
“ฟุตบอลโลกไม่ใช่ของพวกเรา มันเป็นเกมสำหรับพวกเขา” เสียงสะท้อนจากแฟนบอลที่พยายามขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ : Abdulla Adnan
- Creator, นาเดีย ฮูไรมี
- Role, บีบีซี แผนกภาษาอารบิก
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
เมื่อทีมฟุตบอลอิรักผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเมื่อปลายเดือน มี.ค. อับดุลลา อัดนาน ได้ซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมการแข่งขันระหว่างทีมชาติของเขากับนอร์เวย์และฝรั่งเศส ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองบอสตันและเมืองฟิลาเดลเฟียในเดือนนี้
“การได้ไปดูการแข่งขัน ในสนาม ท่ามกลางฝูงชน เสียงเชียร์ และได้เห็นทีมของตัวเอง นั่นมีค่ากับผมมากที่สุดในโลก” เขากล่าว “เป็นความรู้สึกที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้” นี่เป็นเพียงครั้งที่สองที่อิรักผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก ครั้งแรกคือในปี 1986
แต่การขอวีซ่ากลับกลายเป็นเรื่องยาก
และอัดนานไม่ได้เป็นเพียงคนเดียว แฟนบอลจากมากกว่าหนึ่งในสี่ของประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเดินทางหรืออุปสรรคสำคัญในการขอวีซ่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางโดยบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
อย่างไรก็ตาม อิรักไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางของทรัมป์ ดังนั้นอุปสรรคของอัดนานจึงเป็นเรื่องไม่คาดคิด
หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้น สหรัฐฯ ได้ระงับการให้บริการกงสุลในอิรัก เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยในภูมิภาค ซึ่งหมายความว่าไม่มีสถานที่ใดในประเทศที่อัดนานและแฟนบอลชาวอิรักคนอื่น ๆ จะสามารถขอวีซ่าได้ เนื่องจากต้องเข้ารับการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง
อัดนานจึงตัดสินใจเดินทางไปยังจอร์แดน เพื่อพยายามขอวีซ่าที่สถานทูตสหรัฐฯ ที่นั่น แต่เมื่อไปถึงนัดหมาย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเนื่องจากเขาไม่ใช่พลเมืองจอร์แดน สถานทูตจึงไม่สามารถออกวีซ่าให้เขาได้
ตั๋วการเข้าชมการแข่งขัน รวมทั้งตั๋วการเดินทางไปจอร์แดนทำให้เขาต้องเสียเงินประมาณ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 58,900 บาท)
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดEnd of ได้รับความนิยมสูงสุด
เขาเคยพิจารณาที่จะลองขอวีซ่าที่สถานทูตสหรัฐฯ ในตุรกี แต่เนื่องจากไม่มีการรับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ และกระบวนการอาจใช้เวลานานถึงสองสัปดาห์ เขาจึงล้มเลิกความคิด เพราะไม่สามารถอยู่ห่างจากบ้านได้นานขนาดนั้น

ที่มาของภาพ : Julien Kouadio Adonis
แฟนบอลจากที่อื่น ๆ บอกกับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ว่าอุปสรรคอื่น ๆ ก็ทำให้เกิดความโกรธและความไม่พอใจอย่างแพร่หลายเช่นกัน
หนึ่งในอุปสรรคคือ บัญชีรายชื่อประเทศที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดข้อห้ามและข้อจำกัดวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงสี่ประเทศที่เข้าแข่งขันฟุตบอลโลก ได้แก่ เฮติ อิหร่าน เซเนกัล และไอวอรีโคสต์ ซึ่งหมายความว่าพลเมืองของประเทศเหล่านี้ถูกห้ามรับวีซ่าท่องเที่ยวประเภทที่ทางการสหรัฐฯ แนะนำสำหรับแฟนบอล
จูเลียง กูอาดิโอ อโดนีส์ จากสมาคมแฟนบอลไอวอรีโคสต์ คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการสนับสนุนทีม “ช้าง” (ชื่อเล่นของทีมชาติไอวอรีโคสต์) กล่าวว่า “นี่เป็นรูปแบบของการแบ่งแยกที่ไม่กล้าเรียกมันออกมาตรง ๆ แต่หลักฐานมันชัดเจนอยู่แล้ว”
“ไม่มีประเทศยุโรปชาติใดต้องเผชิญข้อจำกัดแบบนี้ ทำไมต้องเป็นแอฟริกา”
โดยปกติสมาคมของเขาจะส่งกลุ่มแฟนบอลไปฟุตบอลโลก แต่ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พยายามเดินทางไปสหรัฐฯ เลย เนื่องจากข้อกำหนดดังกล่าว
แม้ว่าเขาจะโล่งใจที่ไม่ต้องจ่ายราคาตั๋ว “ที่สูงเกินไป” ซึ่งเขาเห็นว่ามีตั้งแต่ 300 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (9,800 – 16,000 บาท) แต่อโดนีส์เชื่อว่าประเทศที่ไม่ต้องการต้อนรับผู้สนับสนุนจากทีมที่ผ่านเข้ารอบ ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก
“ฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่าตื่นตาตื่นใจ และกีฬาที่น่าตื่นตาตื่นใจก็ต้องการผู้ชม” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ “พลาดเป้าหมายไปแล้ว”

ที่มาของภาพ : Aliou Ngom
ประเทศที่มีฐานะดีกว่า 42 ประเทศได้รับประโยชน์จากโครงการยกเว้นวีซ่า ซึ่งสามารถสมัครออนไลน์ผ่านระบบ Electronic Device for Spin Authorization (Esta) ของสหรัฐฯ โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,300 บาท) ไม่มีประเทศแอฟริกาอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ผู้ที่ต้องการวีซ่าต้องจ่าย 185 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,000 บาท) เข้ารับการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง และแสดงเจตนาจะออกจากสหรัฐฯ หลังการเดินทาง และ/หรือความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการมาเยือนประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค. ทางการสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกข้อกำหนดเงินประกันสูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 490,000 บาท) สำหรับผู้ที่มาจากประเทศที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก ได้แก่ แอลจีเรีย เคปเวิร์ด ไอวอรีโคสต์ เซเนกัล และตูนิเซีย โดยต้องมีตั๋วฟุตบอลโลกที่ถูกต้อง ซึ่งผู้สนับสนุนจากเซเนกัลและไอวอรีโคสต์ต้องได้รับวีซ่าก่อนเดือน ธ.ค.
อาลิอู งอม แฟนบอลชาวเซเนกัล เคยไปชมฟุตบอลโลกสองครั้งล่าสุดที่กาตาร์และรัสเซีย สำหรับเขา หนึ่งในไฮไลต์ของการแข่งขันคือการได้เห็น “วัฒนธรรมจากทั่วโลกมารวมกัน”
นักกีฬาหลายคนในทีมบาสเกตบอลหญิงของเซเนกัลถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว และเช่นเดียวกับอโดนีส์ งอมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่เขาจะสมัครวีซ่าในฐานะแฟนบอล
การวิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยบีบีซี พบว่า อัตราการปฏิเสธวีซ่าสำหรับพลเมืองของ 11 จาก forty eight ประเทศที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก สูงกว่า 40% ซึ่งรวมถึงผู้สมัครทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะแฟนฟุตบอล
เมื่อเทียบกับอัตราการปฏิเสธเฉลี่ยของวีซ่าธุรกิจประเภท B1 และวีซ่าท่องเที่ยวประเภท B2 (ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทที่แนะนำสำหรับแฟนฟุตบอล) จากทุกประเทศอยู่ที่ 34%

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2024 ถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2025 ดังนั้นจึงไม่รวมแฟนฟุตบอลที่สมัครในช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา ทั้ง 11 ประเทศคือ เอกวาดอร์ อียิปต์ เฮติ แอลจีเรีย อุซเบกิสถาน เคปเวิร์ด จอร์แดน อิหร่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กานา และเซเนกัล
ด้วยอัตราการปฏิเสธวีซ่าที่สูง ทำให้แฟนบอลจากประเทศเหล่านี้ยากที่จะตัดสินใจว่าจะเสี่ยงใช้เงินจำนวนมากซื้อตั๋วการแข่งขันก่อนสมัครวีซ่าหรือไม่ เนื่องจากอาจไม่ได้รับวีซ่า
หากซื้อตั๋วโดยตรงจากฟีฟ่า พวกเขาสามารถขายต่อผ่านเว็บไซต์ของฟีฟ่าโดยมีค่าธรรมเนียม และใช้ระบบฟีฟ่า พาส (Fifa Pass) เพื่อเร่งกระบวนการขอวีซ่า
“ฟีฟ่า พาส (Fifa Pass) เป็นก้าวย่างด้านบวก เพราะพยายามให้ผู้ถือตั๋วได้รับการนัดสัมภาษณ์วีซ่าแบบเร่งด่วน” เซลีน อัตตัลลาห์ ผู้ดำเนินสำนักงานกฎหมายด้านการตรวจคนเข้าเมืองใกล้เมืองบอสตันในรัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าว
แต่เธอกล่าวเสริมว่า แม้จะช่วยให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติวีซ่า
“ระบบวีซ่าคือผู้เฝ้าประตูที่มองไม่เห็นของฟุตบอลโลก” อัตตัลลาห์กล่าว “ฟีฟ่าสามารถขายตั๋วได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ตัดสินว่าใครจะได้รับวีซ่า และ CBP หน่วยงานศุลกากรและพิทักษ์ชายแดน เป็นผู้ตัดสินว่าใครจะได้เข้าประเทศจริง”
แม้จะมีวีซ่าแล้ว ผู้ที่เดินทางไปสหรัฐฯ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เข้าประเทศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชายแดนยังสามารถปฏิเสธการเข้าเมืองได้

อาบู คาสส์ เป็นหัวหน้าสมาคมแฟนฟุตบอลของจอร์แดน ประเทศที่มีอัตราการปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ อยู่ที่ 57% ในช่วงหนึ่งปีจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2025
“พวกเขาปฏิเสธคนมาในช่วงสามถึงสี่เดือนที่ผ่านมา” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขาไม่รู้จักแฟนบอลคนใดที่ได้รับวีซ่าเลย ขณะที่สมาคมผู้สนับสนุนชาวจอร์แดนในสหรัฐฯ บอกกับบีบีซี ว่ารู้จักเพียงหนึ่งคนที่ได้รับวีซ่า
คาสส์กล่าวว่าเขาได้นำเอกสารมากกว่า 42 ฉบับติดตัวไปด้วยในวันนัดขอวีซ่าที่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ซึ่งคำขอวีซ่าของเขาถูกปฏิเสธ โดยที่สหรัฐฯ ไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ
“ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ใช่ของเรา” คาสส์กล่าว “มันไม่ใช่สำหรับชาวอาหรับ แต่เป็นของพวกเขา หากหัวหน้าสมาคมแฟนบอลยังถูกปฏิเสธ แล้วใครจะได้รับการอนุมัติ”
ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ระบบตรวจคนเข้าเมืองจำเป็นต้องเข้มงวด เนื่องจากความท้าทายในการบริหารจัดการการเคลื่อนไหวของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ข้ามพรมแดน
กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติระบุว่า มีผู้ที่ถือวีซ่าชั่วคราวอยู่เกินกำหนดวีซ่ามากกว่า 538,000 ราย ระหว่างเดือน ต.ค. 2023 ถึง ก.ย. 2024 และศูนย์วิจัยพิว (Pew Compare Center) ประมาณการว่า ในปี 2023 ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเริ่มดำเนินการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย มีผู้อพยพอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมายถึง 14 ล้านคน
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวกับบีบีซีว่ารัฐบาล “พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกสำหรับฟุตบอลโลกฟีฟ่าที่ใหญ่ที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” และบอกว่า “แฟนบอลจากต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ Fifa Pass เพราะเป็นพลเมืองของแคนาดาหรือหนึ่งใน 42 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า” หรือมีวีซ่าอยู่แล้ว
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังระบุว่าในทุกกรณี “เราจะใช้เวลาที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สมัครไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ” และ “เราพิจารณาใบสมัครวีซ่าแต่ละกรณีเป็นรายบุคคล หลังจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรอบด้าน เพื่อพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่”

ที่มาของภาพ : AFP through Getty Shots
ประเทศที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกสี่ครั้งล่าสุดได้จัดตั้งระบบวีซ่าพิเศษสำหรับแฟนบอล แม้ว่าการอนุมัติเอกสารเดินทางจะไม่ถูกรับประกันก็ตาม
อย่างในปี 2022 ทางการกาตาร์เปิดตัวบัตรฮายยา (Hayya) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งบัตรประจำตัวแฟนบอลและวีซ่าเข้าประเทศในช่วงการแข่งขัน โดยการสมัครทั้งหมดทำผ่านออนไลน์
แม้ว่าแฟนบอลจำนวนมากจะพบว่าระบบนี้สะดวก แต่บางส่วนรายงานว่าประสบปัญหาทางเทคนิค และแฟนบอลชาวเยเมนบางคนถูกยกเลิกบัตรโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ตามรายงานของมิดเดิล อีสต์ อาย (Center East Peer)
ในฟุตบอลโลกปี 2018 ที่รัสเซีย มีระบบคล้ายกัน แฟนบอลที่มีตั๋วและลงทะเบียนในระบบแฟน ไอดี (Fan ID) จะได้รับเอกสารยืนยันตัวตนที่อนุญาตให้เข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า โดยไม่ต้องเข้ารับการสมัครด้วยตนเอง
และในการแข่งขันที่บราซิลปี 2014 และแอฟริกาใต้ปี 2010 มีการออกวีซ่าประเภทพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้แฟนบอล
แม้แคนาดาและเม็กซิโกจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในรอบนี้ แต่จากการแข่งขันทั้งหมด 104 นัด มี 78 นัด รวมถึงนัดชิงชนะเลิศ ที่จะจัดขึ้นในเมืองต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ
ระบบตรวจคนเข้าเมืองและวีซ่าของแคนาดาและเม็กซิโกแตกต่างจากสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศไม่ได้ออกมาตรการห้ามเดินทางสำหรับประเทศใดโดยเฉพาะ แม้ว่าแคนาดา เช่นเดียวกับสหรัฐฯ จะเพิ่งใช้ข้อจำกัดการเข้าประเทศกับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคอีโบลาในแอฟริกา ซึ่งรวมถึงผู้ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
แคนาดากำหนดให้ผู้สมัครวีซ่าต้องส่งข้อมูลไบโอเมตริก และมีสองประเทศที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก คือ อิหร่านและเคปเวิร์ด ที่ไม่มีสถานที่สำหรับเก็บข้อมูลดังกล่าว
ขณะที่แคนาดาไม่ได้แยกอัตราการปฏิเสธวีซ่าตามประเภทหรือประเทศ แต่มีอัตราโดยรวมสำหรับปี 2025 อยู่ที่ 54%
ส่วนเม็กซิโกไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลการปฏิเสธวีซ่า โดยกำหนดให้ผู้สมัครต้องยื่นคำขอด้วยตนเองที่สถานทูตหรือสถานกงสุล ซึ่งจากประเทศที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก มี 8 ประเทศ เช่น เคปเวิร์ด สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ไอวอรีโคสต์ เซเนกัล อุซเบกิสถาน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ตูนิเซีย และอิรัก ที่ไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลเม็กซิโก
รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ แอฟริกา













