
ทำงานกะกลางคืนส่งผลต่อร่างกายอย่างไร และวิธีนอนแบบไหนช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ที่มาของภาพ : BBC/GETTY IMAGES

- Creator, พัลลภ โกศ
- Feature, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
- Revealed
- เวลาอ่าน: 10 นาที
มันคือช่วงเวลาตี 4 ของเช้ามืดวันหนึ่ง หอผู้ป่วยเงียบสงัด แพทย์ประจำบ้านหญิงรุ่นเยาว์คนหนึ่งยืนทำงานมาแล้ว 9 ชั่วโมง เธอเหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และดวงตาอ่อนล้า แต่เมื่อกะทำงานสิ้นสุดลงตอน 6 โมงเช้า และในที่สุดเธอก็กลับถึงบ้าน แต่เธอกลับพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่เข้าสู่นิทรา
นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายของเธอซึ่งก่อตัวขึ้นจากวิวัฒนาการนับล้านปีเพื่อปรับชีววิทยาของมนุษย์ให้สอดคล้องกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ กำลังยืนกรานว่านี่คือเวลาเช้า ดังนั้นมันถึงเวลาตื่นนอน ถึงเวลาต้องตื่นตัว ไม่ว่าความมืด ที่อุดหู หรือม่านกันแสงจะช่วยได้มากเพียงใด แต่มันก็ไม่อาจทำให้ภาวะเหล่านั้นสงบลงได้อย่างสิ้นเชิง
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่เป็นการปะทะกันระหว่างความต้องการของงานที่ต้องรับผิดชอบกับกลไกพื้นฐานที่สุดบางส่วนในร่างกายมนุษย์ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในชีวิตของแรงงานทำงานเป็นกะหลายล้านราย ในจำนวนนี้มีทั้งพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพ วิศวกร คนขับรถบรรทุก และคนงานโรงงาน ผู้คอยขับเคลื่อนประเทศให้ดำเนินต่อไปในขณะที่คนอื่นหลับใหลอยู่บนเตียง

ที่มาของภาพ : Getty Photos
เป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะเพิกเฉยต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับราคาที่ต้องจ่ายจากการต่อสู้ของนาฬิกาชีวภาพที่ไม่หยุดยั้งเพื่อรับมือกับวิถีชีวิตใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลืoดสมอง มะเร็ง ความเจ็บป่วยทางจิต และอาจรวมถึงความทรงจำอันมีค่าของพวกเขาด้วย
ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังเริ่มสำรวจว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนอนหลับจะสามารถมีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบจากการทำงานกะกลางคืนได้อย่างไร และอาจช่วยลดผลเสียจากการนอนหลับที่ถูกรบกวนได้หรือไม่
นอกจากนี้การศึกษาของพวกเขายังกำลังทดสอบทฤษฎีที่น่าประหลาดใจอีกด้วย นั่นคือการแบ่งการนอนออกเป็น 2 ช่วงแยกจากกัน แทนที่จะพยายามฝืนนอนให้ยาวต่อเนื่องเพียงครั้งเดียวในเวลากลางวัน และนี่อาจเป็นรูปแบบการนอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องทำงานตลอดช่วงกลางคืนก็เป็นได้
ต้นทุนของการทำงานเป็นกะ
เพื่อทำความเข้าใจว่าการทำงานเป็นกะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ควรเริ่มจากการพิจารณาว่างานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้นบ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการนอนหลับ
การนอนหลับไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนเท่านั้น ขณะที่เรานอนหลับ สมองจะรวบรวมและจัดเก็บความทรงจำของวันนั้น ประมวลผลอารมณ์ และแก้ปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ในช่วงเวลาที่ตื่นอยู่ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue finding outได้รับความนิยมสูงสุดKill of ได้รับความนิยมสูงสุด
รัสเซล ฟอสเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การนอนหลับแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ใช้เวลาตลอดการทำงานของเขาเพื่อศึกษาชีววิทยาของสมองขณะหลับ บอกว่า “การนอนหลับเป็นเสาหลักของสุขภาพเรา”
“ในลักษณะเดียวกับที่เราคิดถึงเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย เราจำเป็นต้องควบคุมมันให้ได้” เขากล่าว
เมื่อมองในแง่นี้ ความตึงเครียดจากการทำงานเป็นกะก็เห็นได้ชัดขึ้น เพราะปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่ความเหนื่อยล้า แต่อาจเกี่ยวข้องกับการรบกวนระบบที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลามากกว่าที่คนจำนวนมากจะตระหนักถึง
หนึ่งในการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ ขณะที่เรานอนหลับ สมองจะทำความสะอาดตัวเอง ภายในเนื้อสมองสีเทามีระบบการไหลเวียนที่เรียกว่า “ระบบไกลมฟาติก” (glymphatic gadget) โดยระบบนี้ของเหลวจะไหลไปตามช่องทางขนาดเล็กข้างหลอดเลืoดในสมอง เพื่อล้างของเสียที่สะสมขึ้นในช่วงเวลาที่เราตื่นอยู่
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสารพิษเหล่านี้เมื่อการนอนหลับถูกรบกวน
ฮิวจ์ มาร์คัส ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยด้านโรคหลอดเลืoดสมองแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เริ่มหาคำตอบของคำถามนี้แล้ว
มาร์คัส และหยู ตงเฉิน นักศึกษาแพทย์ วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของประชาชนมากกว่า 40,000 ราย จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งรวบรวมข้อมูลสุขภาพและภาพสแกนทางการแพทย์ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษของโครงการยูเค ไบโอแบงก์ (UK Biobank) โดยทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงในช่วงเวลาที่มีการสแกนสมอง
นักวิจัยพบว่าพวกเขาสามารถระบุผู้ที่ระบบระบายของเสียของสมองทำงานได้ไม่ดีนัก ที่สำคัญคือ พวกเขาค้นพบว่าผู้ที่มีระบบระบายน้ำเสียบกพร่องมากที่สุด มีแนวโน้มสูงกว่ามากที่จะพัฒนาไปมีภาวะสมองเสื่อมในอีกหลายปีต่อมา จากคำกล่าวของมาร์คัส
“การหยุดชะงักของการไหลเวียนดังกล่าว” เขากล่าว “มันมีบทบาทสำคัญในการคาดการณ์ว่าจากประชากรทั่วไปจำนวนมาก ใครบ้างจะเป็นโรคสมองเสื่อม”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ของเสียที่ระบบนี้กำจัดออกไปมีทั้งโปรตีนที่เรียกว่า อะไมลอยด์ (amyloid) และเทา (tau) ซึ่งเป็นสารสะสมที่พบในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ การอดนอนเพียงคืนเดียวก็ทำให้ระดับอะไมลอยด์ในของเหลวที่ห่อหุ้มสมองเพิ่มขึ้นในแบบที่วัดผลได้ และหากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปีแล้วปีเล่า ผลกระทบที่ตามมาก็น่าเป็นกังวล
การศึกษาของนักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสกาในสวีเดน ซึ่งติดตามแรงงานทำงานเป็นกะมากกว่า 13,000 ราย รวมถึงผู้ที่ทำงานกะกลางคืน เป็นเวลานานสูงสุด 41 ปี พบว่าการทำงานเป็นกะในช่วงวัยกลางคนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมที่สูงขึ้น 36% โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่บุคคลนั้นทำงานเป็นกะ
อย่างไรก็ตาม ศ.ฟอสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การนอนหลับ ระมัดระวังที่จะไม่กล่าวเกินจริงเกี่ยวกับความเชื่อมโยงดังกล่าว
“คุณคงไม่สามารถบอกได้ว่าการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม” เขากล่าว “แต่หากคุณเป็นคนที่มีความเปราะบางต่อโรคนี้อยู่แล้ว มันก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้”
แม้ข้อมูลของ ศ.มาร์คัส แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ แต่เขาเตือนว่าในขั้นตอนนี้ มันยังเป็นเพียงสมมติฐาน และน่าจะมีปัจจัยอื่นอีกมากที่เกี่ยวข้อง
“การนอนหลับมีความสำคัญแน่นอน” เขากล่าว “แต่ปัจจัยสำคัญด้านหลอดเลืoดก็มีความสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิต การสูบบุหรี่ หรือโรคเบาหวาน สิ่งที่แทบไม่เคยมีการพูดถึงเลยคือ ความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์จำนวนมากมาจากปัจจัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถทำอะไรกับมันได้จริง”
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเบื้องต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการนอนหลับที่ถูกรบกวนอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจได้อย่างไร
การวิเคราะห์งานวิจัย 35 ฉบับที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว พบว่าการนอนหลับลดลงเหลือประมาณ 4.5 ชั่วโมงต่อคืนเป็นเวลา 3 คืนขึ้นไป ทำให้กิจกรรมของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปกติแล้วสิ่งนี้เป็นผลดีเมื่อร่างกายต้องต่อสู้กับการติดเชื้อ แต่ก็ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายด้วยเช่นกันซึ่งหากภาวะอักเสบของร่างกายดำเนินอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ
การนอนหลับที่ถูกรบกวนยังทำให้ระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดเพิ่มสูงขึ้น และส่งเสริมให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายเข้าใกล้ภาวะเบาหวานมากขึ้น ระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นยังทำให้การนอนหลับแย่ลงไปอีก ทำให้แรงงานเหล่านี้ติดอยู่ในวงจรที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายซ้ำ ๆ และเมื่อรวมกับการกินของว่างที่มีน้ำตาลสูงเพื่อประคองตัวให้ตื่นตลอดคืน จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่มากพอ หน่วยงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้การทำงานกะกลางคืนอยู่ในกลุ่ม “อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” และจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงเดียวกับเนื้อแดง โดยอ้างอิงหลักฐานที่เชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
สาเหตุอาจเป็นเพราะการรบกวนระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกายส่งผลต่อช่วงเวลาการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติยับยั้งการเกิดเนื้องอก รวมถึงการขาดแสงแดดทำให้ได้รับวิตามินดีลดลง และการนอนที่ถูกรบกวนก็ทำให้เกิดภาวะอักเสบในระดับต่ำด้วยเช่นกัน
การนอนหลับแบบ 2 ช่วง (Biphasic sleep) คืออะไร
สำหรับผู้คนกว่า 3 ล้านคนในสหราชอาณาจักรที่ทำงานกะกลางคืน และแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมนอนแบบที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เรื่องทั้งหมดนี้อาจฟังดูน่ากังวล แต่บรรดานักวิจัยกำลังเริ่มหาทางได้แล้วว่าอะไรอาจช่วยคนทำงานกลุ่มนี้ได้
ดร.ไลน์ วิกตอเรีย โมเอน นักวิจัยจากสถาบันแห่งชาติเพื่ออาชีวอนามัยของนอร์เวย์ในกรุงออสโล กำลังศึกษาว่าการงีบหลับตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบหรือไม่
คณะวิจัยค้นพบสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษากลุ่มแรงงานกะที่ทำงานในเขตใกล้กับขั้วโลกเหนือ (Arctic Circl) บริเวณแถบนี้ดวงอาทิตย์แทบไม่ตกดินในฤดูร้อน และการนอนหลับต้องถูกแย่งชิงมาจากช่วงกลางวันที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับศึกษาการต่อสู้ระหว่างนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ดร.โมเอนติดตามกลุ่มแรงงานทำงานเป็นกะทางตอนเหนือสุดของนอร์เวย์ โดยคนงานเหล่านี้สวมแหวนอูรา (Oura Ring) เพื่อติดตามการนอนหลับ และเมื่อ ดร.โมเอนวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด รูปแบบหนึ่งก็เริ่มปรากฏขึ้น คนจำนวนมากไม่ได้กลับบ้านแล้วหลับยาวต่อเนื่องเพียงครั้งเดียวเพราะความอ่อนล้า แต่พวกเขากลับแบ่งการนอนออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่ายโมง และเข้านอนอีกครั้งในช่วงบ่ายก่อนเริ่มกะทำงานถัดไป
“ร่างกายของพวกเขาบังคับให้ตื่นขึ้นมา” เธอกล่าว “แล้วจึงกลับไปนอนเพิ่มเติมอีกช่วงหนึ่งในตอนบ่ายเพื่อฟื้นฟูร่างกาย”

ที่มาของภาพ : Dr Moen
รูปแบบการนอนนี้มีชื่อเรียกว่า “การนอนหลับแบบ 2 ช่วง” (biphasic sleep) หมายถึงการนอนหลับ 2 ช่วงที่แยกจากกันภายในเวลา 24 ชั่วโมง แทนที่จะนอนเพียงช่วงเดียว และรูปแบบนี้สอดคล้องกับสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ด้านการนอนหลับสังเกตมานานแล้วว่า ในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งยังไม่มีแสงไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น มนุษย์มักนอนหลับแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา
นักวิจัยเสนอว่านี่อาจเป็นจังหวะการนอนที่เป็นธรรมชาติมากกว่า แม้เหตุผลทางชีววิทยาที่อยู่เบื้องหลังยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ก็ตาม
โรเจอร์ เอเคิร์ช นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค ผู้ใช้เวลากว่า 40 ปี ศึกษาบันทึกเอกสารในยุโรปยุคก่อนอุตสาหกรรม ค้นพบว่ารูปแบบหลักของการนอนในโลกตะวันตกจนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นการนอนหลับที่แบ่งเป็น 2 ช่วง
เขาพบว่าครอบครัวทั่วไปจะเข้านอนราว 3 ทุ่ม ตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติหลังเที่ยงคืนประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อสวดมนต์ ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกัน ก่อนจะกลับไปนอนอีกครั้งซึ่งพวกเขาเรียกว่า “การนอนหลับช่วงที่สอง”
รูปแบบดังกล่าวดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งแสงสว่างประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจยามค่ำคืน โคมไฟแก๊สเริ่มส่องสว่างตามท้องถนนในกรุงลอนดอนในปี 1807 ผู้คนเริ่มนอนดึกขึ้น ช่วงเวลาคั่นระหว่างการนอนทั้งสองช่วงจึงสั้นลง และในที่สุดก็หายไปโดยสิ้นเชิง

ที่มาของภาพ : Getty Photos
เอเคิร์ชเชื่อว่าจังหวะการนอนแบบดั้งเดิมนี้ไม่เคยหายไปอย่างสิ้นเชิง
“การตื่นกลางดึกและไม่สามารถกลับไปนอนได้เป็นความผิดปกติด้านการนอนหลับที่พบมากที่สุดในหลายประเทศ” เขากล่าว “และผมขอแย้งว่าในหลายกรณีมันไม่ใช่ความผิดปกติเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ของรูปแบบการนอนในอดีต”
งานวิจัยในห้องปฏิบัติการของ ศ.ฟอสเตอร์เอง ก็สนับสนุนข้ออ้างทางชีววิทยาดังกล่าว ในการทดลองอันโด่งดังชิ้นหนึ่ง โทมัส แวร์ จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองอยู่ในความมืดวันละ 14 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงกลางคืนในฤดูหนาวของยุคก่อนอุตสาหกรรม และภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยไม่มีการชี้แนะใด ๆ พวกเขาก็ค่อย ๆ ปรับตัวไปสู่การนอนหลับเป็น 2 ช่วงตามธรรมชาติ
“มันเป็นรูปแบบพื้นฐานตามธรรมชาติ” ศ.ฟอสเตอร์กล่าว “แทบจะแน่นอนแล้วว่าการนอนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงช่วงเดียวติดกัน”
สิ่งที่ทำให้ ดร.โมเอน ติดใจมากที่สุดไม่ใช่รูปแบบการนอน 2 ช่วงในตัวมันเอง แต่เป็นการขาดแคลนหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอศึกษาข้อมูลเพื่อประเมินว่าการนอนหลับแบบ 2 ช่วงพบได้มากน้อยเพียงใดในกลุ่มแรงงานทำงานเป็นกะ มันมีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างไร และการนอนแยกเป็น 2 ช่วงดีกว่าหรือแย่กว่าการนอนยาวเพียงช่วงเดียวอันเนื่องมาจากความอ่อนเพลียหรือไม่ แต่เธอกลับแทบไม่พบข้อมูลเลย
“ฉันจึงคิดว่านี่น่าสนใจมาก และควรไปศึกษามันอย่างจริงจัง” เธอกล่าว
การศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังประกอบด้วยการตรวจสอบบทคัดย่อของงานวิจัยกว่า 11,000 ฉบับ และวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับการนอนหลับแบบ 2 ช่วงในด้านสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และประสบการณ์ที่แรงงานทำงานเป็นกะรับรู้ด้วยตนเอง โดยผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ของเธอคาดว่าจะเผยแพร่ในช่วงปลายปีนี้
จนถึงขณะนี้ ดร.โมเอนพบว่างานวิจัยที่มีอยู่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ยังกระจัดกระจาย การศึกษาบางชิ้นถือว่าการนอนหลับแบบ 2 ช่วงคือการนอนหลับยาวหนึ่งครั้งบวกกับการงีบสั้น ๆ อีกหนึ่งครั้ง ขณะที่งานวิจัยอีกบางฉบับนับเฉพาะการนอนสองช่วงที่มีระยะเวลาใกล้เคียงกัน และยังไม่มีคำนิยามที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
ภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับการนอนหลับ (Sleep dismay)
เป้าหมายสูงสุดของงานวิจัยของ ดร.โมเอน คือการพัฒนาแนวทางทางคลินิกที่ชัดเจน ซึ่งอาจช่วยเหลือแรงงานทำงานเป็นกะและผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับผิดปกติได้
“พวกเขามักวิตกกังวลมาก เพราะไม่สามารถนอนหลับได้นานหลังจากทำงานกะกลางคืน” ดร.โมเอนกล่าว “คงจะดีหากเราสามารถบอกพวกเขาได้ว่า ที่จริงแล้วการงีบหลับที่ดีในช่วงบ่ายสามารถช่วยได้”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการงีบหลับระหว่างการทำงานเป็นกะในกรณีที่สามารถทำได้ มีความสัมพันธ์กับการลดความง่วงและช่วยเพิ่มความตื่นตัว โดยการศึกษาที่ทำกับบุคลากรทางการแพทย์ชี้ว่า การงีบหลับเพียง 20 – 50 นาทีระหว่างหรือหลังเลิกกะ ก็สามารถช่วยเพิ่มสมาธิและลดอาการง่วงขณะขับรถกลับบ้านได้
คำถามที่งานวิจัยของ ดร.โมเอน จะพยายามตอบอย่างเป็นระบบและรัดกุมกว่าที่เคยมีมาคือ การนอนหลับแบบ 2 ช่วงพบได้บ่อยเพียงใด มีรูปแบบอย่างไร และมีหลักฐานหรือไม่ว่าการแบ่งการนอนเป็น 2 ช่วงสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน ความเหนื่อยล้า หรือความปลอดภัยได้
สามีของเธอซึ่งเป็นคนทำงานเป็นกะเช่นกัน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน
“เขามักตื่นเช้ามากหลังจากนอนไปเพียง 3 หรือ 4 ชั่วโมง” ดร.โมเอนกล่าว “ไม่มีใครอยู่บ้าน ข้างนอกก็มืด แต่เขาก็ยังกลับไปนอนหลับต่อไม่ได้ จังหวะนาฬิกาชีวภาพประจำวันของเขาดึงให้เขาตื่นขึ้นมา”
ร่างกายของเขาไม่ยอมถูกเอาชนะด้วยม่านกันแสง สิ่งที่ ดร.โมเอน ต้องการมอบให้เขา และผู้คนอีกหลายล้านคนที่มีปัญหาเช่นเดียวกันคือการอนุญาตให้พวกเขาหยุดต่อสู้กับสัญญาณจากร่างกาย โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และหันมาปรับตัวให้สอดคล้องกับมันแทน
“ในเมื่อเรารู้ว่าแรงงานทำงานเป็นกะจำนวนมากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนอนในช่วงกลางวันได้จริง ๆ” ดร.โมเอนกล่าว “ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญคือการหาวิธีช่วยให้พวกเขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีกว่าสำหรับตัวเอง”
ค้นพบเพิ่มเติม
วิดีโอสั้น
สิ้นสุด วิดีโอสั้น




































