ตำรวจ-กรุงเทพมหานคร อาจต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ หากพบว่าปล่อยปละละเลยจนไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

สำนักงานเขตจตุจักรปิดประกาศห้ามใช้อาคารร้าน ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' เป็นเวลา 30 วันหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้
Article Data
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าว.
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นที่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' เมื่อกลางดึกวันที่ 12 ก.ค. มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 คน ทั้งผู้เข้าใช้บริการ และคนที่ทำงานในนั้น เช่น นักดนตรี อีกทั้งยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

ในทางทะเบียน สถานที่แห่งนี้คือ ‘ร้านอาหาร' ที่ขออนุญาตให้มีการเล่นดนตรีภายในร้าน แต่ในทางปฏิบัติ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข่าย ‘สถานบริการ' ซึ่งต้องผ่านการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าหรือไม่ เมื่อมีทั้งการขายสุรา และการแสดงดนตรีสด

หากย้อนคดี ‘ซานติก้าผับ' ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ลักษณะคล้ายกัน ศาลปกครองสูงสุดก็เคยตัดสินให้กรุงเทพมหานคร ต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมให้กับญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บมาแล้ว เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ามีการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่

แนวคำพิพากษาเดิมจะสามารถเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ได้หรือไม่ และนอกจาก กรุงเทพมหานคร แล้ว มีหน่วยงานใดที่อาจมีส่วนช่วยป้องกันเหตุได้หากมีการกำกับดูแลอย่างเข้มข้น

บทบาทหลักคือ กรุงเทพมหานคร ต้องกำกับดูแลการใช้อาคาร

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ บอกกับ.ว่า เมื่อ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' จดทะเบียนในฐานะ ‘ร้านอาหาร' ทำให้ในทางการตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะอ้างอิงตามกฎหมาย พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แทนที่จะตรวจสอบตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

“ในเรื่องของร้านอาหาร มันไม่ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องจำนวนคน เรื่องปริมาณเลย มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสะอาดนะครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นวัตถุประสงค์คนละเรื่อง” เขาอธิบาย “ทีนี้พอคุณจะมาทำสถานบริการ อันนี้มันก็จะเป็นการควบคุมกับเรื่องอื่นแล้ว เป็น เรื่องเกี่ยวกับการใช้เป็นสถานที่เต้นรำ สถานบันเทิง เป็นอะไรต่าง ๆ”

ดร.พีรภัทร ระบุว่าเมื่อมีการจดทะเบียนเป็น ‘ร้านอาหาร' เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องเข้ามาตรวจสอบตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ก็คือกรุงเทพมหานคร ( กทม. ) ซึ่งวัตถุประสงค์ในการตรวจก็ต่างกับร้านที่มีการจดทะเบียนเป็น ‘สถานบันเทิง' อยู่แล้ว

“วัตถุประสงค์ของการตรวจมันก็ต่างกันอยู่แล้วนะครับ เขาก็ตรวจแค่ว่ามีทุกอย่างครบถ้วนหรือเปล่า” เขากล่าว “โครงสร้างปลอดภัยไหม มีทางเข้าออกครบไหม ซึ่งเขาก็บอกว่าเขามีครบไงครับ… แต่ว่าไม่ได้ ไม่ได้ดูว่าในความเป็นไปได้ของการใช้งานจริงที่เวลาคนมันรองรับเยอะ ๆ แล้วมันจะเข้าออกได้ขนาดนั้นไหม”

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

เทียบเคียง ‘ซานติก้า' ศาลปกครองเคยสั่ง กรุงเทพมหานคร ชดใช้ค่าเสียหาย

ดร.พีรภัทร ไม่ฟันธงว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นกับ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' มาจากความประมาทหรือละเลยของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบด้วยหรือไม่ โดยเขามองว่ากรณีนี้ข้อเท็จจริงยังไม่นิ่ง แต่เขาก็ยกตัวอย่างคดีซานติก้าผับในอดีต ที่ศาลปกครองสูงสุดเคยลงโทษ กรุงเทพมหานคร ให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมมาแล้ว

“เคสซานติก้ามันเป็นที่อยู่อาศัยแล้วมาดัดแปลงอาคารให้มาใช้เป็นสถานบริการ แล้วก็มีอะไรต่าง ๆ ที่มันไม่ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้นเคสนี้ก็ต้องไปดูตามกฎหมายเช่นเดียวกันแหละครับ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะเป็น กรุงเทพมหานคร เป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่” เขากล่าว

“แต่ส่วนใหญ่อะไรอย่างนี้ ถ้ามันเกิดเหตุเนี่ย ค่อนข้างเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะทำงานไม่ครบถ้วนนะครับ แต่อันนี้ต้องไปดูก่อนว่ามันมีความผิดตามอะไรบ้าง เพราะว่าตอนนี้ข้อเท็จจริงมันยังไม่นิ่ง”

“ที่ผมยังไม่กล้าตอบ 100% คือลักษณะของกิจการอันนี้ มีหน่วยงานไหนไหมที่ต้องรับผิดชอบ ลักษณะของใบอนุญาตที่เขาขอไป มีหน่วยงานไหนไหมที่ต้องมาตรวจตราดูแล แล้วถ้าเขามีหน้าที่แล้วเขาไม่ทำอย่างนี้ เขาต้องรับผิดชอบแน่นอน” โฆษกสภาทนายความ ระบุกับ.

ที่มาของภาพ : Getty Images

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในปี 2559 ให้ กรุงเทพมหานคร ต้องร่วมชดใช้ค่าค่าสินไหมทดแทนให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับ ในอัตรา 25% ของค่าเสียหายทั้งหมด

.ย้อนไปดูคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 พบว่าศาลพิพากษาให้กรุงเทพมหานครต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับ ในอัตรา 25% ของค่าเสียหายทั้งหมดที่ศาลกำหนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละราย เนื่องจากศาลมองว่าการละเลยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กรุงเทพมหานคร ก็มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย แม้สาเหตุหลักจะมาจากความประมาทอย่างร้ายแรงของเจ้าของอาคารและผู้จุดดอกไม้เพลิงก็ตาม

ในคำพิพากษาดังกล่าว ศาลมองว่ากรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อาทิ

  • ปล่อยให้มีการใช้อาคารผิดประเภทและดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการที่ซานติก้าผับได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพักอาศัยและพาณิชย์ แต่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นสถานบริการโดยไม่ได้ขออนุญาต
  • ผู้อำนวยการเขตวัฒนาในตอนนั้น ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ควรทราบว่ามีการใช้อาคารดังกล่าวเป็นสถานบริการ เพราะพื้นที่ตั้งอยู่ห่างจากสำนักงานเขตวัฒนาไม่มาก
  • ไม่ได้ตรวจตราอย่างเคร่งครัดกรณีระบบป้องกันอัคคีภัยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไม่มีป้ายทางหนีไฟที่มองเห็นได้ชัดเจน และใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย โดยมีเจ้าหน้าที่เคยเข้ามาตรวจสอบพื้นที่แล้ว แต่ผู้อำนวยการเขตไม่ได้มีคำสั่งให้แก้ไข

แต่สำหรับกรณีของ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' โฆษกสภาทนายความมองว่าต้องย้อนไปดูตอนที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบร้าน ว่าขณะนั้นมีสภาพเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากพบแต่ไม่ได้สั่งให้แก้ไข เจ้าหน้าที่ก็อาจมีความผิด

แต่ในทางกลับกัน หากขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ร้านทำถูกกฎหมาย ทว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพอาคารในภายหลัง หน่วยงานก็อาจอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากไม่ได้มีการร้องเรียนมาก็ได้

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าสำนักงานเขตจตุจักรเคยเข้ามาตรวจสอบร้าน ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' ไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

เมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าสำนักงานเขตจตุจักรเคยเข้าไปตรวจสอบอาคารแห่งนี้แล้วเมื่อเดือน เม.ย. 2569 และพบว่ามีทางหนีไฟ 2 ทาง มีป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และเครื่องดับเพลิงครบถ้วน แต่สภาพในวันที่เข้าตรวจอาจแตกต่างจากการใช้งานจริง เนื่องจากพบว่ามีการตั้งโต๊ะขายสินค้าบริเวณทางออก หรือมีการวางวัสดุกีดขวางทางหนีไฟ

.ตรวจสอบภาพถ่ายในอดีตของสถานที่ตั้งร้านแห่งนี้ผ่านทางกูเกิลสตรีทวิว พบว่าบริเวณหน้าร้านฝั่งถนนลาดพร้าว มีลักษณะภายนอกคล้ายกับตอนเกิดเหตุ คือเป็นอาคารปิดทึบ มีประตูลักษณะเหมือนทางเข้า-ออก 2 บานอยู่คนละฝั่งริมถนนลาดพร้าว และมีกระจกติดผนังอยู่หลายบานระหว่างประตู มาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567

เราไม่พบภาพที่จะยืนยันสภาพภายในร้าน ณ เวลานั้นว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการคนหนึ่งเคยเขียนรีวิวร้านนี้ไว้ในกูเกิลแมปว่า “มีทางเข้าออกทางเดียว เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น น่ากลัวมาก” ซึ่งทางร้านได้ตอบกลับว่าทางเข้าออกของร้านมี 4 ทาง แต่จะเปิดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดย “ทีมงานการ์ด และ น้อง ๆ ในร้านสามารถแก้ไขปัญหาได้ครับ”

และเมื่อ 5 เดือนก่อน ก็มีผู้ใช้บริการคนหนึ่งโพสต์วิดีโอบรรยากาศภายในร้าน ซึ่งเห็นลูกค้าจำนวนมากยืนเต้นที่โต๊ะของตนเองตามเสียงดนตรีที่กำลังเล่นสด

ที่มาของภาพ : Google Avenue Look for

ภาพหน้าร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จากการบันทึกของกูเกิลสตรีทวิวในเดือน ม.ค. 2567

.นำประเด็นนี้ไปถาม ดร.พีรภัทร ว่าเขตจตุจักรที่ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังจากมีการเผยแพร่คลิปนี้ จะอ้างไม่รู้ได้หรือไม่ว่าสถานที่ดังกล่าวอาจเข้าข่าย ‘สถานบริการ' ในทางปฏิบัติ

“เจ้าหน้าที่เราทำงานเชิงรับเนาะ เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการออกไปดูข้างนอกครับ คือถ้าไม่มีใครแจ้งไปที่หน่วยงานเขา เจ้าหน้าที่เขาคงบอกว่าเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปดูกูเกิลแมปของทุกที่ครับ ไม่งั้นเขาก็ต้องดูทุกที่เลยอะไรอย่างนี้” เขาตอบ “คือการตรวจของหน่วยงานราชการบ้านเรามันยังไม่ค่อยก้าวหน้า”

“บ้านเราเวลาหน่วยงานรัฐจะไปตรวจ หลาย ๆ หน่วยงานชอบบอกก่อน โอเค เดี๋ยวฉันจะเข้าไปตรวจวันนั้นวันนี้เจอนะ คำถามคือเวลาพอบอกไปแล้วเนี่ย ทุกคนเตรียมตัวไหม ทุกคนเตรียมตัวครับ เพราะฉะนั้นไปตรวจยังไงส่วนใหญ่ก็ผ่าน ถ้ามันไม่แย่จริง ๆ”

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ตั้งคำถามผ่าน.ว่า ในเมื่อหน่วยงานของกรุงเทพมหานครลงไปตรวจสอบพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือน เม.ย. เหตุใดจึงตกหล่นเรื่องระบบป้องกันอัคคีภัย

“กรณีนี้ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ถ้าตามข่าวก็ไม่เห็นเนาะ เครื่องตรวจจับควัน อันนี้มีไหมก็ต้องไปดู ป้ายบอกทางหนีไฟที่ถึงแม้ว่าพอไฟไหม้มันไฟดับหมดเนี่ย มันก็ต้องสามารถมีไฟสำรองส่องสว่างให้เห็น และวัสดุจะต้องทนไฟไม่ลามไฟ ซึ่งอันนี้ชัดเจนว่ามันไม่ได้ทำตามในส่วนนี้เลย”

“การตรวจเรื่องความปลอดภัยของเขตจตุจักรมันหละหลวมมาก มันสะท้อนว่าคุณไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเลย เพราะฉะนั้นเขา (เขตจตุจักรและกรุงเทพมหานคร) ก็ควรจะต้องรับผิดชอบ” เธอระบุ

จดทะเบียนเป็น ‘ร้านอาหาร' แต่สภาพจริงเป็น ‘สถานบริการ' หน่วยงานไหนต้องดู

ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 นิยามของคำว่า ‘สถานบริการ' รวมถึง “สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจําหน่ายหรือให้บริการ โดยมีรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง” ซึ่งรวมถึงการ “มีดนตรี การแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงและยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดง หรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า” หรือ “มีการเต้นหรือยินยอมให้มีการเต้น หรือจัดให้มีการแสดงเต้น เช่น การเต้นบนเวทีหรือการเต้นบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม”

กฎหมายฉบับดังกล่าวยังระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการเว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ซึ่ง ‘พนักงานเจ้าหน้าที่' ก็ระบุไว้ชัดเจนด้วยว่า “สําหรับกรุงเทพมหานคร หมายความถึงผู้บัญชาการตํารวจนครบาล (ผบช.น.) ขณะที่ในจังหวัดอื่น หมายความถึงผู้ว่าราชการจังหวัด”

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับสื่อเมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) ว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าการปรับปรุงต่อเติมอาคารร้านเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่ และหน่วยงานใดเป็นผู้อนุญาต

คำถามคือ เมื่อสภาพร้านในทางปฏิบัติ เข้าข่ายเป็น ‘สถานบริการ' ที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต หน่วยงานไหนควรต้องเข้ามาบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างกรุงเทพมหานครที่มีอำนาจตรวจสอบอาคารซึ่งจดทะเบียนเป็น ‘ร้านอาหาร' หรือตำรวจนครบาลที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

ดร.พีรภัทร ระบุว่า ในการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของ กรุงเทพมหานคร หากพบความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ๆ กรุงเทพมหานคร ก็สามารถแจ้งเรื่องประสานไปได้ ส่วนตำรวจเองหากเคยเข้ามาตรวจแล้วพบว่าสถานที่แห่งนี้เข้าข่ายเป็นสถานบริการที่ไม่ได้จดทะเบียน ก็สามารถเอาผิดได้ และหากไม่เอาผิดก็อาจเข้าข่ายละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ได้

“มีโอกาสเลยครับ สมมุติว่าอย่างนี้ ผมว่าเราไปดูที่ร้านได้ ปกติมันจะบอกว่ามีตำรวจมาตรวจหรือเปล่า มี document (บันทึก) มีอะไรอย่างนี้นะครับ ปรากฏว่าถ้ามีตำรวจมาตรวจแล้วยังปล่อยปละ อันนี้หน่วยงานเขาอาจจะต้องรับผิดชอบ”

“เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องดูว่า เอ๊ะ มีใครเคยมีการแจ้งไปไหมว่ามีร้านนี้ ๆ มาประกอบกิจการอยู่นะ อะไรอย่างนี้ สมมุติถ้ามีบันทึกประจำวันหรือมีแจ้งความแล้วเขาไม่ไปตรวจอย่างนี้ มันค่อนข้างชัด” โฆษกสภาทนายความกล่าว

ด้าน รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าแม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จะไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานบริการ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ เอาผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ซึ่งกฎหมายระบุโทษจำคุกสูงสุดหนึ่งปี

เขายังตั้งคำถามถึงการตรวจสอบของเขตจตุจักรก่อนหน้านี้ที่พบว่าสถานที่มีประตูหนีไฟและทางหนีไฟครบถ้วนนั้น เป็นเพราะแจ้งทางร้านล่วงหน้าก่อนเข้าไปตรวจหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบไม่ควรแจ้งล่วงหน้า และตรวจในเวลาให้บริการจริง

“เขตจตุจักรก็มีส่วนบกพร่องด้วยแน่ ยิ่งบอกว่า ‘ประตูหนีไฟมี แต่ไม่รู้เปิดได้ไหม ต้องไปตรวจสอบ' อันนี้บกพร่องแน่นอนครับ แต่บกพร่องหรือผิดถึงขนาดไหนให้ว่าไปตามข้อเท็จจริงครับ” นักนิติศาสตร์จาก มธ. ระบุบนโพสต์ดังกล่าว

โซนนิ่งกำหนด จดเป็น ‘สถานบริการ' ไม่ได้

ทั้งนี้ ต่อให้ร้านที่มีสภาพเป็นผับบาร์ต่าง ๆ อยากจะจดทะเบียนเป็นสถานบริการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็อาจจะจดไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่ได้อยู่ในเขตที่กำหนด

ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545 พื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร มีเพียง 3 โซนเท่านั้น ได้แก่

  • ย่านพัฒน์พงษ์ คาบเกี่ยวถนนนเรศ ถนนสุรวงศ์ ถนนสีลม ถนนเดโช ถนนพระรามที่ 4 และถนนนราธิวาสราชนครินทร์
  • ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ คาบเกี่ยวถนนเพชรอุทัย ขอบทางพิเศษศรีรัช ฟากใต้ เส้นเลียบริมคลองแสนแสบ ริมคลองบางกะปิ และเลียบขอบทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่
  • ย่านรัชดาภิเษก คาบเกี่ยวถนนลาดพร้าว ฟากใต้ ถนนรัชดาภิเษก ถนนพระราม 9 ฟากเหนือ และถนนอโศก – ดินแดง ฟากเหนือ

อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้ระบุข้อยกเว้นไว้สำหรับสถานบริการที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และสถานบริการที่อยู่ในสถานที่ตั้งโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

นั่นทำให้ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการที่อยากทำธุรกิจลักษณะคล้ายสถานบริการ แต่อยู่นอก 3 โซนนี้ และไม่ได้อยู่ในโรงแรม หลายร้านอาจทำแบบโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คือจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร ใบอนุญาตประกอบกิจการดนตรี และใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร

“ผมไม่ได้อยากว่าให้ใช้กฎหมายไปแล้วไปปิดร้านเขานะ ผมมองว่ากฎหมายมันควรจะต้องกำหนดใบอนุญาตให้มันถูกประเภท” ดร.พีรภัทรให้ความเห็น โดยเขามองว่าการจะไปบังคับให้ปิดร้านลักษณะเดียวกับ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' ทั้งหมดในตอนนี้ไม่ใช่คำตอบ

“ในบ้านเราใบอนุญาตมันใช้หลายใบเกินไป คำถามคือผมจะเปิดร้านอาหารร้านหนึ่ง ทำไมผมต้องขอ 3-4 ใบขนาดนี้ ทำไมไม่มีหน่วยงานกลางที่เป็นคนดูแลแล้วบอกเขาทั้งหมดว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง”

ที่มาของภาพ : Thai News Pix

เหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลา 23.40 น. ของวันที่ 12 ก.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 30 คนแล้ว รวมถึงนักดนตรีที่ไปทำงานในร้าน

ก่อนหน้านี้ ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ให้สัมภาษณ์.ไว้ว่า การจดทะเบียนเป็น ‘ร้านอาหาร' ทำให้มาตรการความปลอดภัยต่าง ๆ จะอ้างอิงเฉพาะตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ไม่เข้มข้นเท่ากับการจดทะเบียนเป็น ‘สถานบันเทิง' ที่นอกจากจะต้องอ้างอิงตามกฎหมายฉบับเดียวกันแล้ว ยังจะต้องอิงตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 และกฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. 2555 ด้วย

โดยข้อกำหนดดังกล่าวทำให้ ‘สถานบริการ' ตามคำนิยามของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ จะต้องมีโครงสร้าง ผนังกั้น วัสดุตกแต่งที่ทนไฟ ไปจนถึงมีจำนวนทางออกที่ต้องมากพอสัมพันธ์กับความจุคนในพื้นที่

“สถานประกอบการหลายแห่งเขาไม่ค่อยอยากขอเป็นสถานบริการนึกออกไหม” ดร.พิชญะ กล่าว “เพราะปัญหาของเขาก็คือว่ามันอยู่นอกโซน เขาไม่สามารถเปิดสถานบริการได้อยู่แล้ว… แต่ว่าก็มีการบอกว่าถ้าเปิดเป็นร้านอาหารปกติก็ต้องปิดหลังเที่ยงคืน เขาก็ยอม แต่ว่าก็มีลักษณะการใช้อาคารเหมือนกับสถานบริการ ก็มีดนตรี มีการขายเหล้า”

“อันนั้นผมคิดว่านิยามในเชิงกฎหมาย มันไปใช้ชื่อเป็นหลัก ร้านอาหารกับสถานบริการอย่างนี้ แล้วไปอิงตัวหนังสือเป็นหลักนึกออกไหม ในขณะที่สภาพการใช้งานเนี่ยมันเป็นสถานบริการ อันนี้ผมว่าเป็นปัญหาที่ทางภาครัฐต้องมาปรับให้มันลงตัวเหมือนกัน” เขาระบุ

ในการให้สัมภาษณ์ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) วันนี้ (14 ก.ค.) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร กำลังเตรียมทำเรื่องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการเพื่อปรับปรุงโซนนิ่งและกฎหมายร่วมกัน โดยย้ำว่าไม่ได้ต้องการจะยกเลิกโซนนิ่ง แต่ควรออกแบบให้เหมาะสม ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น เช่น การออกเป็นประกาศหรือกฎหมายลูกที่ทบทวนได้ทุกปีตามการเติบโตของเมือง

ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ระบุด้วยว่า เขาได้กำชับให้ทุกเขตเพิ่มการสุ่มตรวจโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และต้องลงพื้นที่ในช่วงเวลาที่สถานประกอบการเปิดให้บริการจริง ว่ามีการปิดกั้นทางหนีไฟหรือไม่ พร้อมสั่งให้มีการทดสอบระบบไฟฉุกเฉินและอุปกรณ์ดับเพลิงว่าทำงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ โดยให้ใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานบริการเป็นแนวทางเข้าตรวจสอบ

“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ทุกคนต้องปลอดภัย”

สารี อ๋องสมหวัง มองว่าการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนสำคัญมากในการช่วยป้องกันการเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ไม่สมควร

“คือเราเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่เราไม่ควรจะเสียชีวิตเนาะ อย่างเช่นนี่ (เหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ไปเที่ยวแล้วก็เสียชีวิต หรือขับรถอยู่บนพระรามสองแล้วเสียชีวิต นั่งรถไฟแล้วเสียชีวิต… หรือการเดินทาง ใช้บริการขนส่งสาธารณะและเสียชีวิต” เธอยกตัวอย่าง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ต้องยกระดับมาตรการป้องกัน หรือกำหนดให้เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ต้องมีการชดเชยเยียวยาในอัตราที่มากกว่าเงินที่ต้องใช้ในการลงทุนเรื่องมาตรการป้องกัน

“จริง ๆ ตอน ปี 51 ของซานติก้า เราก็เกิดการปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ปี 55 ซึ่งทุกคนก็คิดว่ามันน่าจะโอเค แต่คุณก็เห็นอยู่ว่าเนี่ย อย่างเช่นเรื่องการใช้วัสดุทนไฟ มันไม่ได้ทำเลย เพราะฉะนั้นมันไม่ควรจะเปิดได้ถ้าคุณไม่ใช้วัสดุแบบนี้ถูกไหม” เธอสะท้อน

“ถ้าคุณดูกติกา คุณจะรู้สึกว่า ทุกคนน่าจะปลอดภัยเลยถ้าเกิดไฟไหม้เนี่ย คือถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ทุกคนต้องปลอดภัย ทุกคนไม่ควรเจอไฟไหม้แล้วเสียชีวิต เพราะว่าไฟมันก็ไม่ลามเร็วขนาดนี้ วัสดุมันก็ไม่ติดไฟ มีระบบป้องกันไฟหรือระบบเตือนภัยอะไรต่ออะไร”

เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภคมองว่าปัญหาอยู่ที่การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ในการเข้าไปตรวจสอบเอกชนต่าง ๆ แต่กลับไม่มีระบบใด ๆ ที่ทำให้สาธารณชนสามารถเข้าไปตรวจสอบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐอีกชั้นได้

“มันทำให้เรียกว่า ทุกอย่างมันซื้อได้หมดหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถาม ว่าตรวจนี่ได้มาตรวจจริงไหม ใครเป็นคนลงลายมือชื่อตรวจ หรือมันระดับแค่ยื่นเอกสาร เพราะไม่งั้นประตูมันจะถูกล็อกประตูได้ยังไง ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อยู่แล้ว มันผิดกฎหมายใช่ไหม แต่ว่ามันก็ทำได้ในทางปฏิบัติ”

สารีอ้างถึงรายงานข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าประตูด้านหลังร้านใกล้กับห้องน้ำถูกล็อกไว้ขณะเกิดเหตุ ทว่าเพิ่งมีคำโต้แย้งจากคนขายลูกอมบริเวณนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ในวันนี้ (14 ก.ค.) ยืนยันว่าประตูดังกล่าวมีการลงกลอนไว้เนื่องจากลูกบิดเสีย แต่ยังสามารถเปิดประตูได้ และเธอเองก็หนีออกมาจากร้านทางประตูนี้ พร้อมยอมรับว่ามีโต๊ะขายลูกอมตั้งขวางทางอยู่จริง แต่ก็ยังมีช่องให้สามารถออกได้

อย่างไรก็ดี เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภคมองว่าข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ควรมีการเปิดเผยผ่านทางออนไลน์ทั้งหมดให้คนภายนอกสามารถเข้าถึงได้

“พวกนี้มันต้องขึ้นเว็บไซต์… เปิดเผยว่าเขาเข้าไปตรวจเมื่อไหร่ ตรวจโดยใคร ใครเป็นคนรับตรวจ อะไรต่ออะไรอยู่ในระบบออนไลน์แล้วก็ทำให้เห็น” เธอสะท้อน