
ส่องเส้นทางสู่การรวมเสียงให้ถึง 247 ของ “เพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” เหตุใดยังไม่แน่นอน ?

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
มติของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ทันที และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นทั้งคณะ จากคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา กำลังทำให้สังคมจับตากันว่า ขั้วการเมืองฝ่ายใดจะสามารถรวบรวมเสียง สส. ให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 ให้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติดังกล่าวว่า ในตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีมในวันไหน เพราะต้องรอให้วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านหารือร่วมกันก่อนว่าจะพร้อมวันไหน แล้วแจ้งให้ประธานสภากำหนดวันอีกครั้ง
ต่อมาสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ออกหลังสือนัดประชุมนัดพิเศษ ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย. จึงทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อาจจะเป็นการเตรียมโหวตนายกฯ คนใหม่
ขณะเดียวกัน ในห้วง 24 ชั่วโมงแรก หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคัก โดยเฉพาะขั้วฝ่ายค้านอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่เร่งเกมเจรจาเพื่อหาแรงสนับสนุนในการรวบรวมเสียง สส. เพื่อโหวตนายกฯ ตั้งรัฐบาล

ที่มาของภาพ : Reuters
ขณะที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงจับมือกันเป็นรัฐบาลรักษาการต่อ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และยังมีแคนดิเดตอยู่อีกหนึ่งคน คือ นายชัยเกษม นิติสิริ
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด
Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด
.ประมวลประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นภายหลังการเมืองไทยเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ที่จะกำหนดได้ว่าช่วงเวลาที่เหลือ ใครจะเป็นผู้กุมอำนาจบริหารของประเทศ
เป้าหมาย คือ รวมเสียง สส. ได้ถึง 247 เสียงก่อน
เมื่อพิจารณาจำนวนเสียงในสภาของฟากรัฐบาลเดิมและพรรคร่วมฝ่ายค้าน พบว่ามีจำนวนเสียงห่างกันไม่มากนัก หรือที่เรียกกันว่า “เสียงปริ่มน้ำ” ทำให้กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ที่เดินเกมเพื่อรวบรวมเสียงให้ได้ตามเป้าหมาย คือ มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 247 เสียง จากทั้งหมด 492 เสียง
ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมประกอบด้วย 253 เสียง ดังนี้
- จากพรรคเพื่อไทย 140 เสียง
- พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง
- พรรคกล้าธรรม 25 เสียง
- พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง
- พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง
- พรรคประชาชาติ 9 เสียง
- พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง
- พรรคไทรวมพลัง 2 เสียง
- พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง
- พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
- พรรคไทยก้าวหน้า 1 เสียง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ก็มีกรณี สส.งูเห่าจาก สส. สังกัดฝ่ายค้านที่มีพฤติกรรมสนับสนุนหลายครั้งในหลายกรณี

ที่มาของภาพ : Getty Footage
ส่วนจำนวนเสียงในสภาของ 5 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีทั้งหมด 239 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 143 เสียง, พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง, พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง, และ พรรคเป็นธรรม 1 เสียง
จนถึงตอนนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยชิงจังหวะด้วยการนำเสนอจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแข่งกับพรรคเพื่อไทยซึ่งยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน
สำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับการเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกฯ ที่มีอยู่ในขณะนี้ ประกอบด้วย 5 คน จาก 4 พรรค
- นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย
- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี) และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ
- นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเร่งเจรจาเพื่อรวบรวมเสียงให้ได้ตามเป้าหมายอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า นี่จะยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนไปจนกว่าจะถึงวันโหวตนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลเฉพาะกิจนำโดยภูมิใจไทย นิ่งแล้วหรือยัง ?

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
แนวความคิดอย่างน้อย 2 ประการ ระหว่างพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. มากที่สุด 143 เสียง กับพรรคที่มี สส. อันดับ 3 อย่าง พรรคภูมิใจไทย เห็นตรงกัน คือ รัฐบาลใหม่จะต้องเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่มีวาระการดำรงตำแหน่งจำกัดเพียง 4 เดือน นับตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อสภา โดยมีภารกิจร่วมสำคัญ คือ การจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ว่าเมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) หลังจากที่นายอนุทิน ได้เดินทางไปพบกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ณ ที่ทำการพรรคประชาชนแล้ว และต่อมาพบว่าพรรคภูมิใจไทยออกแถลงการณ์ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชนแล้ว แต่เมื่อพิจารณาแล้ว มี 1 ข้อที่ไม่ตรงกัน
โดยเป็นข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการแก้ปัญหาความมั่นคงกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งไม่ปรากฏในเงื่อนไขของพรรคประชาชน และในขณะนี้ก็ยังไม่มีคำยืนยันใด ๆ จากพรรคประชาชนว่าจะตัดสินใจโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีโดยการนำของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในวันจันทร์นี้ (1 ก.ย.) พรรคจะหารือกันในเรื่องความชัดเจนในเรื่องนี้
ด้านพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ปิดประตูแห่งไมตรีสำหรับพรรคประชาชน โดยในวันนี้ (30 ส.ค.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ต้องการให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่าในมุมมองของเขา คิดว่าเรื่องนี้ต้องคุยในรายละเอียด แต่ก็ไม่ได้ติดขัดอะไรมากมาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่จะคุยกันของทีมเจรจา
“เรื่องนี้ถ้าดูดีเอ็นเอของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ห่างกันมาก มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอยู่ นโยบายหลายอย่างมีความสอดคล้องและคล้ายคลึงกันอยู่ในหลายเรื่อง”
จับตาการข้ามขั้วจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ที่มาของภาพ : Thai News Pix
การเร่งเกมรุกของพรรคภูมิใจไทยในช่วงค่ำของวันที่ 29 ส.ค. ก็สะท้อนให้เห็นภาพความเป็นไปได้ของการย้ายขั้วทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่มากขึ้น อย่างการหารือกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมี สส. ในมือ 25 เสียง แม้ว่าเธอจะยังสงวนท่าทีด้วยการอ้างว่าขอฟังมติของสมาชิกพรรคก่อนก็ตาม
ต่อมาปรากฏภาพการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายอนุทิน กับ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์, นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี จากพรรคเพื่อไทย หลังร่วมหารือกับเพื่อขอเสียงสนับสนุนตั้งรัฐบาล
สำหรับนายสุชาติ เป็นแกนนำกลุ่ม 18 สส. จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ในขณะที่นายศักดากล่าวว่า มีสมาชิกอีกประมาณ 10 คน ที่จะให้การสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ
ล่าสุดวันนี้ (30 ส.ค.) พรรคกล้าธรรมออกแถลงการณ์สนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยระบุว่า พรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม หนึ่งในนั้นคือ หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอย่างเด็ดขาด

ที่มาของภาพ : โฆษกพรรคกล้าธรรม
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยสามารถรวบรวมเสียงได้มากน้อยเพียงใด มีเพียงกระแสข่าวว่าสามารถรวบรวมได้แล้ว 280 เสียง ซึ่งผู้สื่อข่าวถามนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปฏิบัติทำหน้าที่แทนนายกฯ และเขาบอกว่า การที่ประกาศว่าได้ 280 เสียง โดยมีเสียงของพรรคประชาชน ทั้งที่พรรคประชาชนยังไม่ประกาศอย่างชัดเจน อันนี้ถือว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ”
อย่างไรก็ตาม การไม่ปรากฏตัวของตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมและนายสุชาติ ทั้งในการแถลงข่าวยืนยันจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) และการเข้าประชุม ครม. (นัดพิเศษ) ในช่วงเช้าของวันนี้ (30 ส.ค.) ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีและจุดยืนของกลุ่มได้ไม่น้อย
รัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่
อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นที่สงสัยของสังคมในภาวะที่ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ คนใหม่ได้ คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ “รักษาการนายกฯ” มีอำนาจยุบสภาได้หรือไม่ แม้ว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะเชื่อว่า สามารถทำได้ แต่การให้ความเห็นล่าสุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า อย่างที่เขาเคยเผยแพร่ไปว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามหลักความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรี ในระบบรัฐสภา โดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่า “ทำไม่ได้ อันนี้ตามตำราว่ามา”
เมื่อถามว่า ถ้ารัฐบาลประกาศยุบสภาจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณา ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่าให้ไปกระทบกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท เพราะพระองค์ทรงไม่เกี่ยวกับการเมือง นี่เป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว เวลาจะทำอะไรคนที่เสนอขึ้นไปจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ และอดีตที่ปรึกษาของนายกฯ เคยให้ความเห็นเอาไว้อย่างน้อย 2 ครั้งว่า รักษาราชการแทนนายกฯ มีอำนาจยุบสภาได้ ไม่ว่าในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา “คดีนายกฯ 8 ปี” ของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือในช่วงรอคำวินิจฉัย “คดีแต่งตั้งพิชิต” ของนายเศรษฐา ทวีสิน
“ผมเห็นว่าสามารถสั่งยุบสภาได้ และในระหว่างรักษาการ ก็ถือว่ามีอำนาจเต็ม” นายวิษณุ กล่าวเมื่อ 13 ส.ค. 2567
ที่มา BBC.co.uk