
เกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนน้ำท่วมหาดใหญ่ เหตุใดไม่มีการเตรียมรับมือน้ำท่วมดีพอ

ที่มาของภาพ : Getty Images
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Position, ผู้สื่อข่าว.
“ผมเสียใจมากจริง ๆ ครับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นภัยพิบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในหาดใหญ่ ผมกราบขอโทษทุกคน ญาติพี่น้องทุกคน ผู้เสียชีวิตครับ” นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “นายกฯ แป้น” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่กล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ระบุว่าขอรับผิดชอบเหตุน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจพิเศษหาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. เป็นต้นมาด้วยตนเอง
เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ระลอกนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 21 พ.ย. 2568 ก่อนจะเริ่มท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ย. ในวันที่ 25 พ.ย. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพดาวเทียมชี้ว่าน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่หาดใหญ่นั้นสูงเกิน 3 เมตร หลังน้ำเริ่มลดและสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในวันที่ 28 พ.ย. พบรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ตัวเลขล่าสุดของวันที่ 29 พ.ย. ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ยืนยันผู้เสียชีวิตจากเหตุอุกทกภัยในเขตจังหวัดสงขลา รวม 126 ราย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก็กล่าวขอโทษประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ตึกไทยคู่ฟ้าในวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมาเช่นกัน
“เจอใครก็ขอโทษที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลปกป้องให้พวกเขามีความปลอดภัยได้ เรื่องที่มาของปัญหายังไงรัฐบาลก็มีความบกพร่อง ยังไงผมก็ยอมรับ เมื่อมีคนเสียชีวิต เมื่อมีคนสูญเสีย อยู่บ้านไม่ได้ มันก็ความผิดนายกฯ นั่นแหละ” นายกฯ กล่าว
.สำรวจย้อนดูปฏิบัติการแจ้งเตือนภัย ตั้งแต่ขั้นตอนของการพยากรณ์ การประสานวางแผน การตัดสินใจครั้งต่าง ๆ ไปจนถึงคำสั่งอพยพในวันที่ 24 พ.ย. เพื่อประเมินว่าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพยากรณ์ปริมาณฝนและประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนนำไปสู่การตัดสินใจสั่งอพยพและรับมือกับสถานการณ์อย่างล่าช้าเกินไปหรือไม่
ระยะที่ 1 : เตรียมตัวรับน้ำฝน
ย้อนไปในช่วงก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ .พบหน่วยงานราชการอย่างน้อยสองแห่งได้คาดการณ์และประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าอาจเกิดฝนตกหนักบริเวณ จ.สงขลา ในช่วงวันที่ 17 พ.ย.
กรมอุตุนิยมวิทยา
กรมอุตุนิยมวิทยา เริ่มออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. โดยระบุว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ พร้อมคลื่นลมแรงในอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลกระทบไปจนถึงวันที่ 23 พ.ย. 2568 โดยเน้นย้ำให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่ม พร้อมทั้งแนะนำให้เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 19-23 พ.ย. ประกาศชื่อเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่ทุก ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 23 ฉบับ โดยฉบับสุดท้ายเผยแพร่ในวันที่ 26 พ.ย.
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดDiscontinuance of ได้รับความนิยมสูงสุด
สุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยกับ.ว่าข้อมูลพยากรณ์อากาศทั้งหมดที่มีการประกาศนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งทำหน้าที่แจ้งเตือนภัย โดย ปภ. จะนำประกาศนี้ไปดำเนินการต่อ
ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศยอมรับว่าตนทราบถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการสื่อสารแบบ “โมโนโทน” ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถทราบได้ว่าภัยที่กำลังจะมามีความรุนแรงเพียงใด อย่างไรก็ดี เขาชี้ถึงข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการเตือนภัยกับกรมอุตุนิยมวิทยา พร้อมระบุว่าอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากำลังดำเนินการปรับปรุงการสื่อสารของหน่วยงาน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
.พบว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของหน่วยงานตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2568 ให้พื้นที่ 11 จังหวัดภาคใต้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 17-22 พ.ย. โดยระบุพื้นที่จังหวัดสงขลาทุกอำเภอเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย หลังจากนั้นมาข้อความเดียวกันนี้ถูกประกาศอีกรอบหนึ่งในวันที่ 16 พ.ย.
ด้านสำนักงาน ปภ.จังหวัดสงขลา รับทราบถึงความเสี่ยงว่าอาจเกิดภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฟซบุ๊กของสำนักงาน ปภ. จังหวัดสงขลา ในช่วงวันที่ 17-20 พ.ย. เต็มไปด้วยภาพแสดงการประชุมเตรียมการเหตุอุทกภัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเช่นในวันที่ 17 พ.ย. นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่สำรวจและประเมินพื้นที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำใน ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา และได้มอบหมายให้นายสาโรจน์ สุวรรณเจริญ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปฏิบัติการ สำนักงาน ปภ. จังหวัดสงขลา ร่วมประชุมคณะทำงานด้านวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อการเตือนอุทกภัยเมืองหาดใหญ่
ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 18 พ.ย. สำนักงาน ปภ. จังหวัดสงขลาจะมีการประชุมกับรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นประธานการประชุมด้วย Zoom Meeting เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ
ขณะที่ในวันที่ 19 พ.ย. มีการร่วมประชุมคณะทำงานด้านวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์น้ำนำโดยผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศ โดยประชุมร่วมกับ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
การเตรียมการของเทศบาลนครหาดใหญ่
เทศบาลนครหาดใหญ่สื่อสารว่าพื้นที่อำเภอหาดใหญ่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. หลังจากนั้นเป็นต้นมาเพจเฟซบุ๊กของเทศบาลนครหาดใหญ่ก็เริ่มมีการสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นเพื่อประเมินความเสี่ยงรายวัน เช่น ข้อมูลสถานการณ์น้ำด้วยข้อมูลที่รวบรวมจากศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคใต้ โครงการชลประทานสงขลา และส่วนช่างสุขาภิบาล สำนักช่างเทศบาลนครหาดใหญ่ และกราฟฟิกพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก
วันที่ 16 พ.ย. ช่องทางติ๊กตอกของเทศบาลนครหาดใหญ่เผยแพร่คลิปวิดีโอ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของระบบระบายน้ำ 3 จุด
“รอบที่แล้วน้ำสูง 2-3 เมตร เพราะเราไม่มีเครื่องสูบน้ำตัวนี้ เที่ยวนี้เรามาวางเครื่องสูบน้ำตัวนี้ไว้เพื่อช่วยคนริมถนนเพชรเกษมตรงนี้ซึ่งน้ำท่วมตลอดเกือบทุกปี และเที่ยวนี้เราไม่ต้องการให้ท่วมลึก” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : PRHATYAICITY
ระยะที่ 2 : แจ้งเตือนภัยระดับสีเหลือง แต่มั่นใจรับน้ำไหว
ต่อมาในช่วงวันที่ 19-20 พ.ย. นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ยังคงยืนยันความมั่นใจต่อระบบรับน้ำที่เทศบาลนครหาดใหญ่ได้เตรียมการไว้
ถ้อยคำ “เอาอยู่นะครับ เรายังเอาอยู่ ไว้ใจเทศบาลนครหาดใหญ่นะครับ” ของนายกฯ แป้น ที่ถูกส่งต่อทั่วอินเทอร์เน็ตในเวลาต่อมา มีที่มาจากคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในวันที่ 19 พ.ย. ซึ่งถูกบันทึกระหว่างที่นายกเทศมนตรีตรวจพื้นที่ปลายคลองเตยในเวลา 3 ทุ่มคืนนั้น
ในขณะนั้น ข้อมูลจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกรายงานสภาวะอากาศช่วงเช้าระบุว่าในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่มีฝนตกเฉลี่ยเพียง 4 มิลลิเมตร และข้อมูลร่วมจากศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคใต้ โครงการชลประทานสงขลา และส่วนช่างสุขาภิบาล สำนักช่างเทศบาลนครหาดใหญ่ ระดับน้ำทุกสถานียังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับเตือนภัย
ต่อมาในวันที่ 20 พ.ย. นายกเทศมนตรียังคงแสดงความมั่นใจว่าจะรับมือกับสถานการณ์น้ำได้ แม้ว่าจะมีฝนตกหนักโดยเฉลี่ยสูงถึง 196 มิลลิเมตรในคืนที่ผ่านมา โดยรายงานระดับน้ำจากศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคใต้ โครงการชลประทานสงขลา และส่วนช่างสุขาภิบาล สำนักช่างเทศบาลนครหาดใหญ่ในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ระบุว่า “ระดับน้ำทุกสถานีต่ำกว่าระดับเตือนภัย” และในช่วงบ่าย 15.34 น. เทศบาลนครหาดใหญ่ยังคงประกาศว่า “สภาวะน้ำปกติ”
ในวันดังกล่าว นายกฯ แป้น ยังคงยืนยันว่า “สภาพน้ำลดลงไปเยอะนะครับ ยังรับได้อีกมากมายนะครับ ไม่ต้องกลัวครับ” พร้อมทั้งมีการรายงานการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการโพสต์คลิปวิดีโอการลอกคลองเรดาร์ ตลอดจนการเตรียมกระสอบทราย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีเพียงนายกเทศมนตรีเมืองหาดใหญ่เท่านั้นที่ไม่ได้แสดงออกว่าภัยพิบัตที่กำลังจะเกิดจะมีความรุนแรงอย่างมาก
.พบรายงานการแจ้งข่าวแจ้งเตือนสาธารณภัย (Early Warning) ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แจ้งเตือนพื้นที่บางอำเภอในจังหวัดสงขลา รวมถึง อ.หาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. ทว่าปรากฏระดับการแจ้งเตือนอยู่ในระดับสีเหลืองหรือระดับ “เตรียมพร้อมรับสถานการณ์” เท่านั้น
ในวันเดียวกันนี้ยังมีการแจ้งเตือนด้วยระบบเซลล์บรอดคาสต์ติ้ง (cell broadcasting) ในบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 5.00 น. ของวันที่ 20 พ.ย. มีเนื้อหาเป็นการแจ้งเตือนเฝ้าระวังน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม

ที่มาของภาพ : Reuters
ระยะที่ 3 : ยกธงแดง วิกฤตวันที่ 21 พ.ย.
วันที่ 21 พ.ย. 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการรับมือน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ของเทศบาลนครหาดใหญ่
ตั้งแต่เวลา 7.02 น. ถึง 16.57 น. เทศบาลนครหาดใหญ่โพสต์ข้อความประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊กกว่า 15 ครั้ง รายงานสดสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ เช่น คลองอู่ตะเภา, สะพานข้างที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่, ศาลาลุงทอง, และสะพานจันทร์วิโรจน์ เป็นต้น โดยรายงานระบุสถานการณ์นํ้าปกติ (ธงเขียว) และการจราจรสามารถสัญจรได้ตามปกติ
จนกระทั่งเวลาราว 17.16 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้ส่งการแจ้งเตือน cell broadcast ในเขต อ.หาดใหญ่ อีกครั้ง โดยเป็นครั้งแรกที่ปรากฏข้อความระบุให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็น หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากจำเป็นให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงฯ
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลัง 18.00 น.
หลังมี cell broadcast แจ้งเตือนไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็มีรายงานว่าถนนกาญจนวนิช หาดใหญ่-สงขลา เส้นขาเข้าหาดใหญ่ ถูกท่วมจนไม่สามารถสัญจรได้
ต่อมาเวลา 19.55 น. นายกฯ แป้นยอมรับผ่านการรายงานสดระหว่างตรวจดูการควบคุมน้ำที่สะพานจันทร์วิโรจน์ โดยระบุว่า “ตอนนี้ยังปลอดภัยอยู่นะครับ แต่ต้องยอมรับว่าฝนตกอยู่ที่หาดใหญ่อย่างเดียวเลยนะครับ สะเดาไม่ตก ตกที่หาดใหญ่ คอหงส์ตลอดเวลา 4–5 ชั่วโมงแล้วนะครับ” เขาเสริมต่อมาว่า “ไม่คิดว่าจะขนาดนี้นะครับ”
หลังตรวจดูสถานการณ์น้ำเสร็จสิ้น นายกเทศมนตรีกลับเข้าวอร์รูมประชุมสถานการณ์อีกครั้ง
ระหว่างการประชุมสถานการณ์ เวลาราว 20.35 น. ปภ. ส่งข้อความผ่านระบบ cell broadcast ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ข้อความระบุว่า “มีฝนตกแช่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา” ครั้้งนี้เป็นการแจ้งเตือนในระดับรุนแรง ให้ประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม โดยให้ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถไปที่สูง เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด ดูแลกลุ่มเปราะบาง หากจำเป็นให้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวใกล้บ้าน
แม้ ปภ. จะแจ้งเตือนดังนั้นไปแล้ว ทว่า เวลาในเวลา 20.59 น. นายกเทศมนตรีกลับมาสื่อสารผ่านการรายงานสดทางเฟซบุ๊ก ด้วยข้อความที่ไม่สอดคล้องกัน เขาประกาศในเวลานั้นว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ตัดสินใจประกาศเพียงยกธงเหลือง
แผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เทศบาลนครหาดใหญ่ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่จัดทำโดยเทศบาลนครหาดใหญ่เอง ระบุว่า สัญญาณสีเหลือง หมายถึง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งน้อยกว่า 1.50 เมตร และให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การประกาศของเทศบาลนครหาดใหญ่นี้จึงมีท่าทีเบากว่าการสื่อสารของ ปภ. ในขณะนั้น
ในการรายงานสดครั้งเดียวกัน นายกเทศมนตรีกล่าวเสริมอีกว่า “รออีก 2 ชั่วโมงนะครับ ฝนก็จะผ่านเราไปแล้ว อดทนด้วยกันนะครับ ตอนนี้ก็ประกาศธงเหลืองไปก่อนเพื่อความปลอดภัย ท่านรับฟังจากเทศบาลนครได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ เราจะอยู่ไปด้วยกัน ระวังไปด้วยกันครับคืนนี้”
อย่างไรก็ดี สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลารายงานในเวลาไล่เลี่ยกัน ว่าถนนขาเข้าอ.หาดใหญ่ บริเวณ อ.บางกล่ำ ได้ทรุดขาดแล้ว และกว่าชั่วโมงต่อมาสถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น
ในที่สุด เวลา 22.12 น. เทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศยกระดับสถานการณ์เป็นสัญลักษณ์ “ธงแดง” โดยครอบคลุมพื้นที่ 65 ชุมชนในเขตนครเมืองหาดใหญ่
“น้ำฝนมันตกหนักจริง ๆ ที่คอหงส์และนาหม่อม ซึ่งแทบจะไม่รู้จะทำอย่างไร แช่มา 5–6 ชั่วโมงแล้วนะครับ ฝนก็ยังไม่ผ่านเลย ยังแช่อยู่ตรงนี้ไม่วิ่งไปไหนเลยนะครับ ปริมาณน้ำเกือบ 300 มม. ตอนนี้น้ำฝนที่ตกนะครับ เยอะจริง ๆ ไม่เคยเยอะเช่นนี้มาก่อนเลย” นายกฯ แป้น กล่าว
เขาอธิบายต่อว่า “น้ำตรงนี้จะต้องผ่านลงคลองอู่ตะเภา เราก็จะทำเป็นน้ำหลากซึ่งอาจจะต้องท่วมบ้านเรือนบ้าง ขอเป็นประกาศธงแดงนะครับตอนนี้… ท่านขนย้ายของขึ้นพื้นที่สูงด่วนเลยครับ”
ทั้งนี้ สัญลักษณ์ธงแดงใช้เพื่อแจ้งเตือนว่าจะเกิดน้ำท่วมภายใน 6-30 ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อให้ประชาชนอพยพเคลื่อนย้ายสิ่งของและเตรียมเข้าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
อย่างไรก็ดี รายงานจากสำนักงานประชาสัมพันธ์สงขลาในคืนนั้นชี้ว่า น้ำเริ่มเพิ่มระดับสูงขึ้นตั้งแต่เวลาราว 22.Forty eight น.
เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีการประกาศ “ธงแดงไซเรน” ซึ่งเป็นการประกาศแจ้งเตือนเร่งด่วนระดับสูงสุดตามแนวปฏิบัติในพื้นที่หาดใหญ่แต่อย่างใด

ที่มาของภาพ : Reuters
ตัดสินใจผิด หรือได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ
ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าหาดใหญ่เป็นพื้นที่น้ำท่วมบ่อยครั้งและประชาชนเชื่อมั่นในระบบการแจ้งเตือนของเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้รับผลกระทบหนักโดยปัญหาอยู่ที่การแจ้งเตือนจากเทศบาลที่ช้าเกินไป
“ต้องย้อนไปที่ว่าข้อมูลที่เขาได้เป็นยังไง ถ้าข้อมูลเขามันบอกชัดมากว่ามันอันตรายแล้ว แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ หากเป็นการใช้การที่ตัวเองประเมินหรือคาดการณ์ไม่ดี ก็แปลว่าเขาตัดสินใจผิด แต่ถ้าเกิดข้อมูลมันแย่ มันก็อาจจะทำให้เขาคิดไปอย่างนั้นได้” ดร.เสาวรัจ กล่าว
ย้อนกลับไปในช่วงการประกาศธงแดงคืนวันที่ 21 พ.ย. นายกฯ แป้น ยอมรับว่า “รอแจ้งเตือนจากชุดของ ม.อ. และชุดจังหวัดไม่ทัน” และต้องตัดสินใจเอง
จากงานวิจัยของ TDRI พบว่า “ชุด ม.อ.” หรือชุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หมายถึงศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานหลักในกลไกอย่างไม่เป็นทางการของท้องถิ่นหาดใหญ๋
ดร.เสาวรัจ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาความต่อเนื่องในการทำงานของหน่วยงาน โดยกล่าวว่า “จากที่เราเคยคุยก็คือเขาได้งบประมาณแบบกระท่อนกระแท่น มันทำให้ทำงานได้ไม่ต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าอันนี้มีผลกับเรื่องที่เกิดปัจจุบันหรือเปล่า”
.ติดต่อศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ได้รับข้อความตอบกลับว่า ผู้อำนวยการของศูนย์ฯ ประสบภัยน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์การยกธงแดงในวันที่น้ำมาแล้ว 21 พ.ย. ยังไม่ใช่การตัดสินใจสำคัญที่นำไปสู่ความสูญเสียจากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากนั้น เนื่องจากปริมาณน้ำในพื้นที่หาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือน้ำที่เดินทางมาจาก อ.สะเดา ในกลางดึกในวันที่ 23 พ.ย.
ระยะที่ 4 : น้ำเริ่มท่วมสูง แต่ยังไม่มีคำสั่งอพยพ
.พบว่าเหตุการณ์หลังการยกธงแดงครั้งแรก สู่ภัยพิบัติอีกระลอกในช่วงวันที่ 23-24 พ.ย. เต็มไปด้วยความสับสน
แม้รุ่งเช้าวันที่ 21 พ.ย. จะยังคงมีสถานะ “ธงแดง” และยังมีการประกาศธงแดงเพิ่มเติม ในเวลา 8.00 น. ขยายเขตครอบคลุมพื้นที่ในเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวน 103 ชุมชน ระบุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อพยพเคลื่อนย้ายสิ่งของและเตรียมเข้าอยู่ในที่ปลอดภัย ทว่าการสื่อสารของเทศบาลนครหาดใหญ่กลับคลายความเร่งด่วนลง สังเกตได้จากโพสต์ที่เกิดขึ้นผ่านเฟซบุ๊กโพสต์ในช่วงเช้าเป็นการสื่อสารการกระจายข้าวกล่องไปยังพื้นที่ประสบภัยและศูนย์อพยพ นอกจากการรายงานสถานการณ์น้ำและสภาพภูมิอากาศผ่านกราฟฟิกตามปกติแล้ว ก็ไม่มีการกล่าวถึงการอพยพเพิ่มเติมแต่อย่างใด
.ตั้งข้อสังเกตว่านายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่อาจมีความเข้าใจว่าอำนาจการสั่งการไม่ได้อยู่ที่ตนอีกต่อไป เขากล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงวันที่ 22 พ.ย. ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอว่า “พอธงแดงเริ่มนี่ก็ต้องเป็นอำนาจผู้ว่าฯ กับท่านแม่ทัพแล้วครับ”
อย่างไรก็ดี ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระด้านภัยพิบัติ ชี้ว่าในขณะนั้นอำนาจการบริหารสถานการณ์ยังเป็นของนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่อยู่ด้วยเช่นกัน
.ยังพบอีกว่าแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ระบุอำนาจการอพยพไว้ในลักษณะซ้ำซ้อน กล่าวคือ
- ในหัวข้อ “การอพยพ” ระบุว่าอำนาจการอพยพเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งหมายถึง “ผู้บัญชาการเหตุการณ์” หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการจังหวัด และนายกเทศมนตรีเป็นผู้อำนวยการท้องถิ่น
- ขณะที่ในส่วนของ “ขั้นตอนการอพยพ” นั้น กลับระบุว่านายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี ในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ก็มีการระบุเช่นกันว่า เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยในท้องถิ่นใด ผู้อำนวยการท้องถิ่นมีหน้าที่แจ้งให้ผู้อำนวยการอำเภอ (นายอำเภอ) และผู้อำนวยการจังหวัดทราบทันที โดยผู้อำนวยการอำเภอและผู้อำนวยการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้อำนวยการท้องถิ่น
“หมายความว่าถ้านายกเทศมนตรีไม่ประกาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถเข้าแทรกแซงได้เลย” รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตยืนยันกับ.
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แก่ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู เพิ่งเริ่มปฏิบัติงานเป็นผู้ว่าราชการประจำจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนการยกธงแดงในวันที่ 21 พ.ย. เพียงไม่ถึง 10 วัน
อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งวันที่ 22 พ.ย. หลังยกธงแดง ไม่มีการสื่อสารถึงความเร่งด่วนเพื่อให้เกิดการอพยพเพิ่มเติมจากทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนอำเภอ หรือส่วนจังหวัดแต่อย่างใด
ทั้งนี้ กรมการปกครองออกหนังสือระบุว่าไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับ นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอ อ.หาดใหญ่ ได้อีกเลยหลังปรากฏว่าได้อยู่ในพื้นที่ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 จึงมีคำสั่งให้ นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ออกจากราชการไว้ก่อนในวันที่ 26 พ.ย.
ระยะที่ 5 : นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ครั้งแรก 22 พ.ย.
ในช่วงที่ยังไม่ปรากฏผู้ใช้อำนาจการสั่งการหลักในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดสงขลาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 22 พ.ย.
อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าสถานการณ์ขณะนั้นกำลังคลี่คลายลง โดยนายกรัฐมนตรีเผยกับผู้สื่อข่าวในวันที่ 25 พ.ย. ว่า “ตอนที่ไปลงพื้นที่เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เขาบอกว่าฝนจะหยุดแล้วเป็นช่วงฝนท้าย ๆ แต่มันก็กลับมาอีก ตรงนี้เขาเรียกพยากรณ์อากาศ ตอนนี้เราเน้นเรื่องการรับมือให้การช่วยเหลือประชาชนและเป้าหมายตอนนี้ การช่วยเหลือ ช่วยชีวิตและสร้างความปลอดภัย ให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้มากที่สุดก่อน”
ด้าน นายกฯ แป้น ยอมรับในภายหลังว่าตนเป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวเอง
“วันนั้นผมบอกว่าอีก 2-3 วันเนี่ย ถ้าน้ำจากสะเดาไม่เยอะ มันอาจจะคลี่คลาย” นายกฯ แป้น กล่าวในรายการกรรมการข่าวคุยนอกจอ “ผมบอกว่าถ้าฝนไม่ตกเนี่ย มันก็จะค่อย ๆ คลี่คลายไป แต่ถ้าฝนตกหนัก ก็ให้เฝ้าระวังครับ”
หลังการลงพื้นที่ครั้งนั้น ไม่ได้มีการประกาศมอบหมายผู้มีอำนาจสั่งการใดเพิ่มเติม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเพียงแต่ได้ประกาศเร่งระบายน้ำและการเยียวยา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน

ที่มาของภาพ : Thai Gov
มีข้อมูลแล้วว่าน้ำจะสูง แต่สื่อสารไม่ถึงผู้รับ
แม้นายกรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีหาดใหญ่ในขณะนั้นจะเชื่อว่าน้ำจะลด แต่ข้อมูลน้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบ่งชี้ตรงกันว่าฝนจะตกหนักในพื้นที่ อ.สะเดา และจะส่งผลต่อปริมาณน้ำใน อ.หาดใหญ่ ให้ท่วมยิ่งขึ้นไปอีก
คำถามที่สำคัญคือข้อมูลเหล่านี้ถูกสื่อสารต่อหน่วยงานราชการอื่นหรือไม่
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ระบุกับสำนักข่าว The Energetic ว่า สทนช. ไม่ได้มีการเรียกประชุมประเมินสถานการณ์น้ำฝนล่วงหน้า ทั้งนี้เป็นเพราะองค์กรอยู่ในช่วงรอยต่อ โดย นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อดีตเลขาธิการ สทนช. เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 พ.ย. แม้จะมีการแต่งตั้ง นายดนุชา พิชยนันท์ เป็นเลขาธิการ สทนช. คนใหม่ แต่เขาก็เพิ่งถูกโยกย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้ สทนช. อยู่ในช่วงสุญญากาศ โดยในขณะนี้ สทนช. มี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. รักษาการแทน
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง ยืนยันกับ.ว่า สทนช. ประสานส่งข้อมูลด้านน้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
“เราอยู่ในวอร์รูมด้วยตลอดเวลา แล้วก็ให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนกันหมด มีการวิเคราะห์ข้อมูล ส่งเป็น ลักษณะเป็นเหมือน Thailand Alert อย่างเช่น ระดับน้ำ ในวันที่ 23 พ.ย. จะสูงเกินกว่าที่เคยท่วมช่วงวันที่ 22 อีก 1 เมตร ก็ถูกแจ้งไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง”
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน cell broadcast ตลอดวันที่ 22 พ.ย. โดยเตือนว่า น้ำคลองอู่ตะเภาจากด้านเหนือจะไหลลงมาเพิ่ม ทำให้ระดับน้ำที่ท่วมอยู่แล้วในเทศบาลจะสูงขึ้นอีกในเวลาประมาณ 17:00–18:00 น. และให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูง
ก่อนถึงช่วงเวลาวิกฤต วันที่ 23 พ.ย. ทิศทางของการสื่อสารจากท้องถิ่นและหน่วยงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยังคงเป็นการรายงานสถานการณ์การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี และการดำเนินการการกระจายความช่วยเหลือผ่านการบรรเทาทุกข์
ดร. เสาวรัจชี้ว่าปรากฏการณ์การสื่อสารที่ไม่สอดคล้องกันนี้สะท้อนลักษณ์ “centralised however fragmented” หรือ “รวมศูนย์แต่กระจัดกระจาย” กล่าวคือแม้ว่าจะมีข้อมูลชุดเดียวกันและการบริหารจัดการที่รวมศูนย์ แต่การประสานงานระหว่างหน่วยงานยังไม่เป็นเอกภาพ ทั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งต่างฝ่ายต่างดำเนินการโดยขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
“ระดับท้องถิ่นก็ต่างคนต่างทำ จังหวัดก็ต่างคนต่างทำ ระดับประเทศก็ทำนองเดียวกัน… กรม สื่อไปแบบหนึ่ง ระดับเทศบาลก็สื่อไปอีกแบบหนึ่ง” นักวิจัยจาก TDRI กล่าว
ขณะที่ ศิรินันท์ เชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงคือการที่การสื่อสารความเสี่ยงไปไม่ถึงประชาชน “การเตือนภัยต้องทำให้คนรู้ว่าต้องจัดการตัวเองแบบใด เช่น ประเมินตัวเองได้ว่าบ้านเราน้ำ 3 เมตรแน่ แต่ละครอบครัวรู้ว่าต้องจัดการตัวเองยังไง แล้วก็มีโครงสร้างพื้นฐาน คือถ้ามีศูนย์พักพิง มีเรือจะไปรับ มีน้ำ มีข้าว”
ขณะที่เธอชี้ว่า ปภ. “ล้มเหลว” ในการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยงของตนผ่านระบบแจ้งเตือน ในเวลาเดียวกันเธอก็ยอมรับว่าการสร้างองค์ความรู้ในการประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองในหมู่ประชาชนต้องอาศัยโครงสร้างการฝึกอบรมที่ร่วมกันระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในระยะยาว

ที่มาของภาพ : Reuters
ส่วนกลางจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการส่วนหน้า 3 วันหลังเกิดเหตุ
เทศบาลนครหาดใหญ่เปลี่ยนท่วงทำนองการสื่อสารในช่วงเช้าของวันที่ 24 พ.ย. โดยโพสต์ข้อความว่า “เตือน! หาดใหญ่ระดับน้ำสูงขึ้นอีก” เนื่องจากน้ำเหนือไหลเข้าประตูหน้าควน อย่างไรก็ดี ขณะนั้นระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาที่บ้านบางศาลาทะลุถึง 1.74 เมตร เหนือตลิ่งแล้ว นับว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึง seventy 9 เซนติเมตรในเวลาเพียง 8 ชั่วโมง
ตลอดทั้งช่วงเช้าของวันดังกล่าว (24 พ.ย.) เทศบาลนครหาดใหญ่เริ่มมีการสื่อสารกับประชาชนให้ “ดูแลตนเอง”
“สถานการณ์น้ำหาดใหญ่ ตอนนี้อยู่ในสภาวะวิกฤต ขอให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” เทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศ ณ เวลา 09.35 น.
ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง นายธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้าสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส)
อย่างไรก็ดี การตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้านี้เองทำให้มีการประชุมศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ณ กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำโดย พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานประชุมศูนย์บัญชาการ
หลังการประชุมดังกล่าว นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตัดสินใจประกาศอพยพ โดยสั่งการให้อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดไปยังศูนย์พักพิงอย่างเร่งด่วน
นับเป็นครั้งแรกที่มีการระบุโดยเน้นย้ำว่า “การอพยพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
คำสั่งนี้มาหลังจากที่ได้มีการยกธงแดงในวันที่ 21 พ.ย. เป็นเวลาสามวัน ขณะนั้น บางพื้นที่ใน อ.หาดใหญ่ ได้มีน้ำท่วมสูงมากกว่าการท่วมในครั้งแรกแล้ว
ในการลงพื้นที่วันที่ 28 พ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่อเหตุการณ์นี้ว่า “คนรับผิดชอบเหตุการณ์ทั้งหมดคือตัวของผมเองครับ”
ขณะที่ล่าสุด (29 พ.ย.) ประชาชนชาวหาดใหญ่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์” เพื่อประท้วงเรียกร้องให้ “นายกฯ แป้น” ลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่
“การบริหารจัดการน้ำครั้งนี้ล้มเหลวและไม่น่าให้อภัย” ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า กล่าวในตอนหนึ่งระหว่างการสัมภาษณ์กับสำนักข่าว TOวันที่
“ยังไม่ได้จบลูกนี้ นี่เพิ่งเข้าหน้าฝนของภาคใต้ ธ.ค. ยังมีอีก การจัดการต้องเข้าที่เข้าทางได้แล้ว” เธอระบุ













