
ปัจจัยความเป็นชายมีส่วนหรือไม่ ทำไมเหตุกราดยิvส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ-ไทย ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชาย

ที่มาของภาพ : Getty Photos
- Creator, วศินี พบูประภาพ
- Feature, ผู้สื่อข่าว.
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
เหตุการณ์ความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ประเด็นเรื่องปัจจัยแวดล้อมของผู้ก่อเหตุกราดยิvถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง ทั้งการเข้าถึงอาวุธปืนและความกดดันทางสังคม และเมื่อพิจารณาสถิติเหตุความรุนแรงในลักษณะนี้ทั้งในไทยและระดับสากลจะพบสัดส่วนเชิงประชากรศาสตร์ที่เด่นชัด นั่นคือผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
ฐานข้อมูลจาก เดอะไวโอเลนซ์ โปรเจกต์ (The Violence Project) ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลการกราดยิvในสหรัฐอเมริกาครบถ้วนที่สุดตั้งแต่ปี 1966-2025 ชี้ว่าร้อยละ 98 ของผู้ก่อเหตุกราดยิvในพื้นที่สาธารณะของสหรัฐอเมริกาเป็นเพศชาย
สอดคล้องกับรายงานการวิจัยเรื่อง “ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่ และกราดยิvในประเทศไทย” โดยเหมือนเพชร ราชายนต์ และคณะวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รวบรวมข้อมูลรอบ 30 ปี ( พ.ศ. 2537 – 2566) พบว่าสัดส่วนผู้ก่อเหตุกราดยิvในไทยที่เป็นเพศชายสูงถึง 91.84%
นิยามของ “กราดยิv” มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามการระบุของแต่ละหน่วยงาน โดยหน่วยงานวิจัยของรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Study Provider – CRS) กำหนดนิยามเบื้องต้นว่าคือเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 4 รายขึ้นไปในเหตุการณ์เดียวโดยไม่เลือกหน้าและไม่มีอุดมการณ์ก่อการร้ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ฐานข้อมูลอิสระอย่าง The Violence Project กำหนดเงื่อนไขของการกราดยิvเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตถูกยิvด้วยอาวุธปืนโดยไม่นับผู้ก่อเหตุ เกิดในสถานที่สาธารณะ ไม่ใช่เหตุฆาตกรรมในครอบครัวที่เกิดในบ้านหรือมีเหตุจากกิจกรรมอาชญากรรมที่เป็นพื้นฐาน เช่น ความขัดแย้งระหว่างแก๊งหรืออาชญากรรมที่กำลังดำเนินอยู่
ส่วนบริบทของไทย รายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่าใช้เกณฑ์การฆ่-าที่มีเหยื่อเสียชีวิต 3 รายหรือมากกว่าโดยไม่รวมผู้ก่อเหตุ และเกิดขึ้นในโดยไม่มีเวลาแยกห่างระหว่างการสังหาร โดยมีอย่างน้อยหนึ่งรายที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุ และเป็นเหตุการณ์เดียวกันโดยไม่มีเวลาแยกห่างระหว่างการสังหาร ทั้งนี้ต้องไม่เกี่ยวกับสงครามหรือสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์การก่อการร้ายในประเทศหรือระหว่างประเทศ เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองระดับชาติ และวิสามัญฆาตกรรม
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดคดีกราดยิvตามเกณฑ์นี้ เช่น “คดี ผู้อำนวยการกอล์ฟ” ที่ข้าราชการครูระดับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อเหตุยิvที่ร้านทองในห้างโรบินสันใน จ.ลพบุรี เมื่อเดือน ม.ค. 2563 มีผู้เสียชีวิต 3 คน, คดียิvที่ห้างเทอร์มินัล 21 จ.นครราชสีมา ในเดือน ก.พ. 2563 มีผู้เสียชีวิต 30 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) โดยเป็นการก่อเหตุของนายทหาร ตลอดจนคดีเหตุยิvที่ห้างสยามพารากอน ปี 2566 ก่อเหตุโดยนักเรียนชาย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน
หากดูอายุของผู้ก่อเหตุกราดยิvหรือเหตุฆาตกรรมที่มีคนเสียชีวิตหลายคนในสหรัฐฯ พบว่าปะปนกันหลายช่วงวัยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทว่าในประเทศไทยอายุผู้ก่อเหตุระยะหลังบางกรณีมีแนวโน้มเป็นเยาวชนที่อายุน้อยลง โดยเหตุยิvที่สยามพารากอน ผู้ก่อเหตุมีอายุเพียง 14 ปี ขณะที่เหตุยิvครั้งล่าสุดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ผู้ก่อเหตุก็มีอายุเท่ากัน
.พูดคุยกับนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและการก่อการร้าย ตลอดจนสำรวจงานเขียนทางวิชาการ เพื่อหาคำตอบว่าสภาพแวดล้อมและแรงกดดันที่เยาวชนชายต้องเผชิญมีส่วนหรือไม่ และสังคมอาจป้องกันการเกิดเหตุสลดได้อย่างไร
ความกดดันภายใต้กรอบ “ความเป็นชาย”
ในการทำความเข้าใจรากฐานของปัญหา นักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ และผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยา มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่าความคาดหวังของสังคมที่มีต่อเพศชาย เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เด็กผู้ชายตกอยู่ในสภาวะเปราะบางทางอารมณ์
รศ.ดร.มาร์ก สเตฟาน เฟลิกซ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งศึกษาเรื่องความเป็นชายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z)
“ตั้งแต่ตอนที่ทารกเพิ่งลืมตาดูโลก เขาจะถูกบอกว่าเธอเป็นเด็กผู้ชายนะ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงและพออายุได้สัก 3-4 ขวบ พวกเขาก็จะถูกสอนว่า เด็กผู้ชายควรทำแบบนี้ และไม่ควรทำแบบนั้น พอไปเล่นกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน เด็ก ๆ ก็จะพูดว่า ‘เฮ้ย แทนที่จะเล่นตุ๊กตา มาเล่นเป็นทหารแล้วเล่นปืนกันดีกว่า'” รศ.ดร.เฟลิกซ์กล่าว
แนวคิดเรื่องความกดดันจากความเป็นชาย สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ ดร.ปีเตอร์ แลงแมน ผู้เชี่ยวชาญและผู้เขียนหนังสือ Why Formative years Execute: In some unspecified time in the future of the Minds of Faculty Shooters (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า เหตุใดเยาวชนจึงลุกขึ้นมาฆ่-า : สำรวจความคิดผู้ก่อเหตุกราดยิvในโรงเรียน) ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ.ทางโทรศัพท์โดยอธิบายว่า สังคมมักจะมีความคาดหวังให้เด็กผู้ชายต้องแข็งแกร่ง บึกบึน กระบวนการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคม มักปฏิเสธความรู้สึกของเด็กชาย โดยสอนว่าการมีความรู้สึกบางอย่างเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะ “การร้องไห้”
“พวกเขาไม่มีโอกาสที่เท่าเทียมในการแสดงออกทางอารมณ์เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนและยืนยันความรู้สึก พวกเขาถูกตีกรอบไม่ให้มีหรือแสดงอารมณ์บางอย่างออกมา” ดร.แลงแมน อธิบายถึงกลไกทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับเยาวชนชาย
รศ.ดร.เฟลิกซ์ จาก ม.มหิดล กล่าวต่อไปว่า การกดทับด้านอารมณ์ยังส่งผลต่อการยื่นมือหาความช่วยเหลือเมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอาจต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์
“…หากผู้ชายเผชิญกับความทุกข์ใจ เขาต้องทำตัวเข้มแข็ง เขาห้ามไปพบนักบำบัด ครูแนะแนว หรือนักจิตวิทยาเพื่อขอความช่วยเหลือ… ดังนั้นเมื่อไม่อยากสูญเสียความเป็นชาย ไม่อยากสูญเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย เขาจึงเลือกที่จะไม่ไป แต่กลับเก็บกดทุกอย่างไว้ข้างในจนกระทั่งมันsะเบิดออกมา” รศ.ดร.เฟลิกซ์ กล่าว
ห้ามอ่อนแอ แต่ไม่ห้ามใช้ความรุนแรง
อย่างไรก็ดี ดร.แลงแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอาชญากรรม ได้ชี้ให้เห็นต่อไปว่า ผลลัพธ์ของการกดทับดังกล่าวอาจไปขัดขวางการเติบโตทางอารมณ์ และปล่อยให้เด็กผู้ชายต้องเผชิญกับความรู้สึกคับข้องใจและความโกรธ ทำให้มีทางเลือกที่น้อยมากในการจัดการกับความเจ็บปวดทางจิตใจ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งความเจ็บปวดเหล่านั้นอาจsะเบิดออกมาในรูปแบบของความรุนแรง
นอกเหนือจากกระบวนการกดทับทางอารมณ์แล้ว งานวิจัยในบริบทสังคมไทยยังชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการก่อตัวของพฤติกรรมรุนแรงที่สอดรับกับค่านิยมความเป็นชายดังกล่าว
รายงานการวิจัยเรื่อง “การกราดยิvในประเทศไทย: มายาคติกับภัยเงียบที่คืบคลาน” ตีพิมพ์ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดย กุศลิน จีรสินกุล และ รศ.ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล อธิบายพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุผ่าน “ทฤษฎีสะสมความเครียด” (cumulative strain thought) ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
รศ.ดร.อุนิษาและคณะผู้วิจัยระบุว่า วงจรการก่อเหตุรุนแรงเริ่มต้นจาก “ขั้นประสบความเครียดเรื้อรัง” ซึ่งบุคคลนั้นมักเผชิญกับปัญหาการถูกกดทับ สภาพจิตใจ หรือการถูกโดดเดี่ยว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ “ขั้นไม่สามารถควบคุมความเครียดได้”
งานวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดแตกหักคือการที่ผู้ก่อเหตุ ขาดระบบสนับสนุนทางสังคมหรือสถาบันครอบครัวที่คอยเป็นเบาะรองรับและเหนี่ยวรั้งทางจิตใจ เมื่อปราศจากพื้นที่ปลอดภัยให้ระบายความอึดอัดหรือขอความช่วยเหลือ ความกดดันที่สะสมไว้จึงง่ายต่อการถูกจุดชนวนให้กลายเป็นการsะเบิดอารมณ์ผ่านความรุนแรงในท้ายที่สุด

ที่มาของภาพ : Madaree TOHLALA / AFP by capability of Getty Photos
แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.แลงแมน ที่มองว่าถึงจุดหนึ่งสังคมกลับสอนเด็กผู้ชายว่าความรุนแรงช่วยเสริมสร้างสถานะความเป็นชายของตัวพวกเขาเอง
“เพื่อที่จะเป็นผู้ชายที่ดีกว่าเดิม คุณต้องแข็งแกร่ง และนั่นหมายถึงการใช้ความรุนแรงหากจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์หรือวิดีโอเกม ล้วนมีการสนับสนุนให้เด็กผู้ชายแสดงออกในลักษณะนั้น” ดร.แลงแมน ยกตัวอย่าง
แสวงหาคนเข้าใจจากชุมชนเสมือน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่มีพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
“ในตอนนี้แม้ว่าพวกเราจะเชื่อมต่อถึงกันได้ดีขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ต แต่เรากลับสูญเสียทักษะทางสังคมไปมาก สำหรับเยาวชนจำนวนมากที่เติบโตมาพร้อมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลประเภทใดก็ตาม ปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์โดยสมบูรณ์” รศ.ดร.เฟลิกซ์อธิบาย
เขาระบุต่อไปว่า เมื่อรวมกับความกดดันทางเพศสภาพและความรู้สึกแปลกแยก สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่ภาวะความโดดเดี่ยวทำให้เด็กชายต้องเสาะหาชุมชนบนโลกออนไลน์เพื่อเติมเต็มให้เกิด “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง” (sense of belonging)
รศ.ดร.เฟลิกซ์ กล่าวอีกว่าชุมชนที่เด็กผู้ชายในยุคปัจจุบันอาจแตกต่างกันไปตามความสนใจ เด็กผู้ชายบางกลุ่มพบกับกลุ่มคลั่งไคล้ฮีโร่นักกีฬา (athlete hero cherish) ซึ่งเป็นทิศทางเชิงบวกทางเลือกที่เกิดจากการรวมกลุ่มติดตามไอดอลนักกีฬา หากนักกีฬาเหล่านี้สื่อสารข้อความที่ดี เยาวชนก็มีแนวโน้มที่จะซึมซับพฤติกรรมเชิงบวก เช่น การดูแลสุขภาพและการหลีกเลี่ยงอบายมุขตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน นักวิชาการจาก ม.มหิดล ระบุว่า หากพวกเด็กผู้ชายตกอยู่ในพื้นที่หล่อหลอมความเป็นชายสุดโต่ง (the manosphere) ก็อาจถูกกดดันเรื่องการสร้างความสมบูรณ์แบบทางรูปลักษณ์ เสริมสร้างพฤติกรรมเพื่อให้ “สมชายชาตรี” และในบางคราวอาจนำไปสู่วิธีการที่เป็นอันตราย เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ตรงตามมาตรฐานความเป็นชาย

ที่มาของภาพ : AFP by capability of Getty Photos
ด้าน มูนิรา มุสตาฟา ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยสาธารณะชื่อ ชาเซอร์ กรุ๊ป (Chasseur Group) ในมาเลเซียและนักวิจัยอาวุโสจากเวิร์ฟ รีเสิร์ช (Verv Study) ให้สัมภาษณ์กับ.ว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงโดยเยาวชนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยมักมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มวัฒนธรรมย่อยบนโลกออนไลน์ที่เรียกว่า “ชุมชนคนที่สนใจคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง” (lawful crime community หรือ TCC) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความหลงใหลในตัวผู้ก่อเหตุฆาตกรรมหมู่
“เราทราบดีว่าเขาค่อนข้างมีฐานะ และเราทราบว่าเขาเป็นเด็กอายุ 14 ปี ซึ่งมันเข้ากันได้พอดีกับโปรไฟล์ทั่วไปของการโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย TCC ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสาธารณะ วิเคราะห์ถึงลักษณะของผู้ก่อเหตุอายุ 14 ปีที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
“หากคุณลองย้อนดูเหตุโจมตีในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และกรณีที่ถูกสกัดกั้นได้ในสิงคโปร์ ข้อมูลทางอายุนั้นมีความสอดคล้องกันมาก พวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น และเกือบจะทุกคนเป็นเด็กอายุ 14 ปี และเกือบทั้งหมดเป็นเด็กผู้ชาย… สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันก็คือ พวกเขาต่างเคยเปิดรับคอนเทนต์จากคอมมูนิตี้ TCC มาก่อน” มุสตาฟา กล่าวโดยชี้ถึงพฤติกรรมการอวดอาวุธปืนที่โรงเรียนของผู้ก่อเหตุ
มุสตาฟายังอ้างอิงถึงร่องรอยทางดิจิทัลซึ่งเชื่อว่าเป็นของผู้ก่อเหตุว่าบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่สนใจอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงหรือ TCC โดยเธออ้างอิงบัญชีโซเชียลมีเดียที่เชื่อว่าเป็นของผู้ก่อเหตุมีการรีโพสต์เนื้อหากราดยิvในสหรัฐฯ และการใช้แฮชแท็กภาพยนตร์ “#ZeroDay” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ยอดนิยมในกลุ่ม TCC
.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ พันตำรวจเอกภาสกร ไชยทวีวงศ์ ผู้กำกับสภ.ปลายบาง ซึ่งยืนยันทางโทรศัพท์ว่าผู้ก่อเหตุได้นำปืนบีบีกันไปโรงเรียนจริง โดยครูได้ยึดบีบีกันกระบอกนั้นไว้
ส่วนประเด็นการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย พันตำรวจเอกภาสกร ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ในขณะที่เราติดต่อไป ขณะที่ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ยืนยันว่า “มีการใช้โซเชียลมีเดียสูง” แต่รายละเอียดยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมหลักฐาน
อย่างไรก็ดี กรณีมีภาพเผยแพร่ว่าบ้านผู้ก่อเหตุแขวนธงนาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสาธารณะจากมาเลเซียระบุว่า ต้องพิจารณาแยกกันเนื่องจากการนิยมสัญลักษณ์นาซีเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบได้ในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะไม่ได้มีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์การฆ่-าล้างเผ่าพันธุ์ (holocaust) และประเด็นนี้ยังมีลักษณะที่ซับซ้อนหลายมิติ
“ฉันไม่อยากให้น้ำหนักกับเรื่องธงนาซีมากจนเกินไปนัก …เราไม่รู้ว่าในทางอุดมการณ์แล้วเขาฝักใฝ่ลัทธินาซีจริง ๆ หรือไม่” มุสตาฟา กล่าวกับ.
อย่างไรก็ดี เธอระบุว่า “แต่สิ่งที่ฉันสามารถบอกได้ก็คือ มีความเป็นไปได้สูงมากจริง ๆ ที่เขาจะเคยเปิดรับเนื้อหาของชุมชนคนที่สนใจคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงและได้รับแรงบันดาลใจในการลงมือก่อเหตุเพราะสิ่งนั้น”
นอกจากนี้เธอยังชี้ว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยมีกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กผู้หญิงด้วยเช่นกันทว่า “หาได้ยากมาก” โดยเท่าที่เธอทราบมีเพียง 1 คดีที่เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย
ป้องกันตั้งแต่อายุน้อย
แม้สถิติและงานวิจัยจะบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างเด็กผู้ชายและการก่อเหตุรุนแรง แต่ รศ.ดร.เฟลิกซ์ จาก ม.มหิดล ระบุว่า การสรุปว่าเด็กผู้ชายคือปัญหานั้นเป็นแนวทางที่ผิดพลาดและไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
อ.คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวต่อไปว่าผลงานวิจัยของเขาที่ศึกษาการต่อรองกับแรงกดดันของความเป็นชายในกลุ่มเยาวชนอายุน้อยในพื้นที่ ม.มหิดล ชี้ว่าเยาวชนบางส่วนสามารถปรับตัวได้ดีโดยต่อรองกับความเป็นชายที่กดทับด้วยการสร้างความหมายใหม่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่ากลุ่มทดลองในงานวิจัยของเขาไม่อาจตีความครอบคลุมวัยรุ่นชายทั้งหมดได้
ในทางกลับกันเขาเสนอว่าในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทรัพยากรที่จำเป็นเพียงพอในการช่วยเหลือเยาวชน หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
“เราต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาว่าเราจะสามารถช่วยเหลือเยาวชนชายในจุดที่พวกเขาเผชิญอยู่ในชีวิตได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม จิตวิทยา อารมณ์ หรือร่างกาย เพื่อไม่ให้พวกเขาตกลงไปในหุบเหวของการหันหน้าเข้าหาความรุนแรงจากอาวุธปืน” รศ.ดร.เฟลิกซ์ กล่าว
ในระดับครอบครัว รศ.ดร.เฟลิกซ์ แนะนำว่าการป้องกันควรเริ่มตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย โดยผู้ปกครองควรใช้เวลาร่วมกับเด็กผ่านกิจกรรมที่เขาสนใจ และแม้อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่เริ่มปลีกตัวออกห่างก็ควรแสดงท่าทีว่าพร้อมรับฟังเสมอ
“ควรบอกเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กว่าการพูดถึงอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องปกติและโอเคที่จะทำ พร้อมทั้งแนะนำให้พูดคุยเรื่องนี้กับคนที่เขารู้สึกปลอดภัยด้วย” เขาให้คำแนะนำ
อาจารย์จาก ม.มหิดล แนะด้วยว่าผู้ปกครองควรคัดกรองและนำเสนอ “บุคคลต้นแบบ” (aim model) เชิงบวกให้แก่เด็ก เช่น นักกีฬาหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชุมชน และควรเข้าไปแทรกแซงเพื่อเสนอทางเลือกอื่น หากพบว่าเด็กกำลังยึดถือตัวละครในสื่อที่มีพฤติกรรมเชิงลบเป็นแบบอย่าง
“เข้าใจด้วยว่าเมื่อพวกเขาโตขึ้น อาจจะช่วงอายุ 12-13 ปี พวกเขาจะเริ่มแยกตัวออกห่าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นทุกคน แต่จงแสดงให้พวกเขาเห็นเสมอว่าประตูห้องยังเปิดต้อนรับอยู่” รศ.ดร.เฟลิกซ์ กล่าวและบอกว่าผู้ปกครองต้องใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งพอจนกลายเป็นคนที่พวกเขาอยากคุยด้วย ไม่ใช่คนที่พวกเขารู้สึกว่าต้องปิดบังสิ่งต่าง ๆ ไว้ ใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจพวกเขา และทำให้พวกเขาเข้าใจว่าคุณพร้อมที่จะพูดคุยเกี่ยวกับทุกเรื่องที่ทำให้เขาลำบากใจหรือทุกเรื่องที่อยู่ในใจ
อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์สุขภาพจาก ม.มหิดล ระบุด้วยว่า ญาติพี่น้องยังสามารถใช้ประโยชน์จาก “ระยะห่างที่พอดี” เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กให้กล้าปรึกษาปัญหาที่ไม่อาจบอกพ่อแม่ได้โดยตรง โดยต้องเคารพและรักษาความลับของพวกเขาด้วย

ที่มาของภาพ : AFP by capability of Getty Photos
ส่วนในระดับโครงสร้าง คณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ผศ.นพ.พร ทิสยากร เสนอถึงการสร้างวัฒนธรรม “เห็นอะไร บอกออกไป” (Stare Something, Deliver Something) เพื่อให้สังคมช่วยกันรายงานสัญญาณเตือน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสจากการถูกแก้แค้น เพื่อให้เพื่อนนักเรียนและคนรอบข้างกล้าแจ้งข้อมูลความเสี่ยง นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้ง “ทีมประเมินสวัสดิภาพ” (welfare review) ที่เป็นการทำงานร่วมกันของตำรวจและทีมแพทย์ เพื่อเข้าประเมินและช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มเสี่ยงก่อนก่อเหตุจริง
ด้านมูนิรา มุสตาฟา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสาธารณะจากมาเลเซีย เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ “กรอบการประเมินแบบสะสม” (cumulative Review Framework) โดยนำข้อมูลพฤติกรรมในโรงเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน และสภาพแวดล้อมที่บ้านมาเชื่อมโยงกัน แทนการประเมินจากพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว พร้อมเสนอให้มีการกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายให้ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตต้องรายงานเจ้าหน้าที่ หากพบผู้ที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรง
นอกจากนี้ มุสตาฟายังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในการจัดหาอาวุธของเยาวชน โดยเสนอให้รัฐบาลนำระบบสืบข่าวกรองอีคอมเมิร์ซ (e-commerce intelligence) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมและตรวจจับการซื้อขายชิ้นส่วนอาวุธออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมักละเลย
รศ.ดร.เฟลิกซ์ ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการสร้างวาทกรรมในสังคม โดยเน้นย้ำว่า “ผมไม่อยากพูดว่าเด็กผู้ชายกำลังมีปัญหา และไม่อยากไปผลิตซ้ำวาทกรรมเรื่องวิกฤตความโดดเดี่ยวของผู้ชาย (male loneliness epidemic)”
“สิ่งที่เราควรทำคือการมองหาวิธีการที่เราจะไม่เพียงแค่พูดถึงปัญหา แต่หาวิธีจัดการกับมัน ปัญหาคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ การจัดการกับปัญหาต่างหากคือหัวใจสำคัญ” เขาทิ้งท้าย
ค้นพบเพิ่มเติม
วิดีโอสั้น
สิ้นสุด วิดีโอสั้น



































