
‘สภาพัฒน์’ เตือนแจกเงิน ‘ชาวนา’ ไร่ละ 1 พัน 4.5 หมื่นล้านบาท ชี้ไม่เอื้อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ‘อุตสาหกรรมข้าวไทย’ ซ้ำอาจทำให้ ‘ผลผลิตข้าว' เกินกว่าโอกาสทาง ‘การตลาด’
……………………………..
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 วงเงินรวม Forty five,204 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป นั้น (อ่านประกอบ : ล้วงเงิน‘ธ.ก.ส.’แสนล้านสำรองจ่าย! ครม.ไฟเขียวแจก‘ชาวนา’ไร่ละ 1 พันบาท-ปล่อยกู้พยุงราคาข้าว)
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังค มแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ในเรื่องดังกล่าว โดย สศช. มีความเห็นว่า การขอยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี้ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
และการขอความเห็นชอบดำเนินโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 ที่ให้ดำเนินการช่วยเหลือข้าวนาปรังเฉพาะปี 2568 เท่านั้น และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 เป็นการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรโดยตรงในอัตราไร่ล่ะ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท
เป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนในระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งนาปรังและนาปีให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดภาระต้นทุนของเกษตรกร และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพัฒนาผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น โดยในส่วนของกรอบวงเงินงบประมาณ แหล่งเงิน และแนวทางดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เห็นสมควรให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่เอื้อต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมข้าวไทยในตลาดโลก เนื่องจากไม่สามารถสร้างแรงจูงใจ และผลักดันให้เกษตรกรเกิดความต้องการปรับระบบการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งยังอาจทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเพิ่มการผลิตข้าวที่เกินกว่าโอกาสทางการตลาดตามมา หากยังมีการสนับสนุนในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวนาปรังที่มีแนวโน้มที่เกษตรกรกรจะผลิตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระพบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวในระยะยาว
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณ และเป็นประโยชน์กับเกษตรกรในระยะยาวและการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการ ดังนี้
1.ติดตามกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินโครงการฯ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และสนับสนุนให้เกษตรกรใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต และการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังไปสู่พืชอื่นที่ให้มูลค่าสูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ
ตลอดจนติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ รวมถึงรายงานผลการติดตามประเมินผลโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 ที่มีการประเมินผลการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ก่อนและหลังโครงการฯ ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและบริหารจัดการมาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไป
2.การดำเนินการมาตรการหรือโครงการที่สนับสนุนและช่วยเหลือภาคเกษตรในระยะต่อไป กระทรวงและเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2566 ที่ให้พิจารณาดำเนินมาตรการ/โครงการในลักษณะที่เป็นการสนับสนุนการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคเกษตร รวมถึงพิจารณาการบริหารจัดการข้าวให้มีสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
โดยคำนึงถึงความเพียงพอในการบริโภคภายในประเทศ เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาข้าวตกต่ำ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศต่อไป อาทิ การลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง การปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นพืชอื่นที่มีมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับ การวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธ์ที่มีคุณภาพ และการสนับสนันให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้ซื้อปัจจัยการผลิต/เทคโนโลยีในราคาที่ถูกลงไว้สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวของเกษตรตรกร เป็นต้น
ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ในเรื่องนี้ ว่า ธปท.ไม่ขัดข้องกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในช่วงที่ราคาข้าวปรับลดลงมาก รวมถึงมีการสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก อย่างไรก็ดี ภาครัฐควรกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินให้ชัดเจนและเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีกระบวนการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบมาตรการในระยะต่อไป
อ่านประกอบ :
ล้วงเงิน‘ธ.ก.ส.’แสนล้านสำรองจ่าย! ครม.ไฟเขียวแจก‘ชาวนา’ไร่ละ 1 พันบาท-ปล่อยกู้พยุงราคาข้าว
เอกชนเตือน‘รัฐบาลใหม่’อย่าทำนโยบาย‘จำนำราคาสูง’-ตั้งเป้าปีนี้ไทยส่งออกข้าว 7.5 ล้านตัน
9 ปี อุดหนุน 4.85 แสนล้าน! รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา‘ไร่ละพัน’-แจกเป็นประเพณีไปแล้ว?
10 ปี‘จำนำ-ประกันรายได้’รัฐเท 1.2 ล้านล. อุดหนุนประชานิยม‘ข้าว’-TDRIจี้เลิกชดเชยซ้ำซ้อน
โอนแล้ว 1.4 หมื่นล.! ‘บิ๊กตู่’คิกออฟจ่าย‘ส่วนต่าง’ประกันรายได้ชาวนา-อุดหนุนไร่ละ 1 พัน
ครม.ควัก 8.1 หมื่นล้าน ถม ‘ประกันราคาข้าว เฟส 4’ คาดเงินถึงมือชาวนา 22 พ.ย. 65
ชำแหละ‘ประกันรายได้’ 4 พืช 3 ปี‘ภาระการคลัง’พุ่ง 2.57 แสนล้าน งบฯ 66 ก่อหนี้รัฐถึงทางตัน?
‘นบข.’ไฟเขียว'ประกันรายได้ชาวนาปี 4-มาตรการคู่ขนาน-ช่วยค่าบริหารข้าว' วงเงิน 1.5 แสนล้าน
3 ปี อุดหนุน 3.2 แสนล้าน ประกันราคา ‘ข้าว' แต่ทำไม ‘ชาวนา' ยังอยู่ในวังวน ‘หนี้สิน'?
‘อินเดีย’ ทิ้งห่าง ‘ไทย-เวียดนาม' เผย 10 เดือน ส่งออกข้าวทะลัก 17 ล้านตัน พุ่ง 51%
จาก'จำนำ'ถึง'ประกันรายได้' รัฐติดหนี้ 5 แสนล้าน-กู้อีก 1.4 แสนล้าน sะเบิดเวลาวิกฤติการคลัง?
ที่มา สำนักข่าวอิศรา ( isranews.org )