
30 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รับค่าชดเชยแล้ว ก็ฟ้องค่าเสียหายไม่เป็นธรรมได้” เจาะลึกคำพิพากษาฎีกาที่ 3110 – 3113/2567
กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการทรัพยากรมนุษย์และกฎหมายแรงงาน เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานได้วางหลักการสำคัญใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3110 – 3113/2567 เกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมแบบ “คู่ขนาน” ซึ่งช่วยไขข้อข้องใจว่า “ถ้าได้เงินชดเชยไปแล้ว เรื่องควรจะจบจริงหรือ?”
ที่มาของเหตุการณ์: เมื่อการเลิกจ้างมี “เงื่อนงำ”
ในคดีนี้ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างกลุ่มหนึ่ง ซึ่งลูกจ้างมองว่าการเลิกจ้างครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการจ้างงานปกติ แต่เป็นการ “กระทำอันไม่เป็นธรรม” ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 (เช่น การกลั่นแกล้งเพราะเหตุสหภาพ หรือการรวมตัวเรียกร้องสิทธิ)
ลูกจ้างจึงเลือกเดินเกมรุก 2 ทางพร้อมกัน:
1.ทางสายคุ้มครองแรงงาน: เรียกร้องค่าชดเชยและเงินตามสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
2. ทางสายแรงงานสัมพันธ์: ร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
ประเด็นข้อกฎหมาย: “ซ้ำซ้อน” หรือ “สิทธิแยกส่วน”?
ฝ่ายนายจ้างมักจะสู้ว่า “ในเมื่อลูกจ้างได้รับค่าชดเชยไปแล้ว ก็เท่ากับยอมรับการเลิกจ้าง ไม่ติดใจจะกลับเข้าทำงาน แล้วจะมาฟ้องเรียกอะไรอีก? แบบนี้ถือเป็นสิทธิซ้ำซ้อนหรือไม่?”
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ครับ:
1 กฎหมายคนละฉบับ วัตถุประสงค์คนละอย่างศาลชี้ชัดว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มุ่งเน้น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” เมื่อมีการเลิกจ้าง (หนี้เงิน) ส่วน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มุ่งเน้น “ระบบแรงงานสัมพันธ์และความเป็นธรรม” ดังนั้น ลูกจ้างมีสิทธินำเหตุการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องได้ทั้งสองทาง ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน!
2 มาตรา 7 “กฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิกฎหมายอื่น”ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 7 ระบุชัดเจนว่า การได้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น ดังนั้น การรับค่าชดเชยไป ไม่ได้แปลว่าลูกจ้าง “สละสิทธิ” ในการได้รับความคุ้มครองจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม
3 ไม่กลับเข้าทำงาน… ก็เรียก “ค่าเสียหาย” ได้!นี่คือจุดสำคัญที่สุด! แม้ลูกจ้างจะรับค่าชดเชยไปแล้ว ซึ่งในทางพฤตินัยแสดงว่า “ไม่ประสงค์จะกลับไปร่วมงานกับนายจ้างอีก” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความเสียหายจากการถูกกลั่นแกล้งหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจะหายไป
• คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) มีอำนาจสั่งได้ 3 อย่าง: สั่งให้รับกลับ, สั่งให้จ่ายค่าเสียหาย หรือสั่งให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
• ศาลฎีกามองว่า ถึงลูกจ้างไม่ขอรับการเยียวยาด้วยการ “กลับเข้าทำงาน” แต่ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับ “ค่าเสียหาย” เพื่อชดเชยการละเมิดสิทธิอันไม่เป็นธรรมนั้นอยู่ดี!
บทสรุปและแง่คิดสำหรับนายจ้าง-ลูกจ้าง
– สำหรับลูกจ้าง:
คำพิพากษานี้คือเกราะป้องกันชั้นดี! การรับเงินค่าชดเชยตามกฎหมายไม่ได้หมายความว่าคุณต้องยอมก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง หากการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรม คุณยังมีสิทธิสู้เพื่อศักดิ์ศรีและค่าเสียหายเพิ่มเติมได้
– สำหรับนายจ้าง:
การจ่ายค่าชดเชยให้ครบตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้หมายความว่าจะ “หลุดพ้น” จากความผิดฐานกระทำอันไม่เป็นธรรม การเลิกจ้างต้องมีเหตุผลที่โปร่งใส และไม่เกี่ยวข้องกับการกีดกันสิทธิในการรวมกลุ่มของลูกจ้าง มิเช่นนั้นอาจต้องจ่าย “ค่าเสียหาย” เพิ่มเติมอีกก้อนใหญ่
– สรุปทิ้งท้าย
คำพิพากษาฎีกาที่ 3110 – 3113/2567 นี้ เป็นการยืนยันว่า “ความถูกต้อง” และ “ความเป็นธรรม” เป็นคนละส่วนกับ “หนี้ตามกฎหมาย” และศาลไทยพร้อมคุ้มครองสิทธิลูกจ้างอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดสมดุลในระบบแรงงานสัมพันธ์ไทยครับ!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการแรงงาน
30/3/69
กฎหมายแรงงาน คำพิพากษาฎีกา เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สิทธิลูกจ้าง #HRมืออาชีพ ทนายแรงงาน #LaborLawThailand แรงงานสัมพันธ์
– 006












