
สรุปคำวินิจฉัย “คดีคลิปเสียง” แพทองธาร รอดข้อหาไม่ซื่อสัตย์สุจริต ตกปมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

ที่มาของภาพ : Reuters
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
“คดีคลิปเสียง” มีคณะ สว. 36 คนเป็นเจ้าของคำร้อง ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
เวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ที่มีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นประธาน ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ โดยมติเสียงข้างมากให้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้เธฮหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 1 ก.ค.
6 เสียงข้างมาก เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160
ตุลาการกลุ่มนี้ ประกอบด้วย นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด
Discontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด
4 เสียง (ใน 6 เสียงข้างมาก) เห็นว่า ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรา 160 (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ตุลาการกลุ่มนี้ ประกอบด้วย นายปัญญา, นายวิรุฬห์, นายจิรนิติ, นายบรรจงศักดิ์
2 เสียง (ใน 6 เสียงข้างมาก) เห็นว่า ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)
ตุลาการกลุ่มนี้คือ นายอุดม, นายอุดม
3 เสียงข้างน้อย เห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ตุลาการกลุ่มนี้ ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ
อำนาจศาล กับ คลิปมิชอบ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัย 48 นาที ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่การตีความเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา 2 ประเด็นสำคัญซึ่งเป็นข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้อง
ศาลมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่?
ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างถึงกรณีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยศึกษาเรื่องศาลรัฐธรรมนูญไทย กับฝรั่งเศส เยอรมัน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศที่จำกัดแนวทาง ไม่วินิจฉัยดุลพินิจทางการเมือง เพื่อให้การเมืองตรวจสอบกันเอง แต่คดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของ น.ส.แพทองธาร ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้ขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจระหว่างประเทศ ไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยศาล แต่ถูกตรวจสอบโดยกระบวนการการเมืองและองค์กรทางการเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาเฉพาะส่วน มีเหตุตามมาตรา 160 (4) (5)

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
คลิปเสียงนี้รับฟังได้หรือไม่?
ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ เพราะบันทึกโดยปราศจากความยินยอมจากคู่สนทนา และเป็นภาษาต่างประเทศซึ่งยังไม่ได้ผ่านการแปลหรือรับรองความถูกต้อง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาของศาลใช้ระบบไต่สวน โดยศาลมีอำนาจค้นหาความจริง และได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องสืบพยานหักล้างพยานหลักฐานไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีภาพและเสียงของผู้ถูกร้องชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลปรากฏถ้อยคำว่า “เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่านคุยกัน อัดคลิป แน่นอนว่าฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ” ซึ่งเป็นการยอมรับว่าเป็นคนในคลิปจริง
แม้ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าเป็นพยานหลักฐานได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าถูกขู่เข็ญ ลวงลวง หรือกระทำการมิชอบในการสนทนาในคลิปเสียงแต่ประการใด ดังนั้นคลิปเสียงดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญ พิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานเพื่อให้ข้อเท็จจริงถูกต้องในคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสนำพยานหลักฐานมาโต้แย้ง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำตามที่ปรากฏในคำร้องจริง และถ้อยคำที่กล่าวในบทสนทนาเป็นภาษาไทย จึงไม่ต้องแปลเพื่อยื่นศาล ศาลจึงรับฟังคลิปเป็นพยานหลักฐานได้
ความเป็น รมต. สิ้นสุดลงเพราะเหตุใด
การพิจารณาเรื่องนี้ ต้องพิจารณารัฐธรรมนูญ 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 160 (4), มาตรา 160 (5), มาตรา 170 (4)
ศาลรัฐธรรมนูญให้คำจำกัดความของคำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า การประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่ลวงลวง
ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของคนทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม
ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่ออสัตย์สุจริตทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ทั้งต้องแสดงให้เห็นต่อสาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัด ครบถ้วน เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งอันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชน
ผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามมาตรา 160 (4) หรือไม่?
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐธรรมนูญวางหลักการไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หลักการนี้มิใช่เพียงการเรียกร้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเองเท่านั้น หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ มีลักษณะเป็นที่ประจักษ์ อันบ่งบอกว่าต้องรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคม ใช้หลักการตีความจากพฤติกรรม มีข้อเท็จจริงชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้เจตนาไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่
ดังนั้นการพิจารณาประเด็นซื่อสัตย์สุจริต ต้องพิจารณาบริบทของความได้สัดส่วน และความจำเป็น และป้องกันมิให้ผู้มีประพฤติเสื่อมเสียใช้อำนาจของรัฐ แม้พฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่คนทั่วไปพึงยึดมั่นไม่ว่าอยู่สถานะใด ยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะ ยิ่งต้องเรียกร้องให้ยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งใช้อำนาจรัฐ อยู่ภายใต้ลักษณะของหน้าที่ภารกิจแตกต่างกัน การตีความกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำเพียงลายลักษณ์อักษรย่อมไม่เหมาะสม ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันปกติของการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งนั้น
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุน เซน นั้น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดอย่างสูง แม้มีช่องทางพิจารณาทางการผ่านการประชุม JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Boundary Charge – JBC) เมื่อ 14 มิ.ย. แต่สมเด็จฮุน เซน กลับแถลงกดดันไทยให้เปิดด่านผ่านแดน ตอบโต้ห้ามนำสินค้า น้ำมัน หรือเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากไทย จุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับผลการประชุม JBC ซึ่งมีการตกลงกันไว้ เมื่อผู้ถูกร้องใช้ช่องเจรจาไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงใช้ช่องทางคุยกับสมเด็จฮุน เซน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุน เซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาคที่ 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อันแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนอ การรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติ การถือว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟัง
เมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง กระทบกระเทือนเอกราช อธิปไตย ที่ไทยมีสิทธิอธิปไตย และความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันบ่อนทำลายผลประโยชน์ชาติ การเจรจาดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงการไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงผลประโยชน์ชาติ มีเจตนารักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ เป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ พึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
ผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 160 (5) หรือไม่?
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกฯ มีฐานะหัวหน้ารัฐบาล จึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะตลอดเวลา สถานะที่ 1 ประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สถานะที่ 2 นายกฯ ต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ
รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารต้องดูแลผลประโยชน์ประเทศเหนือผลประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินมิใช่บริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจหน้าที่เป็นตัวแทนไทยติดต่อนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดบริหารประเทศ รักษาปกป้องผลประโยชน์ รักษาอธิปไตย ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ นายกฯ จึงมีอำนาจตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เรื่องเกี่ยวกับเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้ทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้อง และเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านไทย-กัมพูชาอันเป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่สนทนาส่วนตัวทั่วไประหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน จึงไม่ใช่กระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯ ซึ่งต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
คำเรียกแม่ทัพภาคที่ 2
เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงและเบิกความว่าเป็นการใช้เทคนิคการเจรจา แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคลเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง โดยมุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น
ศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จ ฮุน เซน รวมกันเป็นฝั่งหนึ่งที่เรียกว่า “เรา” และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่า “เป็นคนของฝั่งตรงข้ามกับเรา” รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีนายกฯ ของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องเบิกความว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองที่มีอิทธิพลกับเพื่อนประเทศกัมพูชา และเป็นบิดาของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอด ในห้วงเวลาที่ไทยกำลังมีปัญหาชายแดนกับกัมพูชา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ
“ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าว วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบ กลับถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชา เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้” คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
เทคนิคในการเจรจา
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่าน ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาทางการทูตสำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาจะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจก่อน และเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการตามหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา และมุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาต่อไปนั้น
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้วดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องที่ว่าสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชาที่จะสามารถกระทำการอันก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องก็ชี้แจงว่า ภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน มีการพูดคุยคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการควบคู่กันไป
สำหรับการเจรจาไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกร้องสนทนาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้า ครม.
ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ในกรอบรัฐธรรมนูญ
- มาตรา 3 บัญญัติว่า ครม. ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
- มาตรา 164 (1) บัญญัติให้นายกฯ และคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ
- ต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามมาตรา 160 (5) ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 219 ของมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ หาใช่ว่าผู้ถูกร้องจะเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีนี้เป็นการเจรจาเรื่องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าการเจรจาสามารถมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูล และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่ด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และยิ่งต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
อา กับ หลาน
จากนั้นศาลได้หยิบยกถ้อยคำต่าง ๆ ที่ปรากฏในคลิป ได้แก่ “ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว” “จริง ๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” “จะโพสต์หรืออย่างไรก็ได้ ให้ท่านฮุน เซน แนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าต้องเป็นการตกลงร่วมกัน เพราะตอนนี้อิ๊งกำลังโดนหนักมากเล” “พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้ว พี่ฮวด แต่ต้องเป็นการบอกว่าเราตกลงร่วมกันว่าเราเปิด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเรายอม ๆ หมด อิ๊งก็จะโดน เพราะว่าตอนนี้มันเลยมาถึงเรื่องก่อนด่านแล้ว” “ถ้าท่านฮุน เซน อยากได้อะไรก็ให้บอก จะได้คุยกันได้ตกลงกันได้ เพราะว่าบางทีที่ท่านโพสต์เฟซบุ๊กออกมา” “รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งเป็นนายกฯ มา ก็คือเรื่องกัมพูชานี่แหล่ะ” “อิ๊งไม่ออกมาตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เพราะอิ๊งก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วถ้าจะเอาอะไรจริง ๆ ให้บอกอิ๊งได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็คือไม่เป็นข่าว” “จะไปคุยกับกลาโหม ดูแล้วขอคอนเฟิร์มกลับมา ดูแล้วขอไปคุยกับกองทัพก่อน ดูแล้ว เดี๋ยวก็จะสั่งไปเลย แต่ว่าอิ๊งรอให้มัน 100% แล้วค่อยแจ้งกลับมาดีกว่า เพราะไม่อยากจะยังไม่ 100% แล้วบอกท่านก่อน แต่ว่าจริง ๆ ก็จัดการได้ค่ะ”
ศาลเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นลักษณะให้สมเด็จฮุน เซน เห็นใจและช่วยเหลือผู้ถูกร้องในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากผู้ถูกร้องกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างหนักจากประชาชนในประเทศ จนทำให้เสถียรภาพรัฐบาลมีความสั่นคลอน แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์อันดีเป็นการส่วนตัวกับสมเด็จฮุน เซน จึงไม่ตอบโต้ และผู้ถูกร้องโน้มน้าวให้เปิดด่านร่วมกัน ในลักษณะการตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา เนื่องจากหากยินยอมตามข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงท่าทียอมตนหรือยอมจำนนล่วงหน้าให้สมเด็จฮุน เซน เสนอความต้องการของตนเองให้ผู้ถูกร้องทราบ ผู้ถูกร้องยินดีจะดำเนินการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข หรือกำหนดขอบเขตการเจรจาต่อรองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือรักษาจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ แต่กลับเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถหยิบยื่นข้อเรียกร้องใด ๆ กับฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าว มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าฝ่ายไทยและผู้ถูกร้องพร้อมที่จะเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX
การปิดด่าน
จากนั้นศาลได้ไล่ไทม์ไลน์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
- 6 มิ.ย. ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้กองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมจุดผ่านแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และนโยบายของรัฐบาล หรือพิจารณาจากความเบาไปหาหนักและเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่อมาฝ่ายกองทัพได้มีคำสั่งควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามชายแดนไทย-กัมพูชา
- 7 มิ.ย. ยังไม่มีการประชุม สมช. เพื่อเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าว
- 9 มิ.ย. 2568 ผู้ถูกร้องทราบผ่านการรายงานของกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) มีหนังสือด่วนที่สุดเสนอ สมช. ให้เสนอมาตรการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ โดยเสนอยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม เช่น การตัดกระแสไฟ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ และการควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ที่อาจนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ
- 14-15 มิ.ย. กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงการประชุมเจบีซี โดยมิมีการหารือประเด็นกัมพูชาจะนำพื้นที่ 4 จุดเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และมิได้มีการหารือเรื่องแผนที่ในประเด็นที่กัมพูชาอ้าง
- 15 มิ.ย. 68 วันที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ยังไม่มีทีท่าจะลดระดับความรุนแรงแต่อย่างใด
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังเบิกความว่า กรณีมีการปิดด่านไทย-กัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย
ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ให้มีการเจรจาเปิดด่านพร้อมกันกัมพูชา จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าประโยชน์และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน และลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของผู้ถูกร้อง โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศดีขึ้น อันจะนำไปสู่เสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน อันไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด
“พฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ย่อมทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชาโดยไม่คำนึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ด้วยเหตุว่าผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และกระทำการเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา”

ที่มาของภาพ : thai recordsdata pix
เกียรติของนายกฯ
แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามการไต่สวนว่า วันที่ 16 มิ.ย. ผู้ถูกร้องได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กที่บ้านพิษณุโลก แจ้งการหารือกับสมเด็จฮุน เซน ให้กับผู้ประชุมทราบ แต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดข้อสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ว่ามีรายละเอียดอะไร อันเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบเจตนาแท้จริงของผู้ถูกร้องซึ่งจะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหาย
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. พยาน ได้ตอบคำถามความว่า วันที่ 18 มิ.ย. พยานเพิ่งทราบรายละเอียดที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน อันเป็นข้อความพิพาทจากคลิปเสียงที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้นการแจ้งที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กเมื่อ 16 มิ.ย. โดยปกปิดข้อความที่จะจะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริงของผู้ถกร้องที่ได้กระทำไปแล้วเมื่อ 15 มิ.ย.
ดังนั้นกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน จึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบและความระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยของนายกฯ ควรต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)
เมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัวคือคะแนนนิยมและเสถียรภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องด้วยกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึงและยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกฯ และประเทศไทย เพราะความนิยมหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ และการนับถือของประเทศชาติอันเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจและไว้วางใจในนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ ทำให้ประชาชนขาดความภูมิใจและไว้วางใจซึ่งนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ 6, 7, 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
นอกจากนี้แม้ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวกับผู้นำประเทศคู่กรณี เป็นไปเพื่อแก้ไขให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข ไม่ต้องใช้ความรุนแรงจัดการปัญหา อันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำของผู้ถูกร้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกฯ ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์อย่างร้ายแรงในการดำรงตำแหน่งนายกฯ และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด
ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่ามลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรคสอง อีกด้วย

ที่มาของภาพ : Reuters
ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ส่วนข้อกล่าวหาอื่น ๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 ก.ค.
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) โดยให้นำมาตรา 168 (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
ที่มา BBC.co.uk