี้ในปี 2565 มีข้อมูลปรากฏว่าไทยมีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืน 2,804 คน หรือคิดเป็นประมาณ 3.91 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยถือเป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

เหตุกราดยิvโคราชเมื่อ 8 ก.พ. 2563 ต่อเนื่องวันที่ 9 ก.พ. 2563 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย รวมผู้ก่อเหตุที่ถูกวิสามัญฆาตกรรรม

รศ.สุเมธและคณะได้ศึกษาวิจัยปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตมีปืน หลังจากเกิด 2 เหตุการณ์ใหญ่ นั่นคือ เหตุกราดยิvที่ จ.นครราชสีมา เมื่อ 8 ก.พ. 2563 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) และบาดเจ็บ 58 ราย ซึ่ง จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ผู้ก่อเหตุ ได้จับประชาชนในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช เป็นตัวประกัน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในวันต่อมา และอีกเหตุการณ์คือ การสังหารหมู่ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อ 6 ต.ค. 2565 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 38 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็ก 24 ราย และบาดเจ็บ 12 ราย โดยมี ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ อดีตตำรวจ สภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู ที่ถูกไล่ออกจากราชการจากพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นผู้ก่อเหตุ ก่อนไปจบชีวิตตัวเองที่บ้านพักพร้อมภรรยาและบุตรชายของเขา

ปัญหาการควบคุมปืนและข้อเสนอจากมุมนักวิจัย

ทีมวิจัยของ รศ.สุเมธได้วิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการขออนุญาตมีปืน ซึ่งบังคับใช้มากว่า 7 ทศวรรษ ทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน และเกิดเป็นปัญหาทางกฎหมายสรุปได้ 11 ข้อ และมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับจํานวนการครอบครองอาวุธปืนของบุคคลแต่ละคน

ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า “การอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนควรมีไว้เพียง 2 กระบอก คือ ปืนสั้น 1 กระบอก และปืนยาว 1 กระบอก เว้นแต่เป็นนักกีฬายิvปืน”

2. ปัญหาเกี่ยวกับบุคคลซึ่งมีประวัติการใช้ความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัว

ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย โดยห้าม “บุคคลซึ่งมีประวัติการใช้ความรุนแรงในครอบครัว” ได้รับใบอนุญาต

3. ปัญหาเกี่ยวกับบุคคลซึ่งมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันอาจกระทบกระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ควรแก้ถ้อยคําในมาตรา 13(9) ใหม่ โดยห้ามออกใบอนุญาตแก่ “บุคคลซึ่งมีความประพฤติไม่ดี”

4. ปัญหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการอนุญาตให้มีปืน

ควรห้ามออกใบอนุญาตเพื่อการยิvสัตว์ แต่คงไว้ซึ่งการใช้ในการป้องกันตัว หรือทรัพย์สิน หรือในการกีฬา

5. ปัญหาเกี่ยวกับอายุของใบอนุญาต

ควรกําหนดอายุของใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน มีอายุ 3 ปีนับแต่วันออกใบอนุญาต

6. ปัญหาเกี่ยวกับอายุของผู้ขออนุญาต

ควรกําหนดอายุของผู้ขอใบอนุญาตต้องมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จากเดิมให้เป็นบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะ หรืออายุ 20 ปี

7. ปัญหาเกี่ยวกับปืนสวัสดิการข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ควรให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งซื้อปืนสวัสดิการโอนปืนแก่ผู้อื่นได้เมื่อลาออกจากราชการหรือเกษียณอายุราชการแล้ว และจำกัดให้ซื้อได้คนละไม่เกิน 2 กระบอก

8. ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ขออนุญาต

ควรห้ามออกใบอนุญาตแก่บุคคลซึ่งไม่มีใบรับรองจากจิตแพทย์

9. ปัญหาเกี่ยวกับการอบรม และทดสอบความรู้เบื้องต้นเรื่องอาวุธปืน

ควรตรากฎกระทรวงเรื่องการฝึกอบรมและทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปืน โดยจัดเป็นหลักสูตรที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้การรับรอง

10. ปัญหาเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม

ควรปรับอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปืนยาว ปืนอัดลม เป็นฉบับละ 1,000 บาท จากเดิม 200 บาท และปืนอื่น ๆ เป็นฉบับละ 3,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท

11. ปัญหาเกี่ยวกับการดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธปืน

ควรบัญญัติความหมายของอาวุธปืนให้ครอบคลุมถึงสิ่งเทียมอาวุธปืนที่ได้ดัดแปลงจนสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายอย่างรุนแรงหรือเสียชีวิตได้

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ครู ผู้ปกครอง และประชาชนร่วมแสดงความไว้อาลัย หลังเกิดเหตุยิvภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อ 7 ส.ค.

ขณะที่วิทยานิพนธ์ “ปัญหากฎหมายควบคุมอาวุธปืน” ของ น.ส.พรนัชชา ชวนชม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2558) ได้ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายอาวุธปืนของต่างประเทศ ทั้งประเทศที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดอย่างอังกฤษ และประเทศที่มีการควบคุมอย่างเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนของไทย

หากเปรียบเทียบสาระสำคัญของกฎหมาย 3 ประเทศ จะพบข้อมูล ดังนี้

  • ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต: ไทยคือ อธิบดีกรมการปกครอง (ในเขต กรุงเทพมหานคร) และผู้ว่าราชการจังหวัด (ในจังหวัดต่าง ๆ), สหรัฐฯ คือ อัยการสูงสุด, อังกฤษคือ หัวหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ (กรณีทั่วไป) และอัยการสูงสุด (กรณีอาวุธปืนที่มีความร้ายแรง)
  • อายุใบอนุญาต: ไทย กำหนดให้มีอายุตลอดความเป็นเจ้าของอาวุธปืนของผู้ได้รับใบอนุญาต, สหรัฐฯ กรณีเป็นผู้ผลิต นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย นักสะสม มีอายุ 1 ปีตามกฎหมายรัฐบาลกลาง ส่วนกรณีบุคคลทั่วไปเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละมลรัฐ, อังกฤษ กำหนดอายุตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประเภทนั้น ๆ
  • วัตถุประสงค์: ไทย เพื่อป้องกันตัว ในการกีฬา ใช้ในการยิvสัตว์, สหรัฐฯ เพื่อป้องกันตนเอง, อังกฤษ เพื่อการกีฬา

จากการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและประเทศที่มีการควบคุมอย่างเสรีต่างอนุญาตให้ประชาชนมี ใช้ และพกพาอาวุธปืนได้ โดยถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะป้องกันตนเองและทรัพย์สิน แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของมาตรการควบคุม หลักเกณฑ์การขออนุญาตมี ใช้ และพกพาอาวุธปืน การกำหนดเงื่อนไข วิธีการตรวจสอบ และความเข้มงวดในการพิจารณาอนุญาต

ผู้วิจัยจึงเสนอให้นำหลักเกณฑ์การควบคุมที่เป็นข้อดีของทั้ง 2 ประเทศมาประยุกต์ใช้กับไทย และกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการควบคุม การมีและใช้อาวุธปืนตามสภาพสังคม โดยมีข้อเสนอแนะ อาทิ

  • ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต เสนอให้เปลี่ยนจากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่ง “เป็นบุคคลที่โดยส่วนมากไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาวุธปืนหรือกฎหมายการควบคุมอาวุธปืน” เป็น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้น ๆ
  • ผู้ขอใบอนุญาต ต้องผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับการดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และการเก็บรักษาอาวุธปืน และเสนอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต
  • อายุใบอนุญาต กำหนดอายุใบอนุญาตให้เหมาะสมกับประเภทของอาวุธปืน เช่น อังกฤษกำหนดอายุ ใบอนุญาตเพียง 1-2 ปี

รมต.-สส. รัฐบาลตั้งธงแก้กฎหมายประเด็นใดบ้าง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

รัฐบาลเตรียมตั้งวงหารือร่วมกันระหว่างกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำหลักการของร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ฉบับใหม่ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ กล่าวย้ำว่า จำเป็นต้องปรับปรุงระบบการควบคุมอาวุธปืนให้เหมาะสมกับยุคสมัย และ “ปิดช่องโหว่ทั้งหมด” โดยในอดีต การควบคุมอาวุธปืนเป็นระบบแอนะล็อก (analog) ให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติและใช้เอกสารกระดาษเป็นใบอนุญาต แต่ต่อไปจะออกแบบระบบ ตั้งแต่การนำเข้าอาวุธปืน การตรวจสอบสต็อกของร้านค้าอาวุธปืน ไปจนถึงการจำหน่ายและการโอน

“นายกฯ มีนโยบายให้เช็กแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จ ต้องตัดยอดในสต็อก ต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง และมีระบบมอนิเตอร์ติดตามไปเรื่อย ๆ รวมถึงต้องไปเช็กดูว่าการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยได้หารือในเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว” นายปกรณ์กล่าวเมื่อ 12 ส.ค.

นายปกรณ์ยังพูดถึงประเด็นที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตควรกำหนดให้มีอายุ 3 ปี หรือการควบคุมเรื่องการโอนซึ่งปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ ทั้งที่ปืนเป็นทรัพย์สินมีทะเบียน ไม่สามารถจำนำได้ การควบคุมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แม้กระทั่งสนามยิvปืนก็ต้องควบคุมมากขึ้น โดยปืนกับเครื่องกระสุนจะต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เห็นจุดอ่อนตามคดีต่าง ๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30-40 นัด

รองนายกฯ ยังบอกด้วยว่า หากไปซื้อปืนในร้านปืนต่างประเทศจะรู้ตั้งแต่ท่าถืออาวุธปืนที่นิ้วมือต้องไม่เข้าโกร่งไก ซึ่งจะดูพฤติกรรมตลอด เขาจะมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะต้องเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม

“ปืนไม่ใช่ปากกา ที่จู่ ๆ จะขายได้ มันอันตราย เมื่ออันตรายและใช้เป็นอาวุธได้ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มข้น” นายปกรณ์กล่าว

ในเวลาต่อมา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อหลักการของร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ผ่านเว็บไซต์ของกรม โดยมีหลักการสำคัญ 13 ข้อ อาทิ กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องมีหนังสือรับรองการตรวจสุขภาพกายจากสถานพยาบาลของรัฐ และหากมีเหตุสงสัย นายทะเบียนท้องที่อาจขอให้ตรวจสุขภาพจิตเพิ่มเติมได้, กำหนดให้มีการทดสอบความรู้ความสามารถในการใช้อาวุธปืน โดยพิจารณาจากหลักฐานแสดงการเข้ารับการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืน และทดสอบความรู้ด้านกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน

นอกจากนี้ยังกำหนดให้นำอาวุธปืนผิดกฎหมาย หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่มีการสั่งนำเข้าหรือค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือที่ดัดแปลงเป็นอาวุธปืน, ปืนที่สามารถออกใบอนุญาตได้ แต่ผู้ครอบครองอยู่ ไม่ได้รับอนุญาต, ปืนที่ได้รับอนุญาต แต่ผู้ครอบครองไม่ประสงค์จะครอบครองแล้ว มาส่งมอบภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ได้รับยกเว้นความผิดทางอาญา

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ขณะที่ สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. คือผู้ออกมาเปิดเผยว่า ร่างกฎหมายอาวุธปืนฉบับใหม่มีเนื้อหาประมาณ 100 มาตรา โดยกำหนดหลักการเอาไว้ 24 ข้อในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อาวุธปืนฉบับเดิม

สส. รายนี้ได้นำร่างกฎหมายดังกล่าวเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะเมื่อ 12 ส.ค. ซึ่งเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับใหม่มีใจความตอนหนึ่งว่า เนื่องจากเทคโนโลยีได้มีการวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่มีความไม่สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรรมอันดีของประชาชนในหลายประการ สมควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันและสร้างความปลอดภัยต่อประชาชน