
Woody Talk เปิดใจถึงความสัมพันธ์พ่อลูกของ “หมอสุนิล” และ “เคธี่” จากวันที่คลินิกแทบไม่มีคนไข้ช่วงโควิด สู่วันที่ TikTok เปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัว เป็นไวรัล 10 ล้านวิวแบบไม่ได้ตั้งใจ สู่ไลฟ์ที่สร้างรายได้มหาศาล เล่าเบื้องหลังการทำไลฟ์แบบ Family Repeat การแบ่งเปอร์เซ็นต์แบบไม่เคยถามรายได้ และบทเรียนสำคัญของคำว่า “ทำให้สุด ถ้าจะทำ” สูตรทำงานแบบครอบครัวที่ทะเลาะได้ เว้นระยะได้ แต่สุดท้ายต้องกลับมาคุยและเดินไปด้วยกัน
คนที่เป็นแรงบันดาลใจอยากให้วู้ดดี้มาไลฟ์คือบ้านหมอหมอสุนิล
เคธี่ : ถ้าเราจะทำไลฟ์ทั้งทีต้องทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันไม่เหมือนใคร ซึ่งรู้สึกว่าไลฟ์ของช่องเคธี่ก็คือ Or not it is more admire household point out มากกว่ามีทั้งเคธี่ ปะป๊า เควิน หม่าม๊า พวกเรามีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง แล้วก็ทำให้มันคล้าย ๆ actuality point out ที่ US เขาเคยมีกันในทีวี แล้วมันก็จะมีพวกแบบขายของแซมเข้ามาจะเป็นแบบนั้นมากกว่า
หมอสุนิล : การที่ใครจะมาไลฟ์กับช่องเคธี่ ปกติเวลาไปไลฟ์คนอื่นเราได้แค่อินฟลูฯคนเดียว แต่ช่องผมได้ 4 คน เพราะฉะนั้นเรามี 4 คนช่วยขาย มุมนี้คนนี้ตอนนี้ยอดกำลังตกปรับให้ยอดมันขึ้น คือทุกอย่างเราช่วยผู้บริโภคเต็มที่
วันเนี้เราจะได้แรงบันดาลใจเยอะมากจาก EP นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการทำไลฟ์แต่การทำอะไรก็ตาม ทำให้มันสุด
เคธี่ : ปะป๊าบอกเคธี่ตลอดเลยว่า ถ้าเราจะทำอะไร จะเป็นเรื่องไลฟ์หรือว่าเรื่องงานก็คือทำให้มันเต็มที่ถ้าจะทำทั้งที แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจทำมันก็จะไม่ออกมาอย่างที่เราอยากจะให้มันเป็น ซึ่งปะป๊าคอยพูดตลอดว่าแบบถ้าเราจะทำสิ่ง ๆ หนึ่งต้องวาง map ก่อนว่าอันนี้คือสิ่งที่เห็นภาพในหัวเรา เสร็จปุ๊บค่อยส่งมันออกมา ซึ่งถ้าเราจะทำต้องใส่พลังให้แบบร้อยเต็มร้อยให้มันสุด ถ้าเราไม่มีเอนเนอร์จี้ ไม่ทำให้มันเต็มที่เราจะทำไปทำไม อันนี้คือสิ่งที่แบบปะป๊าสอนแล้วก็บอกตั้งแต่แบบเด็ก ๆ เลย
คนที่ดู EP นี้ของจะได้ประโยชน์อะไรจากการฟัง ?
หมอสุนิล : 1 ผมว่าเขาจะได้เห็นความพยายาม หลายคนอาจจะมองว่าครอบครัวผมรวยแล้วทำไมถึงมาไลฟ์ มันมีหลาย ๆ คำถามที่เกิดขึ้นในสังคม คราวนี้ผมบอกว่าการไลฟ์ครั้งนี้มันเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นบนโต๊ะกินข้าวที่พวกเรา 4 คนนั่งด้วยกัน ผมก็เสนอไอเดียนี้มาหลายเดือนแล้ว สุดท้ายเควินบอกว่าเควินทำได้ปะป๊า เด็ก ๆ เขาก็ setup ของเขาเองโดยที่วันนั้นผมอยู่ต่างจังหวัด เขาก็ทำปุ๊บยอดขายก็สูงขึ้นมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกอันหนึ่งก็คือเมื่อ 2 วันก่อนเควินอยู่ดี ๆ ก็บอกว่าปะป๊าวันนี้เควินจะขายของเองนะ ปกติเควินคือมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ เขาทุบสถิติจน TikTok ต้องโทรเข้ามาตอนเที่ยงคืนภายใน 3 ชั่วโมงเควินขายยาสีฟันไป 10,000 หลอด
เคธี่ : ซึ่งปกติเขาจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังโปรดักชั่นมากกว่า คือเควินเป็นคนที่เขาไม่ได้เป็นคนที่วางแพลนว่าวันนี้ฉันจะออกกล้อง คือถ้าเขามีฟิลลิ่งว่าวันนี้ฉันอยากจะขายเขาก็ไปเลย แล้วก็คือขายออกไวมาก
มีเงินอยู่แล้วทำไมยังต้องลงมาไลฟ์คนรู้สึกว่าการลงมาไลฟ์ต้องเป็นคนที่ไม่มีเงินวันนี้หมออยากจะบอกว่า ?
หมอสุนิล : ลูก ๆ 2 คน เควินกับแคธี่ จบจาก Switzerland hospitality คราวนี้ผมก็มีตัวเลือกว่าเปิดโรงแรมให้ลูกการลงทุนโรงแรมต้องมี 1,000–3,000 ล้าน ณ ปัจจุบัน คราวนี้ผมบอกว่าเสร็จแล้วมาขายห้องคืนละเท่าไหร่ในประเทศไทย 3,000–4,000 ผมบอกลูกว่าถ้าเราลองไลฟ์สิ่งนี้แล้วเราได้รายได้วันนี้เราโรงแรม 5 ดาวยังทำรายได้สู้ไลฟแคธี่ 1 ไลฟ์ต่อเดือนไม่ได้ แล้วผมจะไปสร้างตึกทำไม คือความคิดของผมในการทำไลฟ์ตอนนั้น
ถ้าเกิดว่าเราทำโรงแรม 1 เดือนน่าจะเท่าไหร่ ?
หมอสุนิล : ผมว่า 30 ล้านก็แค่นั้นเอง
ไลฟ์มีโอกาสได้มากกว่า ?
หมอสุนิล : ถ้าคิดเป็นตัวกำไรแล้วมากกว่าเยอะเลย มันไม่ใช่แค่ไลฟ์จบตรงนั้น มันจบที่เคธี่ได้ announcement ผมได้ announcement เราได้ไปทำคลิปให้ชาวบ้าน มันก็มีรายได้ตัวนั้นเข้ามาเสริมอีกในวันที่เราไม่อยากไลฟ์
เคธี่ : รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เกี่ยวกับเงิน มันเป็นความสนุก เพราะว่าเคธี่เป็นหนึ่งคนที่ชอบกล้องมาก แล้วก็รู้สึกว่าการไลฟ์สนุก คือเป็นคนที่ไม่ได้มองว่าการที่เราจะทำอะไรเราต้องทำเพราะเรื่องเงินอย่างเดียว สำหรับเคธี่คือถ้าเราสนุกกับสิ่ง ๆ นั้นแล้ว อาจจะได้เยอะหรือว่าได้น้อย สำหรับเคธี่มองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญมาก คือถ้าเราสนุกกับมันแล้วเต็มที่กับสิ่ง ๆ นั้น That is all that matters ในมุมมองเคธี่นะ
เคธี่เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรไหม ?
หมอสุนิล : อาจจะได้ยีนมาจากพวกผมว่าถ้าทำอะไรแล้วต้องตั้งใจทำให้มันถึงที่สุดแล้วต้องเป็น basically the most convenient in what you produce อาจจะเป็นธุรกิจเล็ก ๆ หรืออะไรก็ช่าง เวลาปาร์ตี้ก็ปาร์ตี้กันถึงเช้า เวลาทำงานก็ทำงาน พวกเราไลฟ์เสร็จกัน 3:00–4:00 น. หลังจากนั้นเรามีประชุมต่อถึง 6:00 น.
ประชุมอะไร ?
เคธี่ : ประชุมว่าเราจะแก้อะไรได้บ้าง มันจะมีอุปสรรคตลอดอยู่แล้วทุกวันที่ไลฟ์มันก็คือการเรียนรู้ ซึ่งเคธี่รู้สึกว่าหลายคนอาจจะคิดว่าการที่เราสร้างธุรกิจอะไรสุดท้ายมันก็จะมีปัญหา มีอุปสรรค ซึ่งแต่ละวันมันก็จะมีเข้ามาแล้วก็นั่งปรึกษากันว่าเราจะทำให้มันดีขึ้นพรุ่งนี้ยังไง แล้วเราจะปรับจะเอากลยุทธ์หรือว่าวิธีต่าง ๆ เข้ามาซ่อมแซมแล้วก็จะ mix'n'match ยังไง ทุกวันไลฟ์เสร็จก็คือต้องนั่งคุยกัน
หมอสุนิล : เราต้องสรุปกันคืนนั้นให้จบอีก 2 ชั่วโมง ก็นั่งคุยกันกว่าจะหลับ 5:00 น. แล้วผมต้องตื่นเที่ยงเข้าออฟฟิศ แคธี่ยังนอนต่อได้ เคธี่ก็ต้องตื่นขึ้นมาแต่งหน้าต่ออีกสำหรับอีกวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจากเด็กที่เคยเที่ยวผับเที่ยวกลางคืน ซึ่ง 3 เดือนแล้วไม่ได้ไป ที่สำคัญมันไม่ใช่แค่จบที่ไลฟ์ คราวนี้ 1 คนที่ดูไลฟ์ทั่วประเทศทั่วโลกเราอย่าไปพูดแค่ประเทศไทย คนดูไลฟ์คนไทยที่อยู่ต่างประเทศก็ดู คราวนี้ผลลัพธ์เป็นไงเขากลับมาทำฟันที่คลินิก คนไข้ที่คลินิกก็ได้โปรโมทแบบฟรี ๆ คลินิกเราก็เต็มไปด้วยคนไข้ ซึ่งตรงนั้นเป็นรายได้หลักของครอบครัว นี่คือผลพลอยได้ที่อานิสงส์มาหาผม ผมก็เลยโชคดีจากตรงนี้
การไลฟ์ขายของมันคือทางออก ?
หมอสุนิล : ผมมองว่า 1 การที่จะไลฟ์เราเริ่มง่าย ๆ จากโทรศัพท์เครื่องเดียวก่อนก็ได้ อาจจะเป็นการไลฟ์พูดคุยแต่ไม่ใช่ไลฟ์เต้นรำ ไม่ใช่ไลฟ์แบบนั้น
เคธี่ : เคธี่รู้สึกว่าการที่ใครจะเริ่มไลฟ์ ถ้าเป็นแคธี่หลัก ๆ เลยคือเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนอื่น หรือว่าพยายามที่จะยูนีคแต่ว่าอันนั้นไม่ใช่ตัวเรา เคธี่รู้สึกว่าแค่เราอาจจะไม่ต้องมี device up ใหญ่โตมโหฬารก็ได้อย่างที่ปะป๊าบอก มีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวแต่ถ้าเราทำอะไรที่มันเป็นตัวของเราแล้วแฮปปี้กับสิ่งนั้น แล้วโชว์ว่าเราเป็นตัวของตัวเอง That is it รู้สึกว่าแค่นั้นเลย ไม่ต้องมีกลยุทธ์ในการขายไม่ใช่ว่าเราไปเรียนมาหรืออะไรทั้งนั้น คือเราเป็นคนเรียล ถ้าอร่อยไม่อร่อยทุกคนก็จะเห็นจากสีหน้าเคธี่เลย อันนั้นคือวิธีของเคธี่คือขายความเรียลไม่ต้องปลอมว่าเป็นคนอื่นหรือว่าแสดงมากเกินไป ถ้าเราเรียลกับตัวเรา แล้วเรียลกับคนดู แบบนั้นมันจะ interact กับคนดู แล้วคนซื้อมากกว่า
ที่ต้องเจอแน่นอนคืออะไรแล้วต้องอดทนแบบไหนถึงจะก้าวผ่านได้ ?
หมอสุนิล : การไลฟ์บางทีในช่วงแรกยอดวิวมันจะไม่มีเลย จนกว่า TikTok AI มันจะจับคุณมาได้ว่าคุณมีคาแรคเตอร์นะ คุณมีอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านนะ อย่างตอนที่ผมไลฟ์ช่วงแรก เริ่มต้นจากการเต้นเพลงช้อนแกงของ แจ็กแปปโฮ ตัวนั้นเป็นไวรัล แต่ตอนนั้นคนยังเล่นไม่เยอะ แต่สิ่งที่ผมต้องทำอย่างตัวผมเองทุกวันผมต้องลงคลิป คลิปจะได้วิวไม่ได้ได้วิวผมไม่สนใจ เดี๋ยวมันต้องมีคลิปปังหลังจาก 5 คลิป ต้องทำสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าคุณจะไลฟ์คุณก็ต้องไลฟ์ทุกวัน ผมบอกเคธี่ตลอดว่าในวันที่ไม่ได้ไลฟ์ขายของก็ต้องไลฟ์สักครึ่งชั่วโมง ไลฟ์แต่งหน้าก็ได้ ไลฟ์อะไรก็ได้ คือต้องทำให้ผู้ติดตามตามคุณตลอด นั่นคือเทคนิคแล้วก็อย่าท้อ
คนที่ดูอยู่ในวันนี้อาจจะคิดว่าเขาก็อยากทำแบบนี้กับครอบครัวบ้างแต่กลัวว่าเดี๋ยวจะต้องมีปัญหาปากเสียงกัน บ้านนี้ทำงานกันยังไง ?
เคธี่ : ถ้ามีอะไรที่เราไม่เข้าใจตรงกันก็ snatch home คือถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่แฮปปี้หรือว่ามีอะไรที่รู้สึกว่ามันกังวล Rob home อันนี้คือสิ่งที่เคธี่ทำ แล้วพอเราพร้อมที่จะอยากจะมาไตร่ตรองมาคุยมาปรับความเข้าใจก็ค่อยคุย แต่ถ้าตอนนั้นเรายังไม่ใจเย็น ก็ใจเย็นก่อนแล้วก็ค่อยมาคุย สุดท้ายคุยก็จบแล้วช่วยกันแก้ทุก ๆ อย่าง
หมอสุนิล : ถ้าตัวผมเองเวลามีปัญหากับเคธี่ ซึ่งจะเกิดขึ้นบ่อยมากในบ้าน น่าจะเยอะที่สุดแล้ว เรา 2 คน ผมใช้วิธีเดินหนี ไม่คุย เดี๋ยว 3 วันมันก็ใจเย็นเอง ผมก็ใจเย็น ช่างมันเถอะลูกลืมไปซะ เราไม่คุยกันประเด็นนั้น แล้วเดี๋ยวค่อยมาคุยกันเรื่องอื่น แต่เราจบไม่ดึงมันยาว 3 วันนานมากนะ
เคธี่ : ก็ประมาณ 2-3 วัน แต่สุดท้ายก็คุยแล้วก็จบ ซึ่งมันก็ปกติดู
หมอสุนิล : แต่ผมอาจจะเป็นคุณพ่อคนแรกหรือเปล่าที่ผมไม่เคยถามนะว่าลูกกลับกี่โมง ไม่เคยถาม เพราะผมมั่นใจในตัวลูกสาวผมถ้าเขาออกไปข้างนอกแสดงว่าเขาไปปาร์ตี้กับเพื่อนสนิทที่เขาไว้ใจได้ บางทีกลับ 9:00 น. บางทีกลับมา 3:00 น. มาปาร์ตี้ต่อที่บ้าน ซึ่งผมอยากจะให้ตอนนี้ผมบอกเขาลูกไปข้างนอกบ้าง ออกไปปาร์ตี้ไปสังสรรค์กับเพื่อนมันจะได้มุมมองอีกคนแล้วมุม คือตอนนี้เขาซีเรียสกับงานกับไลฟ์มากจนเราต้องบอกพักบ้าง บางวันไม่มีไลฟ์ก็ยังตื่นขึ้นมาแบบปะป๊าเราควรทำนู่นทำนี่นะ ปะป๊าต้องทำสินค้าอันนี้นะ อาทิตย์ที่แล้วสินค้าอันนี้ขายดีมากที่สุดเลยนะ มีอยู่ 5 ตัวแคธี่เก็บไว้ให้ปะป้าเอาไปทำ คือผมคุมฝั่งโปรดักชั่นอย่างเดียว ก็คือจะผลิตอะไรผมเป็นคนผลิตโดยที่ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับผม ผมมีหน้าที่หาสินค้ามาให้แคธี่ขาย ตอนนี้สินค้าของ Stout doc มีเกือบ 100 รายการ ภายใน2เดือน แล้วก็ส่วนใหญ่เราเริ่มการทำคือ impress collaboration คุณลงทุนแล้วผมมาแบ่งส่วนกำไรเพราะเราไม่มีสต๊อกเราไม่มีห้องเก็บของแล้ว ห้องเก็บของเราที่บ้านเต็มหมด ก็คือให้เขาตุนไปแล้วก็มาแบ่งกัน
ลองแชร์สัก collaboration ที่คิดว่าเวิร์คมากกับแบรนด์ ๆ หนึ่งแล้วไปได้ดี แล้วเราไม่ต้องตุน ?
หมอสุนิล : อย่างเช่นน้ำน้ำพริก น้ำพริกซอสกะเพรา ขายดีมากน้ำพริกตาแดงคือผมเป็นคนเหนือ คราวนี้ผมเป็นคนเชียงราย คราวนี้ผมเป็นคนชอบกินน้ำพริกตาแดงก็ทำออกมาขายดิบขายดี คราวนี้มีปลากระป๋อง คือผมเป็นคนที่กินปลากระป๋องตอนเด็ก ๆ แล้วมันเหม็นคาว คราวที่มันมีปลากระป๋องเขามาขายในรายการแล้วเขาขายดีมาก ผมบอกพี่คอลแลปกันไหม เขาใช้เวลา 3 วันจัดการเอกสาร ทั้งหมด ตอนนี้ในช่องเราปลากระป๋องนี่ขายแบบเทน้ำเทท่า คือเราก็พยายามมีความเป็นคาร์เดเชียน เช่น ตัวผมเองได้ผลิตแปรงสีฟันที่เป็นทองฝังเพชรด้ามแล้ว 1 ล้านบาท แต่ยังไม่มีคนซื้อ
ขายอะไรเป็นแสนแล้วมีคนซื้อเล่าเรื่องปรากฏการณ์นี้หน่อย ?
เคธี่ : เอาความรู้สึกก่อนแล้วกัน ช็อกมากเพราะว่าคือแบรนด์เขามาแล้วเขาก็เป็นสร้อยแบบว่าเป็นสร้อยมุก แล้วเขาก็มี 1 ชิ้นเท่านั้นในโลกใบนี้ ถ้าน้องแคธี่อยากขายก็ขายในไลฟ์ได้นะ แคธี่ก็แบบโอเคโอเค ก็ใส่ไป 3 หรือ 4 วันนี่แหละแล้ววันแรกทุกคนก็ว้าวขายสร้อย แบบว่าเกือบ 300,000 ในไลฟ์ ทุกคนก็แบบจะมีคนซื้อหรือเปล่า แคธี่ก็คิดในหัวว่าเดี๋ยววันหนึ่งมันก็น่าจะมีคนซื้อแหละ แต่ถ้าขายได้ก็คือจะเป็นอะไรที่ unbelievable มากเพราะว่าจะเป็นการขายสร้อยที่แพงที่สุดใน TikTok ซึ่งวันนั้นเหมือนเจ้าของแบรนด์เขามาด้วยแล้วเขาก็มากับอีกสินค้าหนึ่ง แล้วเราก็นั่งไลฟ์ปกติทั่วไป อยู่ ๆ ทีมตะโกนบอกว่าสร้อยมีคนชำระเงิน ตอนแรกไม่เชื่อนะมันเป็นเรื่องจริงไหม แล้วจะมีจอยอดอยู่ข้างหลัง เคธี่หันไปดูแล้วแบบมันเด้ง แล้วใครเป็นคนซื้อ ใครเป็นคนที่กดตะกร้าจริง ๆ แล้วกดชำระเงิน ตอนนั้นน้ำตาไหลว่ามันเป็นไปได้ยังไง คือเราไม่ได้คาดหวัง เป็นคนที่เป็นคนที่ไม่คาดหวังอะไร เป็นคนที่อะไรจะเกิดมันก็เกิด มันไม่เกิดก็ไม่เป็นไร ถ้ามันเกิดขึ้นเคธี่จะตื่นเต้นมาก ตอนนั้นคือช็อกแล้วก็แฮปปี้แล้วก็ grateful มากว่ามันเป็นไปได้ เราคิดว่ามันจะเป็นไปได้ไหมเราก็ลังเล สุดท้ายขายได้ คือทุกคนวันนั้นก็ตกใจตื่นเต้นแฮปปี้กันมาก เจ้าของแบรนด์ก็มันเป็นไปได้แล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว
ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ ?
เคธี่ : เราก็ request ได้ คือแคธี่เป็นคนที่คิดตลอดว่ามันจะเกิดมันก็เกิด มันจะไม่เกิดมันก็ไม่เกิด เป็นคนที่คูล ๆ แบบว่าไม่เป็นไรขายออกก็ออก ขายไม่ออกก็ไม่ออก แต่ว่าหลังจากนี้ก็คิดแล้วว่าถ้าในหัวเราคิดว่ามันจะขายออกได้มันก็ไปขายออกได้
หมอสุนิล : ตัวผมเองมองว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ดีมากแล้วก็ TikTok ได้เปลี่ยนชีวิตของครอบครัวผมในหลาย ๆ ด้าน มันไม่ใช่ว่า TikTok ขายของ 50 บาทของ 100 บาท ในขณะเดียวกันในเดือนหน้าผมจะปล่อยไหมขัดฟันในราคา 2 ล้านบาท แล้วผมมั่นใจว่าผมจะขายได้ใน TikTok
ซึ่งหมอกำลังจะบอกว่ามันเปลี่ยนชีวิต ?
หมอสุนิล : มันเปลี่ยนชีวิตจากแบบปาร์ตี้กันเกือบทุกวัน ดินเนอร์กันทุก ๆ วัน กลายเป็นเดี๋ยวนี้หายไปเลย ถ้าวันไหนได้โอกาสปุ๊บต้องออกไปกินข้าวกันปกินข้าวง่าย ๆ บัตรเครดิตนี่แทบไม่มีบิลแล้ว ไม่มีไม่มีช้อปปิ้งไม่มีอะไร ไม่มีเลย คือทำแต่งานเหมือนตอนเปิดคลินิกใหม่ ๆ ตอนเริ่มต้นตั้งตัวใหม่ ๆ ก็คือมีความสุขกับงานมาก จากคนที่ผมเป็นคนโทรศัพท์ไม่ดัง ข้อความก็ไม่มีใครหาผม จนเดี๋ยวนี้เปิดปุ๊บ 50 ข้อความที่ผมต้องตอบว่าสินค้าตัวนี้ติดปัญหาตรงนี้ คุณหมอต้อง approve ตรงนี้ ผมสนุกมากเลย คือได้ทำ Multi-tasking ขึ้นมาแล้วก็แฮปปี้มาก แล้วก็เจอคนไข้เข้ามาคุณหมอเมื่อวานดูไลฟ์นึกว่าคุณหมอจะไม่อยู่คลินิก ก็แบบสนุก คนไข้บินมาจากนราธิวาส สุราษฎรธานี เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน คือเขาไม่ไว้ใจหมอในพื้นที่เขาก็บินมาหาเรา ซึ่งทำให้เราประทับใจมากว่าเป็นภาพที่แบบประทับใจมาก ในวันแรกที่ทำ TikTok ตอนนั้นอยู่ที่สมุยกัน ตื่นขึ้นมาเสร็จปุ๊บมาดามเห็น 100 ข้อความตอนนั้นไม่มีคนไข้เลยช่วงโควิด แคธี่บอกปะป๊าต้องทำ TikTok เควินก็บอกปะป๊า TikTokแน่นอนมาแรงแน่นอน อยู่ดี ๆ มีคนไข้นัดทำฟัน 75 คน มาดามอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง เขาแปลข้อความนั้นเป็นภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วเพิมพ์ภาษาอังกฤษแล้วก็แปลเป็นไทยแล้วส่งไปให้คนไข้ ตื่นขึ้นมาวันนั้นมีคนไข้รออยู่ที่คลินิก 50 คน ผมบอกทำยังไง เราลดทีม ลดทุกอย่างแล้ว โทรเรียกทุกคนกลับมา กลายเป็นคนไข้แน่นทุกวันจนถึงวันนี้เพราะ TikTok
มันเริ่มด้วยความสนุกก่อนใช่ไหม ?
หมอสุนิล : ตอนนี้ก็สนุกแล้วจับพลัดจับผลู นิกกี้ ณฉัตร มาสัมภาษณ์ผม สัมภาษณ์นั้นก็เป็นไวรัลเกือบ 6 ล้านวิวใน YouTube มันก็เลยทำให้คนอยู่ดี ๆ ว่าบอกว่าหมอคนนี้คือใคร แล้วคนไข้เก่า ๆ ที่ตามหาเราไม่เจอก็มาตามหาเราเจอ ก็กลับกลับมาที่คลินิกหมด
ทำไมคุณบอกว่า TikTok เปลี่ยนชีวิตถ้าเปรียบเทียบกับอื่น ๆ ?
หมอสุนิล : เปลี่ยนชีวิตคือตอนนั้นเราเกือบจะล้มเพราะโควิดมา ตอนแรกเราคิดว่าโควิดอยู่ 3-4 เดือนก็หาย 6 เดือนก็หาย มันอยู่กับ 4 ปีนะ คราวนี้พอขึ้นปีที่ 3 ปุ๊บ 1 เราก็เอาทรัพย์สินเราเข้าธนาคารหมดแล้ว เงินเราก็เริ่มหมด เด็ก ๆ ก็เรียนสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นเควินก็เรียนสวิตเซอร์แลนด์เราก็มีค่าใช้จ่ายเด็กคนหนึ่งปีละ 8 ล้านบาท เด็ก ๆ ก็แบบปะป๊าต้องทำอะไรสักอย่างไม่งั้นพวกผมไม่ได้เรียน แล้วก็ตัวนั้นมาเปลี่ยนคนไข้เข้าคลินิก รายได้มันก็เข้ามา มันก็ทำให้ชีวิตเราดำเนินได้ เราไม่ได้เป็นคนรวยมาก แต่ผมบอกได้เลยว่าเราเป็นคนที่มีชีวิตสบาย จะใช้อะไรจะทำอะไร จะซื้อของจะไปซื้อเสื้อผ้าเราไม่จำเป็นต้องดูราคานั่นคือชีวิตเรา แต่เราไม่ได้มีตึกสูง ๆ มีคอนโดสูง ๆ เราไม่มี
อยากจะให้คุณถอดสมการชีวิตพวกคุณเองว่ามันคืออะไร ?
เคธี่ : อยากจะบอกว่าเริ่มต้นคลิปนั้นคือเป็นคลิปแรกที่เป็นไวรัลในช่องเคธี่เลย แล้วคือตอนแรกที่ไม่ได้ทำคอนเทนต์อะไรเยอะขนาดนั้นใน TikTok ส่วนมากปะป๊าจะทำ เสร็จปุ๊บวันนั้นมีมีปาร์ตี้ที่บ้าน เควินกับแคธี่ก็แบบเราลองมาทำคลิปขำ ๆ ซึ่งปกติถ้ามองตอนนี้นะ ถ้าจะทำคลิปอะไรใน TikTok เคธี่เป็น perfectionist ต้องให้มันเป๊ะ เป็นคนที่ถ้าถ่ายซีนหนึ่งต้องถ่ายประมาณ 5-6 รอบจนกว่าจะชอบ แต่ว่าปะป๊าจะเป็นไทป์ที่มนุษย์เทคเดียว หน้าเบี้ยวหน้าอะไรก็คือลง ไม่สนไม่แคร์ แต่ว่าเคธี่คลิปนั้นก็คือก็เราไม่ได้ตั้งใจแล้วก็แบบถ่ายรอบเดียว แล้วเราก็แบบมันจะไวรัลไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย วันต่อมาตื่นเช้ามาคนดู 10 ล้านคลิปนั้น งงมาก เป็นไปได้ยังไง แล้วเราแค่เดินลงไปกินน้ำแล้วเราไม่ได้คิดเลยว่ามันจะมี spark ขึ้นมา มันจะเป็นคลิปที่ทำให้ได้ทำเพิ่ม ซึ่งหลังจากคลิปนั้นคนดูเขาชอบแนวแบบนี้ก็เลยเริ่มทำคลิปแนวนี้เรื่อย ๆ
หมอกำลังจะบอกว่าคิดว่าเพราะความกดดันในวันนั้น มันอาจจะทำให้เขามีความกดดันแแล้วก็นิสัยลักษณะบางอย่างที่อาจจะมาจากวันนั้น ?
หมอสุนิล : ใช่เป็นไปได้ เพราะความกดดันตลอดว่าต้องเป็นหมอฟันนะ ๆ แล้วเคธี่เป็นเด็กที่เรียนไม่ได้ว่าเก่งมาก เป็นเด็กที่เรียนปานกลาง ส่งไปเรียนกับครูคณิตศาสตร์ที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ครูคณิตศาสตร์ก็บอกพี่ผมส่ายหัวแล้วนะจากเคธี่ มันไม่ได้จริง ๆ ผมก็บอกยื้อมันหน่อยเท่าที่ทำได้ แต่อย่าไปดุ เคธี่ก็ยังกลัวอาจารย์คนนั้นอยู่นะจนถึงวันนี้
เคธี่ : ใช่น่ากลัวมาก คือเป็นคนที่ถ้าชอบอะไรอย่างที่พูดไป จะทำให้มันเต็มที่ แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่แคธี่โดนบังคับว่าต้องทำสิ่งนี้นะคือแคธี่ก็จะไม่ block myself เลยว่ามันทำไม่ได้ เราพยายามแค่ไหนเราอ่านหนังสือทุกวัน คือตอนอยู่โรงเรียนก็คือเรียนเสร็จต้องไปเรียนพิเศษต่อ 2 ชั่วโมงทุกวัน แค่นั้นไม่พอ กลับมาบ้านต้องทำ self studying อ่านหนังสือเองอีก 2 ชั่วโมง ก็คือกว่าจะนอนก็ประมาณ 23:00-23:30 น. วันต่อมาไปโรงเรียนก็ทำแบบเดิม เสาร์อาทิตย์ก็เรียนก็คือแทบจะไม่มีเวลาที่จะเจอใครหรือว่าอยู่กับใคร
ความเป็นนักขายมันอยู่ในสายเลืoดของคุณเลยเหรอ ?
เคธี่ : เคธี่ว่ามันก็มีนะ แต่สุดท้ายแล้วแคธี่สนุกไง คือถ้าสนุกกับอะไรมันก็ทำได้ เราจะทำให้มันดีที่สุด เราทำได้หมด
หมอสุนิล : เคธี่ขายอย่างนี้ เวลาเราขายใช่ไหมอันนี้ไปนู่นไปนี่ เคธี่บอกนี่ A A มาทำจากอันนี้มีอะไรส่วนผสมอยู่ตรงนี้ แพ็คเกจ B อย่างนี้ แพ็คเกจ C อย่างนี้ คุณจะเลือกแพ็คเกจไหน แคธี่อธิบายได้ละเอียดมาก ซึ่งผมไม่เคย ผมดูคนไลฟ์ช่องอื่นผมยังอธิบายไม่ได้เหมือนแคธี่อธิบาย ผมอธิบายอันนี้นะจะซื้อก็ซื้อไม่ซื้อก็ไม่ต้องซื้อ
จุดที่ทำให้เขากดซื้อคือ ?
เคธี่ : เพราะว่าขนแปรงเหมือนกันต่างกันแค่ด้าม คราวนี้ก็เลยเราก็เอาอันที่มันแพงคนอาจจะซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร แต่ว่าเรายังมีอีกตัวหนึ่งที่ทุกคนจับต้องได้อยู่แล้ว แล้วสุดท้ายก็คือมันก็คือแปรงสีฟันเหมือนกัน แค่คนอยากได้อันทองก็ซื้ออันทอง คนที่อยากได้อันที่มันปกติด้ามจับพลาสติกก็ซื้ออันนั้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วขนแปรงทั้งคู่ มันก็เหมือนกัน ซึ่งทุกคนก็เลยว่าในเมื่อว่ามันก็เหมือนกันแล้วมันถูกกว่าตั้งเยอะเราก็กดอันนี้เลยแล้วกัน
หมอสุนิล : แล้วสิ่งที่แคธี่ที่ทำ เขาเป็นเด็กที่มีแพชชั่นแล้วก็จนถึงทุกวันนี้ ทั้งเควินทั้งเคธี่ยังไม่เคยถามผมกับมาดามว่าได้เงินกันเท่าไหร่ วันที่เราจะทำไลฟ์ผมมานั่งคุยให้ฟัง ผมเสนอว่าอย่างนี้ ปะป๊ากับหม่าม๊าเอา 20% แคธี่กับเควินคนละ 40% เป็นบริษัทที่เราทำกัน ตื่นมาอีกตอนเช้าเควินมาที่ห้องบอกว่าเควินไม่เอา ถ้าทำก็ 25% เท่ากัน ถ้าอย่างนั้นเควินโอเค เคธี่โอเคไหมแคธี่บอกโอเค จนถึงทุกวันนี้เด็ก 2 คนยังไม่เคยถามเลยว่าได้รายได้เท่าไหร่ ได้กำไรเท่าไหร่ ไม่เคยถาม แล้วก็ไม่เคยใช้เงิน เควินก็ไม่ใช้เงิน แคธี่ก็ไม่ใช้เงิน 3 เดือนแล้ว จนผมต้องบอกไปช้อปปิ้งบ้างเถอะลูก จะได้คลายเครียดออกไปใช้เงินกันเถอะ
ถ้าจะต้องไลฟ์เริ่มจากอะไรดีสำหรับคนที่ไม่มีสินค้า ?
เคธี่ : ถ้าไม่มีสินค้าเหรอ แคธี่รู้สึกว่าเริ่มไลฟ์โดยการเล่าเรื่องตัวของตัวเอง ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ถ้าเรายังไม่อยากจะขายของนะ แคธี่รู้สึกว่าเราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาก่อน
หมอสุนิล : ให้เริ่มไลฟ์จากชีวิตวัยเด็กมาจนถึงวันที่ไลฟ์วันแรก แค่นี้คุณก็ได้เกือบ 10 คลิปแล้ว ผมก็เริ่มจากชีวิตเด็ก ชีวิตเด็กผมลำบากมากตอนคุณพ่อผมเสียตอน 8 ขวบ แล้วจากมรดกพันล้านผมไม่ได้แม้แต่บาทเดียว ผมโดนพี่น้องโกงไปหมด ผมก็เล่าเรื่องนั้นทั้งหมดให้ FC ฟังไปเล่าที่ไหนเขาก็บอกแล้วเสร็จคนก็จะมาคอมเมนต์ก็มาบอกเรื่องจริง ๆ หมอสุนิลอันนี้เรื่องจริง ผมบอกว่าเริ่มไลฟ์จากชีวิตเด็กอย่างแคธี่เริ่มไลฟ์จากชีวิตเด็กก็ได้ ถ่ายวีดีโอทำเป็นคลิปก็ได้ ทำเป็นคลิปสั้น ๆ ก็ได้เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง ชีวิตวันนี้ไปพบกับเพื่อนคนนี้ เล่าเรื่องตลกเล่าเรื่องอะไรก็ได้ทำเป็นคลิป แต่ถ้าจะไลฟ์สดมันต้องเป็นคนที่ต้องพูดเก่ง ต้องพูดสัพเพเหระพูดมันไปเรื่อยเปื่อยไม่มีคนดูก็พูดเรื่อยเปื่อยได้
ถ้าเกิดว่าอยากขายของแต่พูดไม่เก่งทำยังไง ?
เคธี่ : เคธี่รู้สึกว่าพูดไปเรื่อย ๆ ทำไปซ้ำ ๆ รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่เราไม่เก่งหรอก สมมติว่าไม่เก่งเรื่องนี้เรื่องหนึ่ง ถ้าเราทำซ้ำ ๆ ทำเรื่อย ๆ ทุก ๆ วันสุดท้ายมันก็เก่ง เชื่อเรื่อง manifestation ถ้าเราคิดว่าทำมันได้เราจะเก่งในสิ่งนี้สุดท้ายมันก็ทำได้ เราต้องเป็นคน 1 definite ก่อน 2 เราขายของไม่เป็น เริ่มจากการเล่าเรื่องราวของเรา เป็นใครมาจากไหน อาจจะเป็นการโพสต์วีดีโอไปก่อน เราพูดไม่เป็นเริ่มจากการพูดหน้ากระจกทุก ๆ วัน อันนั้นคือเคล็ดลับหนึ่งที่เคธี่ทำ มองตัวเองว่าเราพูดแบบนี้ เราจะแก้ยังไง ถ้าเราจะทำอะไรทำไป ไม่ต้องท้อ คนไม่ดูไม่เป็นไรทำไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเลยถ้าเป็นเคล็ดลับที่เคธี่แนะนำนะ
หมอสุนิล : ถ้าถามตัวผมเองนะครับผมว่าพยายามทำคลิปที่มันตลก คนไทยเราชอบอะไรที่มันตลก อย่าไปทำแบบหน้าซีเรียสจะฆ่-าคนเสียชีวิตอะไรอย่างนั้น อย่าไปทำคลิปดุเดือด ทำคลิปตลกสนุกสนานคนก็จะดูตลอด แล้วก็อีกคลิปหนึ่งถ้าพูดไม่เก่งผมบอกว่าไม่ใช่ประเด็นเลย ดูอย่างมาดามพูดไทยไม่ชัดแต่ FC ทั่วประเทศเพราะที่เขาพูดไม่ชัด เพราะฉะนั้นการพูดไม่ชัดก็ยังสามารถขายได้เลย แกพูดพลังเป็นพะแลง แล้วมีอะไรอีก
เคธี่ : มีภูมิใจเป็นผอมใจ เยอะมากแต่แคธี่รู้สึกว่าสุดท้ายแล้วแค่เราต้อง 1 เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนยังไง เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าเราดีด้านไหน เราไม่ดีด้านไหน เสร็จปุ๊บเราเอาตัวเองออกมาในรูปแบบที่คนอื่นสามารถมองเราได้ แต่ถ้าวันหนึ่งยังไม่รู้ตัวตนตัวเอง สำหรับเคสที่คนไม่รู้ เราก็หาตัวเอง ดูว่าเราชอบทำอะไร เราชอบดูหนังแบบไหน แนวแบบไหนทุกอย่างมันเกี่ยวนะว่าเราชอบกินอะไร ทุกอย่างมันสามารถบอกได้ว่าเราเป็นคนยังไง ซึ่งถ้ารู้ตัวตนเองแล้วเราก็นำเสนอสิ่งนั้นออกมาในรูปแบบคลิปหรือว่าไลฟ์ สุดท้ายถ้าเราเป็นตัวของตัวเองแล้วเราเรียลกับตัวของเรายังไงก็ชอบ แคธี่รู้สึกว่า abilities นี้คนชอบความเรียล คนชอบความที่มันไม่มีอะไรปรุงแต่งแค่นั้นเลย
หมอสุนิล : ไม่มีอะไรเสแสร้งแล้วก็ไม่มีอะไรที่มันไปพัวพันกับการเมือง แล้วก็อะไรก็ช่างที่เป็นครอบครัวคนไทยอยากดู บางทีการโซโล่เดี่ยว วันนี้เราไปแบบครอบครัวเรามองเลยว่าเราจะไปไกล เรามีล้มบ้างบางช่วงวิวเราดรอปบ้าง แต่เราไม่ท้อ แคธี่บอกป๊าวิวดรอป ใจเย็นการค้ามันต้องมีขึ้นมีลง เดี๋ยวมันก็ดีเอง วันนี้ยอดเรตติ้ของเราเด้งขึ้นมาเหมือนเดิมแล้ว แล้วก็เรามั่นใจว่าเราจะไปแบบแข็งแรงแล้วก็มั่นคง
เทรนด์ที่ผ่านมากับ TikTok คิดว่ามันคืออะไร ?
หมอสุนิล : คือเรามีทีมงานของ TikTok ช่วยแนะนำให้ด้วยว่าเดือนนี้ วันที่ตรงนี้ถึงวันที่ตรงนี้คุณต้องหยุด เขาก็ให้เราพัก บางทีเขาเห็นใจเรานะว่าคุณหมอทุกคนเหนื่อยกันมากแล้วเดี๋ยวเสียงจะหาย หยุด 4 วันเถอะ ช่วงนี้เทรนด์ไม่ค่อยดี ช่วงวันนี้ 10 วัน ต้องอยู่ทั้ง 10 วันนะ เพราะจะเป็นวันที่ขายดีวันที่เขาปล่อยคูปอง นั่นแหละคือเคล็ดลับที่เราได้ ก็คือจากทีมงาน TikTok ทั้งจากเมืองไทยแแล้วจากเมืองจีน อย่างของที่บ้านทีมงานจากเมืองจีนบินมาประชุมเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อที่จะปั้นเราขึ้นมา เขามองศักยภาพในตัวเราถึงแม้ว่าวันนี้ตัวเลขเราไม่ได้สูงมากแต่เขาก็พร้อมสนับสนุน
ถ้าพูดถึงเคล็ดลับในการเพิ่มการมองเห็นคืออะไร ?
หมอสุนิล : 1 คือความตั้งใจในการทำงานของทีมงานของเรา 4 คน ถ้าไม่มีมาดามปูจ้าก็ไม่ได้ ไม่มีเควิน คือบางทีบางวันผมหนีไปสังสรรนะเสร็จปุ๊บผมต้องโดนตามตัวกลับมาเลย FC ตามหา คุณหมอสุนิลหายไปไหน คือมันต้องมีทั้ง 4 คนอยู่พร้อม ถ้าเรา 4 คนเดินด้วยกันเราจะไปได้ไกล เมื่อ 6 ปีที่แล้ว Netflix ติดต่อผมว่าอยากจะทำเป็น Family Sequence ของที่บ้าน แล้วก็เป็นคล้าย ๆ กับ The Kardashians ทุกวันนี้จะมีคอมเมนต์เข้ามาใน TikTok หรือใน Social Media เยอะมาก The Bangkok Kardashians คือมันเป็น household drama อะไรเกี่ยวกับครอบครัวเดี๋ยวไปนู่นไปนี่ นี่คือผลลัพธ์ที่เราได้ แล้วเราไม่เหลิงตัวเราเอง ไม่หลงตัวเองว่าเรามาถึงจุด ๆ นี้ได้แล้วนะ เราหยิ่งนะ ไม่ ผมว่าวันนี้แคธี่ด้วยอายุที่ 22 ขวบ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาแคธี่เพิ่งเริ่มในการให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียน 8 คน ในตั้งแต่วัยประถมแล้วเขาจะดูแลเด็กพวกนั้นจนจบมหาวิทยาลัยจากรายได้เขา นั่นคือสิ่งที่ผมสอนเขา ตัวผมเองมีเด็กที่ผมดูแลอยู่ประมาณ 50 คน แล้วก็แคธี่เริ่ม 8 คนแล้วแค่ทำงานได้เดือนเดียว
เล่าให้ฟังหน่อย ?
เคธี่ : ถ้าเรามีทุกอย่างมีอะไรก็ตามรู้สึกว่ามันก็จะมีหลาย ๆ คนที่อาจจะไม่ได้มีแบบเรา ซึ่งเคธี่เป็นคนที่ tranquil เรื่องนี้มาก เป็นคนที่รู้สึกว่าเราต้อง repeatedly give help อาจจะไม่ใช่สิ่งใหญ่อาจจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ บางที่อาจจะเป็นไอศครีมแบบตอนอยู่บ้านทุกวันศุกร์จะเอาไอศกรีมไปให้น้อง ๆ เด็ก ๆ ที่จะอยู่ในซอย คือเคธี่มีแบบนี้ตั้งแต่โตขึ้นมาแล้วว่าอยากเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคน คนที่เขาไม่มีกินหรือว่าไม่มีใช้ คือปะป๊าหม่าม๊าสอนตลอดเลยว่าเราต้องคอยช่วยคนนะ ต้องคอยซัพพอร์ตคนตลอด ซึ่งเคธี่ก็รู้สึกว่าในเมื่อตอนนี้แคธี่เริ่มมีอะไรของตัวเองขึ้นแล้วเริ่มสร้างตัวตนขึ้นมา เริ่มหาเงินมาได้แล้ว อยากจะไม่ใช่แค่เอามาใช้เอง อยากจะให้คนอื่นได้สนุกแล้วก็ได้สิ่ง ๆ นั้นไปใช้ เขาจะเอาเงินก้อนนั้นไปทำอะไรก็เรื่องของเขา แต่ว่าสุดท้ายแคธี่ก็คืออยากจะเป็นคนที่อยากให้ อยากจะช่วยเหลือทุก ๆ คน
หมอสุนิล : หลายสิ่งหลายอย่างเขาอาจจะมองไม่เห็นว่าสิ่งที่ครอบครัวผมทำอะไรบ้าง ตัวผมเองดูแลผู้ป่วยติดเตียง 26 หลังคาเรือนในชุมชนสลามัต แล้วก็เรามีรถตู้บริการให้เขาสำหรับเวลาผู้สูงอายุไม่สบายไปโรงพยาบาล เท่าที่ผมทำได้พวกเราทั้งครอบครัวเราทำทุกอย่าง ผมบอกว่าการช่วยคนเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน อย่าไปทำไกล ๆ ให้มันเหนื่อย เอาใกล้ ๆ ให้เดินไปถึงแล้วก็ทำได้ นั่นก็คือ สิ่งที่พวกเราทำกันครับ
ทุกมิติเกี่ยวกับบ้านนี้ ต้องมีหลายคนที่ดูคอนเทนต์นี้แล้วจะได้ลุกขึ้นมาทำ ?
เคธี่ : ถ้าตัดสินใจที่จะไลฟ์หรือว่าธุรกิจอะไรก็ตาม อาจจะเล็กหรือใหญ่เคธี่รู้สึกว่าคุณต้องทำไปก่อน เชื่อว่าถ้ามันมีอุปสรรคเข้ามา มันจะสำเร็จไหม มันจะไม่สำเร็จไหม เป็นคนคิดเยอะคิดมาก เคธี่รู้สึกว่าคุณไม่ต้องคิดเรื่องนั้นก่อน คุณต้องตั้งใจ ทำให้มันเต็มที่ ถ้าใส่พลังของเราให้มันเต็มสุดเหวี่ยงแล้วขยันยังไงมันก็จะสำเร็จ อันนั้นคือแนะนำหนึ่งของเคธี่เลย ซึ่งรู้สึกว่าถ้าใครมี mindset แบบนั้นเป็นคนที่ขยันนะ ไม่มีใครจะห้ามคุณได้ แล้วสุดท้ายคุณก็จะสำเร็จในสิ่ง ๆ นั้น เป้าหมายสุดท้ายของคุณ คุณก็จะทำให้มันสำเร็จ Manifest ว่ามันจะสำเร็จแค่นั้นเลย อุปสรรคอะไรอย่างนี้มันเข้ามาอยู่แล้ว มองว่าเป็นการเรียนรู้ จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่เราจะมานั่งท้อนั่งเศร้า อันนั้นคืออีกหนึ่งแนะนำที่อยากจะแนะนำ
หมอสุนิล : แล้วอีกอันหนึ่งตั้งแต่ผมดูไลฟ์มาจะสังเกตสิ่งหนึ่งในการไลฟ์ของพี่วู้ดดี้ว่าคนไทยเราเก่งมาก ผลิตภัณฑ์ที่มาแต่แล้วอัน มันทำในราคานี้ได้ยังไง ผมนั่งดูไลฟ์ ตื่นเต้นตลอดเลยแบบอันนี้ 200 บาท คิดได้ยังไงมันทำไมเก่งจังเลย ผมบอกทุกคนเลยว่าประเทศไทยเราอีก 4 ปีจะแซงเมืองจีนในแง่ของโปรดักชัน สินค้าไทยเราดีมาก แล้วเราจะมาคุยกันหลังจาก 4 ปีว่าคุณหมอสนุนิลพูดถูกไหม
มิสแกรนด์คือยังไง ?
เคธี่ : เคธี่มีเป้าหมายเยอะมาก ๆ ที่อยากจะลง Miss Universe , Miss Immense ซึ่งลงแน่นอนปีหน้า ลงแน่นอนแต่ว่ายังไม่แน่ใจว่าจะลง Miss Universe หรือว่า Miss Immense คือต้องทำการบ้านเรื่องนี้ก่อนว่าจะลงเวทีไหน
กลยุทธในหัวคุณคือ ?
เคธี่ : คือเราชอบ ชอบมาก คือชอบหมด Miss Universe , Miss Immense อยากลง อยากเล่นหนัง เล่นซีรีส์ก็อยากเล่น เป็นคนที่มีเป้าหมายเยอะมาก ๆ แต่ว่าเป้าหมายตอนนี้คือไลฟ์ขายของ ถ้าอันนี้มันเริ่มประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะเพิ่ม Miss Universe , Miss Immense เข้ามา แต่ว่าเป็นคนที่ทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้นะ เป็นคนที่จะตื่นเต้นหน่อยก็คืออยากจะค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ หยิบทีละอย่าง เพลงก็อยากทำ อยากทำทุกอย่างแต่ว่าปีหน้านะ Miss Universe หรือไม่ก็ Miss Immense คือมาแน่นอนค่ะ












