
‘บิ๊กเต่า’ เผยสถานะ ‘นพรัตน์’ อดีต ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คดีเงินทอนวัด เป็นพลเมืองสหรัฐฯไปแล้ว แต่เชื่อเอาตัวกลับมาได้ปลายปีหลังขึ้นศาลนัดแรกที่เท็กซัส แจง ปปป.ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องอีก 18 คดี ตอนนี้กำลังแปลเอกสารอยู่แล้วจะส่งให้อัยการช่วงต้นเดือน พ.ค.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวจากกรณีที่ปรากฎเป็นข่าวว่านายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ถูกหน่วยงาน US Marshals สหรัฐอเมริกา เข้าจับกุมตัวได้ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของรัฐเท็กซัส (provisional arrest) ซึ่งมีกำหนดที่จะต้องขึ้นศาลในรัฐ Texas เรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามคำร้องขอตามสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) โดยการดำเนินการจับกุมนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ ว่าร่ำรวยผิดปกติกว่า 500 ล้านบาท จากการเข้าไปเกี่ยวพันกับคดีทุจริตโครงการเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด และการพัฒนาวัด (คดีเงินทอนวัด)
จากกรณีดังกล่าวสำนักข่าวอิศราได้ติดต่อสอบถามไปยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่าการดำเนินการของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้นเป็นคดีหลักที่ส่งเรื่องให้กับทางอัยการเพื่อประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน สำหรับในส่วนของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ก็มีคดีเกี่ยวกับนายนพรัตน์อยู่ด้วยกัน 18 คดี ซึ่งจะต้องทยอยส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการต่อไป โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการประชุมกับอัยการสูงสุด (อสส.) ในเรื่องนี้
รอง ผบช.ก.กล่าวต่อไปว่าสถานะของนายนพรัตน์ปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ดังนั้นจะต้องมีการขึ้นศาลที่รัฐเท็กซัสในช่วงปลายปีนี้ สำหรับขั้นตอนการจับกุมนายนพรัตน์นั้นทางอัยการระหว่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ) จนทำให้มีการจับกุมเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าในต้นเดือน พ.ค. ปปป.น่าจะส่งสำนวนคดีไปให้กับอัยการเพื่อให้ดำเนินการติดตามตัวต่อไปได้
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อไปว่าหลังจากนี้ก็คงเป็นประเด็นข้อต่อสู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะส่งพลเมืองสหรัฐฯ กลับมายังประเทศไทยได้ ตอนนี้ก็เลยมีการแปลหลักฐานต่างๆส่งไปให้กับทางอัยการ ให้มีการประสานสถานทูตที่สหรัฐฯ และถ้าหากมีการขึ้นศาลนัดแรกกันที่รัฐเท็กซัสในช่วงปลายปี ก็คาดว่าในช่วงปลายปีนี้น่าจะเอาตัวนายนพรัตน์กลับมาที่ไทยได้
“เขาเป็นพลเมืองสหรัฐฯไปแล้ว เราก็ต้องส่งข้อมูลหลักฐานไปว่าการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะไปอยู่ที่นั่น ซึ่งตอนนี้เราใช้หมายของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปก่อน เดี๋ยวหมายชุดใหญ่ของสอบสวนกลางชุดใหญ่เข้าไปอีกทีหนึ่ง” รอง ผบช.ก.กล่าว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยมีกระบวนการขอให้ออกหมายแดงของตำรวจสากลให้มีการจับกุมและส่งตัวนายนพรัตน์หรือไม่ รอง ผบช.ก.กล่าวว่าพยายามขอมาตลอด แต่เพราะว่าคดีเกี่ยวกับนายนพรัตน์นั้นมีเยอะมาก ความเสียหายจากการทุจริตเป็นหลักพันล้านบาท ก็อยู่ที่ขั้นตอนของอัยการที่ว่าฟ้องหรือไม่ฟ้อง บางคดีไม่ฟ้อง ก็เลยทำให้มีความล่าช้า อย่างเช่นของ ปปป.ก็มีอยู่ 18 คดี และก็ไม่ทราบว่ามีคดีเกี่ยวกับนายนพรัตน์ยังมีอยู่ที่อื่นอีกหรือไม่
“การจะให้ส่งตัวคนของเขากลับมานั้นก็ต้องแจ้งว่ามันมีคดีอะไรบ้าง ซึ่งมันเยอะมาก ตอนนี้เรากำลังแปลเอกสารอยู่” รอง ผบช.ก.กล่าว
เมื่อถามถึงบรรยากาศเกี่ยวกับการรวบตัวนายนพรัตน์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง รอง ผบช.ก.กล่าวว่าไม่ทราบ แต่รู้ว่าทางเจ้าหน้าที่ส่งข่าวมาว่าได้ตัวแล้ว เพราะเป็นเรื่องอัยการระหว่างประเทศเขาประสานไปแล้วก็แจ้งความคืบหน้ากลับมาทางเรา
อ่านประกอบ :
ที่มา สำนักข่าวอิศรา ( isranews.org )