ส่วนราชการ | สัญญาบัตร | ประทวน | พลทหาร | รวม |
สำนักงานปลัด | 3,588 | 2,586 | 1,366 | 7,540 |
กองบัญชาการกองทัพไทย | 6,295 | 11,905 | 1,973 | 20,173 |
กองทัพบก | 34,259 | 102,611 | 108,105 | 244,975 |
กองทัพเรือ | 13,691 | 27,711 | 23,078 | 64,480 |
กองทัพอากาศ | 12,197 | 18,108 | 13,908 | 44,213 |
รวม | 70,030 | 162,921 | 148,430 | 381,381 |
ที่มา : สถานภาพกำลังพลกระทรวงกลาโหม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ในรายงานการศึกษาส่วนบุคคล เรื่อง การปรับลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหมเพื่อมุ่งสู่กองทัพที่ทันสมัย โดย พลตรี สถาพร กระแสร์แสน เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนักบริหารระดับสูง วิทยาลัยนักบริหาร สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ประจำปี 2566
คำถามก็คือ จำนวนบุคลากรขนาดนี้ ค่าใช้จ่ายขนาดนี้ เรียกว่า มีประสิทธิภาพ หรือไม่
คำตอบทั้งฟากพลเรือนแลทหาร ออกมาตรงกันว่า “ไม่” เพราะมีงานศึกษาของกองทัพเช่นกันที่เตรียมวางแผนจะลดขนาดกองทัพอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะลดน้อยกว่า-ใช้เวลานานกว่า ที่ประชาชนคาดหวัง
มรดกสงครามเย็นที่ได้เวลา ‘เกษียณ’
“นายพลวันนี้ก็คือนักเรียนเตรียมทหารในอดีต มาจากการคาดการณ์กำลังพลที่คาดเคลื่อน วันนั้นเรากลัวสงครามเย็นลุกลามบานปลายก็รับคนมาเยอะแยะ ตอนนี้พวกเขาอายุจะ 60 แล้ว เขาไม่ได้ผิดอะไร ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องเข้าไปรับ ไม่ใช่ประเมินว่าคุณเกินจำเป็น แล้วก็เอาเขาออกแบบไม่เหลือเยื่อใย ผมว่าแบบนั้นก็เป็นรัฐที่แย่นะ”
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตประธาน กมธ.การทหาร สภาผู้แทนราษฎร สัดส่วนของพรรคประชาชนแสดงทัศนะในมุมที่เข้าใจความโป่งพองของกองทัพว่าเป็นผลจากประวัติศาสตร์สงครามในอดีต และไม่คิดจะ ‘หักด้ามพร้าด้วยเข่า’
1.Early Retire ต้องจูงใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิโรจน์ก็ยังเห็นว่าการปรับลดกำลังพลเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ โดยกล่าวถึงกลไกหลักอย่างโครงการ Early Retire ของกองทัพว่ายังไม่จูงใจมากพอ กองทัพเคยมีโครงการแบบนี้มาก่อนแล้ว แต่ล่าสุด มีการปรับเงื่อนไขและงดชดเชย ‘แย่ลง’ กว่าเดิม
ตามข้อมูลของทางกรมเสมียนตรา ระบุว่า แต่เดิมเคยมีโครงการ Early Retire ตามมติ ครม.ในช่วงปี 2551-2561 ให้เงินก้อนตามจำนวนปีราชการที่เหลืออยู่ โดยคำนวณแล้วไม่เกิน 8-15 เท่าของเงินเดือนในเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 7-10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย รวมเงินประจำตำแหน่ง
“พูดอย่างเข้าใจทหาร ที่มันไม่คืบส่วนหนึ่งคือโครงการ Early Retire แรงจูงใจมันลดลงก็เลยทำให้ทหารระดับนายพลหรือนายพันเข้าร่วมโครงการน้อยลง และจำกัดเฉพาะนายพลด้วย โครงการคุณควรจะให้นายพันเข้าร่วมด้วย และการประชาสัมพันธ์ของกองทัพก็ไม่มี”
2.ควบรวมหน่วยงาน ต้องเริ่มศึกษา
อีกข้อเสนอที่เขาเห็นว่าควรวางแผนไปพร้อมกับโครงการ Early Retire คือ ‘การควบรวมกรมกองต่างๆ’ ภายในกองทัพที่โครงสร้างใหญ่มาก แม้จะเป็นเรื่องยากมาก มีแรงต้านเยอะเพราะตำแหน่งจะหายไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทยอยทำ
“เหมือนโรงเรียน 2 แห่ง มี ผู้อำนวยการอยู่ 2 คน ควบรวมกันแล้วใครจะได้เป็น ผู้อำนวยการ หลายคนบอกวิโรจน์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ารับฟัง แต่จะเห็นด้วยหรือไม่เราก็ต้องรับฟัง ใจเขาใจเรา ถ้าต่างคนต่างไม่มีความผิด แล้วขยันตั้งใจทั้งคู่ จะทำยังไง ยศwลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี แล้วจะลดยศเขาเป็นพันเอกมันก็ไม่ใช่ อย่าเอาความบกพร่องผิดพลาดของระบบราชการไปลงโทษที่ตัวข้าราชการเลย มันไม่แฟร์” อดีตประธาน กมธ.การทหารกล่าว
จุดที่จะผลักให้เป็นไปได้ก็คือ ข้อเสนอจากภายใน หรือกล่าวง่ายๆ ว่าต้องมีหน่วยงานในกลาโหมที่ศึกษาและทำข้อเสนอควบรวมหน่วยงาน วิโรจน์เสนอว่า อาจจะมอบหมายให้จเรของแต่ละเหล่าทัพ หรือตั้งหน่วยเฉพาะกิจศึกษาทำข้อเสนอมาที่รัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก็ได้ เพราะตอนนี้ยังไม่มีเจ้าภาพมาศึกษาเรื่องนี้
“ฝ่ายการเมืองไปยุบหน่วยงานเขามั่วซั่วก็ไม่ถูกต้อง จะให้เจ้าของหน่วยงานเสนอยุบหน่วยงานก็ไม่เป็นจริง จึงต้องมีหน่วยงานกลางภายในของกองทัพ เหมือนที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาว่า พอลดจำนวนคนเหลือเท่านี้แล้ว น่าจะรวมกับหน่วยงานนี้ได้ ถึงจะเดินไปได้”
3.ปรับลดจำนวนในบางส่วนงาน
เมื่อพูดถึงการลดขนาดกองทัพ เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ‘การเกณฑ์ทหาร’ ซึ่งมีหลายแง่มุม ทั้งเรื่องสิทธิของผู้ถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการกำลังพล
วิโรจน์ให้ข้อมูลของกองทัพบก ตอนนี้มีจำนวนข้าราชการทหารทั้งหมดตามอัตราอนุมัติอยู่ 133,357 นาย โดยที่มีส่วนราชการอยู่ 7 ส่วนคือ ส่วนบัญชาการ ส่วนกำลังรบ ส่วนสนับสนุนการรบ ส่วนส่งกำลังบำรุง ส่วนภูมิภาค ส่วนการฝึกอบรมและหลักนิยม และส่วนพัฒนาประเทศ
เขาเห็นว่าในส่วนทหารเกณฑ์ราว 88,000 นายนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสม การตัดลดถึงครึ่งหนึ่งเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องที่เอาทหารไปเป็นทหารรับใช้เป็นอีกเรื่องที่ต้องจัดการแยกกันไป
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะปรับลดนั้นอยู่ในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนบัญชาการ ประมาณ 4,000 นาย งานธุรการ – ส่งกำลังบำรุงที่ประมาณ 8,000 นาย ส่วนภูมิภาคที่อยู่ตามมณฑลทหารบกต่างๆ มีอยู่ราว 21,000 นาย ส่วนการฝึกอบรมและหลักนิยมราว 8,000 นาย ส่วนพัฒนาประเทศอีก 4,000 นาย ทั้งหมดนี้จะทำให้ปรับลดได้ครึ่งหนึ่ง หรือ ราวๆ 20,000 นาย ทำให้ยอดรวมจาก 1.3 แสน เหลือที่ประมาณ 1.1 แสนนาย
“ที่ผมบอกว่าปรับลด 20,000 นาย ถ้ามีความจำเป็นก็จัดจ้างเป็นลูกจ้างเหมาบริการไปแบบที่หน่วยราชการอื่นทำกัน” วิโรจน์กล่าวพร้อมเสนอถึงการจัดจ้างเอกชนเข้ามาทำงานแทน เช่น งานดูแลความสะอาดสถานที่ แทนที่จะเอาทหารเกณฑ์ไปเป็น ‘ทหารบริการ’ ตามอาคารสถานที่ในสังกัดกองทัพ เช่น สโมสรกองทัพที่มักเปิดให้เช่าสถานที่
4.ไม่เอาทหารเกณฑ์ไป ‘ทำงานอื่น’ จ้างเหมาเอกชนแทน
วิโรจน์มองกว่า การนำทหารเกณฑ์ไปใช้ในภารกิจอื่น หรือแม้แต่การทุจริตที่ ‘รู้ๆกัน’ สำหรับทหารที่ไม่อยากอยู่ค่ายก็สามารถทิ้งบัตรเอทีเอ็มรับค่าประกอบเลี้ยงไว้ให้ครูฝึกได้ เหล่านี้เป็น ‘แหล่งทุจริต’ ที่ทำให้กองทัพถูกตั้งคำถามหนักจากสังคม ดังนั้น การจ้างเอกชนไปเลยสำหรับงานที่ไม่ใช่ภารกิจทหาร จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
ส่วนปัญหาคุณภาพและความสามารถของทหารเกณฑ์นี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เคยถูกสะท้อนผ่านฝ่ายทหารเอง โดยพันเอกเอกลักษณ์ อินทรโฆษิต ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารบก เคยชี้แจงเรื่องนี้ในที่ประชุม กมธ.ทหาร 8 พ.ค.2568 ว่า การเกณฑ์ทหารมาเป็นกำลังพลในกองทัพนั้นมักได้คนมีโอกาสน้อยทางสังคมมากกว่ากลุ่มที่มีระดับความรู้หรืออาชีพทักษะสูง รวมทั้งได้ผู้ที่มีปัญหาทางสังคมด้วยเช่น ติดยาเสพติด เป็นต้น
เมื่อถามถึงเรื่องนี้ วิโรจน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่พบ กำลังพลที่ผ่านระบบเกณฑ์ทหารเข้ามา มีคนที่มีประวัติการใช้สารเสพติดถึงประมาณ 20% เลยทีเดียว
5.จูงใจทหารเกณฑ์ อยู่ค่าย 6 เดือนก่อนได้กลับบ้านทุกวัน
อย่างไรก็ตาม วิโรจน์มองถึงการแก้ปัญหาคนสมัครทหารไม่ถึงเป้าของกองทัพ ก็ยังมีหลายจุดที่ต้องแก้ไข
“ที่เราติดหล่มอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เงินเดือนทหารน้อย มีคนบอกให้เพิ่มเงินเดือนสิ แต่ถ้าคุณเดินไปทางนั้นคุณจะถึงทางตัน”
เขาให้เหตุผลว่า ข้อเสนอนี้มีปัญหาเพราะเมื่อต้องปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับระดับพลทหารแล้วก็จะต้องเพิ่มให้กับทหารชั้นประทวนและทหารสัญญาบัตรไปด้วย และอาจรวมไปถึงระดับนายพันบางส่วนด้วย สุดท้ายจะทำให้งบประมาณไม่พอ
หากเปรียบเทียบกับเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เปิดรับสมัครกัน ฐานเงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่ที่ราวๆ 8,000-10,000 บาท แต่กลับเป็นตำแหน่งงานที่แข่งขันกันสูง บางครั้งถึงกับต้องใช้เส้นสายฝากเข้าไป แต่พลทหารหรือทหารกองประจำการตอนนี้รายได้รวมอยู่ที่ราว 11,000 บาท แต่ก็ยังสมัครกันไม่เต็ม
กมธ.การทหารได้เข้ามาศึกษาเรื่องนี้และพบคำตอบจากการสำรวจความคิดเห็นพลทหาร ทำให้รู้ว่ากิจกรรมที่พลทหารชอบที่สุดคือ การได้กลับบ้าน หรือวันที่ญาติมาเยี่ยม เรื่องนี้ทำให้การเป็นทหารต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของ อปท.ที่ทำงานไปเช้าเย็นกลับ
“การเป็นพลทหารมันรอรอบนานมาก ต้องอยู่ในค่ายทหาร ขนาดอาชีพเดินเปลในโรงพยาบาลงานหนักนะ เขายังฝากกันเข้า แย่งกันเข้า เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ บางทีไม่ถึงหมื่นก็มี แต่เพราะเขาได้กลับบ้านไง”
กมธ.การทหารจึงเสนอโมเดลว่า ทหารเกณฑ์ควรอยู่ในค่ายเพียง 6 เดือน โดย 3 เดือนแรกเป็นช่วงฝึก และที่เหลือเป็นการปรับตัวทำงานในหน่วย หลังจากนั้นหากไม่มีภารกิจภาคสนามหรือภารกิจฝึกอะไรก็ไปเช้าเย็นกลับได้
“ข้อดีคือก็ได้ตรวจสอบกองทัพ ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็ กลไกแบบนี้ดีกับกองทัพด้วยซ้ำไปต้องระมัดระวังมากขึ้น ภาพลักษณ์กองทัพก็ดีขึ้น แล้วผมเชื่อว่าเขาไม่ได้กลับบ้านกันทุกคนหรอก บางคนอาจบ้านไกล เขาก็ไม่อยากไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก แต่เขามีเสรีภาพ”
วิโรจน์ยกตัวอย่างกองบัญชาการกองทัพไทยที่ลองให้พลทหารที่ประจำการอยู่กลับบ้านได้ ปรากฏว่ามีทหารแค่ 4-5 คนเท่านั้นที่กลับบ้าน เพราะบ้านอยู่ตรงนั้น แต่ถึงส่วนใหญ่เขาจะไม่กลับบ้านกันแต่ก็มีความสุขมากขึ้น เพราะชีวิตเหมือนมีทางเลือก
“คุณต้องเปลี่ยน mindset ว่าทหารเป็นอาชีพ ไม่ใช่คนรับใช้ เพราะคนรับใช้คือกูจะใช้มันเมื่อไหร่ก็ได้ก็ต้องอยู่ให้กูใช้ มันไม่ใช่อาชีพ คุณอยากสร้างทหารอาชีพใช่ไหม พอผมไปทดลองถาม คนตอบรับเยอะมาก ผมมั่นใจว่าคนจะสมัครเต็ม”
การให้พลทหารกลับบ้านได้นั้นสอดคล้องกับแนวทางการเปิดรับสมัครทหารออนไลน์ได้เพราะปัจจุบันการสมัครทหารทางออนไลน์เปิดให้เลือกหน่วยเองได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ เมื่อคนสมัครเลือกหน่วยที่ใกล้บ้านได้แล้ว กลับไม่สามารถกลับบ้านได้ ทำให้มีคำถามว่าแล้วจะให้เลือกหน่วยใกล้บ้านไปเพื่ออะไร
6.เพิ่มเงินคนอยู่ต่อ – เชื่อมข้อมูลคนสมัครทหาร
อีกกลุ่มหนึ่งที่สัมพันธ์อยู่กับจำนวนผู้สมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการในแต่ละปีว่ามีมากน้อยแค่ไหน ก็คือกลุ่มพลทหารที่ขอเลื่อนปลดประจำการเพราะสมัครใจจะอยู่ต่อ ซึ่งกำลังพลส่วนนี้จะถูกนับรวมเป็นผู้สมัครเข้าเป็นกองประจำการในปีถัดมา โดยจะได้ผลประโยชน์เพิ่มเติมคือมีคะแนนเสริมในการสอบเป็นนายสิบ
วิโรจน์เสนอเพิ่มเติมว่า ควรเพิ่มเงินเดือนสำหรับพลทหารที่ ‘ขอเลื่อนปลดประจำการ’ หลังครบกำหนด เพราะเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์แล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ได้ใช้งานได้ จุดนี้จะสร้างแรงจูงใจโดยใช้งบประมาณไม่เยอะ
นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีปัญหาการจัดการข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกันของหน่วยทหาร ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บางหน่วยมีผู้สมัครทหารจนเกินอัตรารับของหน่วยไปแล้ว แต่ข้อมูลของผู้ที่มาสมัครส่วนที่เกินกลับไม่ได้ถูกส่งต่อไปหน่วยทหารในพื้นที่ข้างเคียงที่มีผู้สมัครยังไม่เต็มอัตราที่ต้องการ ทำให้คนที่สมัครใจเป็นทหารเหล่านี้ถูกตัดออกไปโดยปริยาย
“ทำระบบแบบ TCAS (การสอบเข้ามหาวิทยาลัย) สิ ให้เลือกอันดับหนึ่งอันดับสอง ทำระบบไว้ในเป๋าตังค์ก็ได้ แต่ดันไม่มีระบบอีก”
7.แก้ปัญหาจริงจัง ละเมิดสิทธิในค่าย
ปัญหาในกองทัพที่ทำให้คนกลัวการเป็นทหารก็คือการละเมิดสิทธิรุนแรงรวมถึงการซ้อมทรมาน จุดนี้ กมธ.ทหารเห็นว่า ควรเปิดให้มีการตรวจสอบด้วยหน่วยงานภายนอกอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปจนถึงหน่วยงานต่างประเทศตามพันธกรณีที่ไทยไปร่วมได้เข้าตรวจสอบ ถ้าแก้ไขเรื่องพวกนี้ได้คนก็จะอยากเข้ามาเป็นทหารเพราะเขารู้สึกว่าได้รับการคุ้มครอง
วิโรจน์ยกตัวอย่างการจัดการฝึกทหารเกณฑ์ของกองทัพเรือที่เขาเห็นว่าทำได้ ‘ดีมาก’ เพราะลักษณะการจัดการของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ศฝท.ยศ.ทร) มีลักษณะเป็นโรงเรียนฝึกทหารจริงๆ ที่เอาทหารเกณฑ์ทั้งหมดมาฝึกรวมกันระบบเหมือนเป็นโรงเรียน อีกทั้งครูฝึกและผู้บังคับบัญชามี mindset ในการเป็นครูทหารที่ดี และถ้าไทยยอมรับกลไกการ surprise check ตามพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน(หรือ OPCAT) ก็จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพดีขึ้นและมีคนที่อยากเป็นทหารเข้ามามากขึ้นเข้มแข็งขึ้น ลดการทุจริตเพื่อหนีทหารได้
คนสมัครทหารเพิ่มขึ้นทุกปี
แม้เรื่องเกณฑ์ทหารจะมีปัญหาการจัดการและการละเมิดสิทธิเป็นข่าวให้เห็นอยู่เนืองๆ และจำนวนผู้สมัครใจเป็นทหารยังไม่สามารถทดแทนการเกณฑ์ทหารได้ทั้งหมด แต่ยอดผู้สมัครเป็นทหารในแต่ละปีก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหากปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขก็ยิ่งทำให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะลดจำนวนบังคับเกณฑ์ทหาร
เริ่มจากยอดผู้สมัครทางออนไลน์ล่าสุด พอจะทำให้เห็นความตื่นตัวของคนที่จะเข้าสมัครเป็นทหารด้วยความสมัครใจขณะนี้มีถึง 26,513 คนหรือ 88% ( 22 ธ.ค.2568) ของยอดเปิดรับทางออนไลน์คือ 30,219 คน และเพิ่มขึ้นได้อีกเนื่องจากการรับสมัครทางออนไลน์จะสิ้นสุดลงในวันที่ 25 ม.ค.2569
ปี | ผู้สมัครทางออนไลน์ (คน) |
2564 | 3,220 |
2565 | 6,652 |
2566 | 10,156 |
2567 | 21,563 |
2568 | 22,361* |
2569 | 26,513 |
ที่มา :ข้อมูลปี 2564-2567 และ 2569 จากสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
* ข้อมูลปี 2568 เป็นจำนวนผู้สมัครทางออนไลน์เฉพาะของกองทัพบก
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้สมัทรทหารทางออนไลน์นี้อาจจะยังไม่ใช่จำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้เป็นทหารทั้งหมด เพราะ เมื่อปี 2567 มีรายงานข่าวถึงจำนวนผู้สมัครทางออนไลน์ที่ผ่านเกณฑ์อยู่ 15,000 นาย จากทั้งหมด 21,500 นาย
แม้ว่ายอดสมัครออนไลน์จะยังไม่ใช่ยอดรับสมัครเป็นทหารกองประจำการทั้งหมด แต่เฉพาะยอดสมัครออนไลน์นับตั้งแต่ปี 2567 ก็พบว่าได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สมัครทหารแล้ว และเมื่อดูย้อนหลังไปยอดผู้สมัครใจเป็นทหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุด เกิน 50% ของความต้องการทั้งหมดไปแล้ว
ปี | ผู้สมัครทหาร | ยอดความต้องการทั้งหมด (ประมาณ) | % |
2564 | 38,135 | 105,630 | 36.1 |
2565 | 38,583 | 85,345 | forty five.2 |
2566 | 40,599 | 98,274 | 41.3 |
2567 | 42,260 | 85,000 | 47.8 |
2568 | 46,623 | 88,255 | 52.83 |
ที่มา : จำนวนผู้สมัครทหารรวมทั้งทางออนไลน์และที่หน่วย จากเพจสนามไชย 2 ของกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ ยอดความต้องการทั้งหมดเป็นจำนวนประมาณการณ์จากการเทียบบัญญัติไตรยางค์
จำนวนผู้สมัครใจเป็นทหารในแต่ละปี นอกจากการสมัครเข้ามาใหม่ทั้งทางออนไลน์และสมัครที่หน่วยตรวจเลือกแล้ว ยังนับรวมพลทหารที่ขอเลื่อนปลดประจำการเข้ามาด้วย
‘คนใน’ (กองทัพ) ก็เสนอลดกำลังพล
“ภาระงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกินกว่าครึ่งหนึ่งใช้จ่ายไปกับบุคลากร ส่งผลกระทบต่องบประมาณที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจและจัดทำโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ การจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่ การซ่อมบำรุง เป็นต้น”
ย่อหน้าข้างต้นถูกระบุไว้ในรายงานเรื่อง ‘การปรับลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหมเพื่อมุ่งสู่กองทัพที่ทันสมัย’ ของพลตรีสถาพร กระแสร์แสน ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมเสมียนตรา สังกัดกระทรวงกลาโหม จัดทำเมื่อครั้งเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของวิทยาลัยนักบริหาร สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนเมื่อปี 2566
เมื่อดูรายงานทั้งฉบับจะพบว่า ข้อเสนอของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะทั้งสภาพปัญหาทั้งข้อเสนอก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่าคนในกองทัพก็ยังเห็นว่าปัญหาประสิทธิภาพของกองทัพไทยเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
ในรายงานของพล.ต.สถาพร ระบุถึงสิ่งที่กองทัพตั้งเป้าว่าจะทำไว้หลายเรื่อง แต่ก็เจอปัญหาทำให้ไม่เป็นตามเป้าด้วย เช่น
ลดจำนวนนายทหารยศนายพลในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิและทหารสัญญาบัตรตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการ กองทัพตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2571 จะต้องลดลงครึ่งหนึ่งจากยอดที่เคยมีในปี 2551 โดยตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิลดเหลือ 384 นายจาก 768 นาย ส่วนนายทหารสัญญาบัตรลดเหลือ 1,349 นาย จาก 2,696 นาย
ปัญหา : กระทรวงไม่ได้ปรับโครงสร้างหน่วยให้ขนาดเล็กลง แล้วยังตั้งหน่วยใหม่มาเพิ่มทำให้จำนวนที่ปรับลดไปถูกเอาไปใช้ในการตั้งหน่วยใหม่ แม้จะไม่ได้ตั้งอัตรามาเท่าเดิมก็ตาม ทำให้ลดจำนวนนายทหารเหล่านี้ไม่ได้ตามเป้า
ดำเนินโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retire) เพื่อลดกำลังพลส่วนนายทหารชั้นสัญญาบัตรจนถึงนายพล
ปัญหา : ช่วงที่มีโครงการตามมติ ครม.ปี 2551-2566 ปรากฏว่ามีนายทหารเข้าร่วมโครงการจำนวนมากถึง 57,845 นาย แต่ปรากฏว่ากระทรวงเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเสนอให้เงินก้อนตามจำนวนปีราชการที่เหลือเป็นเงิน 8-15 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง อีกทั้งยังมีโครงการของคณะกรรมการข้าราชการทหาร(กขท.) และสภากลาโหมด้วย จนต้องผลิตและบรรจุข้าราชการเพิ่มเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไป
ปีงบประมาณ | มติ ครม. | มติ กขท. | มติสภากลาโหม |
2551 | 460 | 820 | 1 |
2552 | 422 | 640 | 2 |
2553 | 5,511 | 189 | – |
2554 | 6,175 | – | – |
2555 | 6,913 | forty eight | 6 |
2556 | 4,783 | 529 | 9 |
2557 | 2,459 | 305 | 10 |
2558 | 4,035 | 33 | 6 |
2559 | 5,258 | forty eight | 15 |
2560 | 6,318 | 160 | 13 |
2561 | 8,679 | 162 | 17 |
2562 | – | 278 | 8 |
2563 | – | 678 | 15 |
2564 | – | 933 | 19 |
2565 | – | 958 | 18 |
2566 | – | 952 | – |
รวม | 51,013 | 6,733 | 139 |
ที่มา : รายงานการศึกษาส่วนบุคคล เรื่อง การปรับลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหมเพื่อมุ่งสู่กองทัพที่ทันสมัย โดย พลตรี สถาพร กระแสร์แสน เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนักบริหารระดับสูง วิทยาลัยนักบริหาร สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ประจำปี 2566
นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่นๆ อีก ทั้งการลดข้าราชการทหารประจำการลงร้อยละ 5 ภายในปี 2570 แต่ในช่วงปี 2564-2565 ลดไม่ได้เพราะทุกหน่วยไม่ได้จัดทำแผนการจัดหากำลังพลแบบรวมกันแต่แยกส่วนกันทำ การเอาข้าราชการพลเรือนมาทดแทนไม่ได้ลดจำนวนกำลังพลและงบประมาณของกระทรวงอย่างชัดเจน และการปรับลดยอดตรวจเลือกทหารกองเกินที่ลดได้ยากเพราะจะกระทบกับภารกิจทางทหาร
พลตรีสถาพรมีข้อเสนอที่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เนื่องจากต้องให้แต่ละเหล่าทัพกลับไปศึกษาข้อมูลเพิ่ม แต่ก็พอจะทำให้เห็นแนวทางอยู่บ้าง ได้แก่
- กำหนดโครงสร้างหน่วยให้เหมาะสม โดยต้องประเมินภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคตเพื่อเตรียมกำลัง โดยเปรียบเทียบและวิเคราะห์ศักยภาพทางทหารกับประเทศในอาเซียน ไปจนถึงการยุบหน่วยรวมหน่วยที่มีภารกิจซ้ำซ้อนหรือปรับลดจำนวนหน่วยลง ทำแผนการกำลังพลแต่ละส่วนราชการเพื่อกำหนดอัตรากำลังพลที่เหมาะสม
- กำหนดแนวทางปรับลดกำลังพลให้เกิดผลกระทบต่อภารกิจและกำลังให้น้อยที่สุด ทั้งการปรับลดนายทหารชั้นนายพลในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิให้เหลือ 288 นายในปี 2571 รวมถึงจัดทำแผนการกำลังพลของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม และดำเนินโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการเฉพาะกำลังพลที่มีผลประเมินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ นำข้าราชการพลเรือนเข้ามาแทนข้าราชการทหารโดยคัดคนมีความสามารถเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานพร้อมกับปรับโครงสร้างหน่วยให้เล็กลง
- ลดการผลิตนายทหารชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนสร้างเส้นทางก้าวหน้าในสายอาชีพให้ชัดเจน และลดการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการในกองประจำการโดยให้ส่วนงานที่ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องใช้ทหารประจำการ เช่น การดูแลสุขาภิบาล ใช้วิธีจ้าง Outsource แทน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะของกำลังพลให้สามารถปฏิบัติงานได้หลากหลายตามความจำเป็นที่หน่วยงานต้องการซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดกำลังพลได้ในอนาคต
แต่ผู้ช่วยเจ้ากรมเสมียนตราก็ระบุในรายงานเช่นกันว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้อาจจะเจอปัญหาสำคัญอันดับแรกคือ “ขาดการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” จากหน่วยงานที่ต้องถูกปรับลดกำลังพลไปจนถึงอาจถูกต่อต้าน ซึ่งต้องทำการชี้แจงให้เข้าใจเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกส่วนงาน นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาทางกฎหมาย รวมถึงขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และงบประมาณที่ต้องเอามาใช้ในโครงการ early retire และจัดหาเทคโนโลยีทดแทน เป็นต้น
เพิ่มประสิทธิภาพ แบบเศรษฐกิจได้ด้วย
แม้ว่าการพูดถึงโจทย์การปฏิรูปกองทัพตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งชายแดนที่ลากกันมาตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่ความขัดแย้งชายแดนก็ทำให้เห็นปัญหาศักยภาพของกองทัพไทยไปในเวลาเดียวกัน การเพิ่มงบประมาณจัดซื้ออาวุธให้กองทัพอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นหนทางเดียวที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่?
ย้อนกลับไปปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ท่ามกลางความตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ประเด็น ‘ความพร้อมรบ’ ของกองทัพเพิ่งถูกพูดถึงในการอภิปรายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 จาก สส.พรรคประชาชนอีกคนอย่าง ชยพล สท้อนดี ที่เปิดว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยขาดการซ่อมบำรุงอย่างเพียงพอ จนต้องจอดรอซ่อมเพราะขาดอะไหล่ ซึ่งมาจากปัญหาการจัดซื้อของกองทัพเองที่ไม่มีประสิทธิภาพ เขาจึงเสนอให้จัดซื้อจากภายในประเทศมากขึ้น เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ แนวทางนี้จะได้ประโยชน์กันทั้งกองทัพและเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนั้นการจัดซื้ออาวุธจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ ซึ่งมีบริษัทที่มีศักยภาพขนาดทำสินค้าส่งออกได้ แต่เอกชนไทยก็เจอกับระเบียบภายในกองทัพที่กลายเป็นตัวขัดขวาง เช่น การกำหนดให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพจะจัดซื้อต้องเคยถูกนำไปประจำการในประเทศผู้ผลิตมาก่อน กลายเป็นว่าเอกชนไทยเสียโอกาสทันที ประเด็นนี้ดูเหมือนทางกองทัพก็รับลูก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับว่าจะไปแก้ระเบียบ
อย่างไรก็ตาม การจัดซื้ออาวุธในประเทศคงยังไม่สามารถรองรับภารกิจกองทัพได้ทั้งหมด เนื่องจากอาวุธบางประเภทยังเกินความสามารถทางเทคโนโลยีและการผลิตของไทย เช่น เครื่องบินรบ เป็นต้น แต่การใช้งบประมาณประเทศเพื่อไปจัดซื้อของราคาแพงเหล่านี้มาจะทำอย่างไรให้ไทยได้ประโยชน์มากไปกว่าอาวุธที่ได้มา?
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ‘ชยพล’ เสนอกองทัพ จัดซื้อลงทุนหนุนผู้ประกอบการไทย รมช.กลาโหมรับข้อเสนอ
สส.ประชาชนเข้าใจเพิ่มงบกองทัพ พัฒนาผลิตอาวุธเอง
“งบประมาณการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ วิธีคิดของผมและพรรคประชาชน เรานั่งคำนวณกันแล้วพบว่าอาจจะต้องขอประชาชนให้เพิ่มงบกองทัพด้วย และมีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นสูง เพราะตอนนี้งบประมาณในการพัฒนากองทัพจำกัดจริงๆ” วิโรจน์กล่าว
เขาอธิบายเพิ่มว่า ควรเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ภายในประเทศให้มากขึ้นเพื่อให้งบประมาณที่เพิ่มเข้าไปได้เสริมสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากภายในประเทศ อีกทั้งอุตสาหกรรมนี้เป็นเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งนี่เป็นไม่กี่เรื่องในยุทธศาสตร์ชาติที่เขาเห็นด้วย
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยยังสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการจ้างงานแรงงานทักษะสูงภายในประเทศ นอกจากจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้วยังส่งผลดีต่อความมั่นคงของประเทศด้วยเพราะไม่ต้องขออนุญาตกับประเทศเจ้าของเทคโนโลยีเพื่ออัพเกรดอาวุธยุทโธปกรณ์
“ผมเชื่อว่าอาจจะต้องเพิ่มงบปะมาณให้กับกองทัพด้วยแต่ต้องแลกกับการจัดซื้อภายในประเทศ มีหลักการชัดเจนเป็นขั้นบันได และต้องทบทวน TOR ทั้งหมดให้มีความเป็นธรรมจะต้องไม่มีหลักเกณฑ์ที่กีดกันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ”
วิโรจน์อธิบายปัญหาการจัดซื้อจากต่างประเทศที่กองทัพไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่เป็นผลดีทั้งในด้านการซ่อมบำรุง การอัพเกรดอาวุธและสำรองอะไหล่ อีกทั้งคนไทยไม่ได้ประโยชน์เพราะไม่ทำให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมและทักษะแรงงานของไทย ดังนั้นการจัดซื้ออาวุธจากต่างประเทศจะต้องพ่วงมากับนโยบายชดเชยหรือตอบแทนทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (offset coverage) หากทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้เชื่อว่าจะอธิบายให้กับประชาชนเข้าใจและอนุญาตให้กองทัพได้งบประมาณเพิ่มในการพัฒนาศักยภาพของกองทัพด้วย
เขายกตัวอย่าง บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด หรือ Thai Aviation Industries – TAI ได้ใบอนุญาตให้ซ่อมบำรุงเครื่องบินขนาดใหญ่ และเฮลิคอปเตอร์ทางการทหารมาแล้ว ทำให้เห็นว่าไทยมีความเก่งทั้งในด้านวิศวกรรมและงานช่างอยู่แล้ว
นอกจากนั้นอดีตประธาน กมธ.การทหารมองว่ากองทัพไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพระบบโดรนทางการทหารด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นอาวุธราคาถูกที่ใช้ตั้งแต่การสอดแนมหาข่าวจนถึงไปทำลายอาวุธราคาแพงอย่างรถถังหรือเรือรบได้ แต่ระบบโดรนของพลเรือนไม่สามารถใช้แทนกันได้ ทั้งจากปัญหาความปลอดภัยของซอฟท์แวร์ที่อาจทำให้ศัตรูล่วงรู้ตำแหน่งที่ตั้งของผู้บังคับโดรน ไปจนถึงจะต้องมั่นใจได้ว่าข้อมูลของระบบการบินโดรนไม่ถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นได้ล่วงรู้ เพราะหากประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งก็จัดซื้อจากบริษัทเดียวกันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลฝั่งไทยไม่รั่วไหล ไทยจึงต้องพัฒนาระบบขึ้นมาและถ้าเป็นไปได้ก็ทำให้เป็นสินค้าส่งออกได้ด้วย
แต่ปัญหาเรื่องโดรนทางทหารที่เขาเห็นคือ กองทัพไทยยังจัดทำหลักนิยม (doctrine) ทั้งในด้านการใช้งานโดรนไปจนถึงการต่อต้านโดรนไม่เสร็จ เพราะโดรนทางทหารมีทั้งประเภทที่เป็นอากาศยานเหมือน Predator ของสหรัฐฯ ไปจนถึงโดรนระดับทหารราบใช้พกพาติดตัวไป หากไม่มีหลักนิยมออกมา การจัดซื้อจัดจ้างของแต่ละเหล่าทัพ การปฏิบัติการและการสื่อสารก็จะมั่วไปหมด
ประเด็นเรื่องการจัดซื้อและการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศนี้ วิโรจน์มีข้อเสนอโดยยกตัวอย่างระบบจัดซื้อและการส่งออกอาวุธของประเทศสวีเดนว่า จะมีหน่วยงานที่แยกออกจากกันเป็น 2 หน่วยงาน คือ Swedish Defence Materiel Administration หรือ Fเอ็มวี (ย่อจาก Försvarets materielverk) ที่เป็นคณะกรรมการคอยรวบรวมความต้องการของกองทัพ สวีเดนตั้งเป็นโจทย์ให้แก่อุตสหากรรมในประเทศwัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับรัฐบาล และมี Inspectorate of Strategic Merchandise (ISP) ที่คอยดูแลการส่งออกสินค้ายุทธศาสตร์ทางทหารไปยังประเทศคู่ค้าและตรวจสอบว่าอาวุธของสวีเดนถูกเอาไปใช้ในการป้องกันประเทศเท่านั้นไม่ได้ถูกเอาไปใช้รุกรานประเทศอื่นและคู่ค้าจะต้องเป็นประเทศประชาธิปไตย รวมถึงไม่เป็นประเทศปรปักษ์หรือมีโอกาสจะเป็นปรปักษ์กับสวีเดน
ปรับสัดส่วนกรรมการสภากลาโหม
แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้สะดวกโยธิน ย่อมต้องมาจากนโยบาย ไม่ใช่เพียงนโยบายรัฐบาลพลเรือน แต่เป็นนโยบายของกองทัพเองด้วย
วิโรจน์มองว่าเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาในโครงสร้างการบริหารของกองทัพอย่าง ‘สภากลาโหม’ ที่ตอนนี้ไม่สามารถปรับโครงสร้างให้ยืดหยุ่นขึ้นได้
ก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ที่จะเป็นการปรับโครงสร้างสภากลาโหม แต่สุดท้ายก็ถูกพับไปเนื่องจากร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ถูกถอนออกจากคิวพิจารณาในสภาไป
เรื่องนี้ต้องย้อนความกลับไปก่อนว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 เรียกได้ว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากรัฐประหาร 2549 ประเด็นหนึ่งที่มีความพยายามเสนอให้แก้ก็คือ สัดส่วนสมาชิกในสภากลาโหม ตอนนี้กฎหมายกำหนดสัดส่วนเป็นทหารเกือบทั้งหมด
มีคนจากฝ่ายบริหารเพียง 2 คนจากทั้งหมด 25 คน คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับรัฐมนตรีช่วย ที่เหลือเป็นทหาร 19 นาย + ผู้ทรงคุณวุฒิที่สภากลาโหมเสนอให้ตั้งอีก 3 คน
เรื่องสัดส่วนในสภากลาโหม มีข้อเสนอปรับแก้มาจาก 3 ทางคือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และกรมพระธรรมนูญ น่าสนใจว่าทั้ง 3 แบบมีจุดที่เหมือนกันหมดแม้กระทั่งจากฝ่ายทหารเองคือ ลดจำนวนกรรมการ ปรับสัดส่วนและที่มาของผู้ทรงฯ ให้ ครม.เป็นคนเสนอชื่อแล้ว รมว.กลาโหมเป็นคนเคาะ ไม่ให้สภากลาโหมเป็นคนเลือกผู้ทรงฯ เอง
ทั้ง 3 ข้อเสนอ มีรายละเอียดกรรมการกลาโหมดังนี้
- พรรคเพื่อไทย เสนอมีกรรมการ 15 คน มีหัวโต๊ะกับรองประธานฯ เป็น นายกฯ กับ รมว.กลาโหม มีข้าราชการทหาร 9 นาย ข้าราชการระดับอธิบดี 1 คน ผู้ทรงฯ 3 คน
- พรรคประชาชน เสนอมีกรรมการ 12 คน มี รมว.และ รมช. กลาโหมเป็นหัวโต๊ะกับรอง และมีข้าราชการทหารน้อยที่สุดใน 3 โมเดลคือให้เหลือ 5 นาย และมีผู้ทรงฯ 5 คน
- กรมพระธรรมนูญ เสนอมีกรรมการ 21 คน มี รมว.และ รมช. กลาโหมเป็นหัวโต๊ะกับรองเช่นกัน และเป็นโมเดลที่มีข้าราชการทหารมากที่สุดคือ 14 คน และมีผู้ทรงฯ 5 คน
แม้สุดท้ายแล้วเรื่องการปรับแก้กฎหมายฉบับนี้จะล่มไปกลางคัน แต่หากดูข้อเสนอก็จะเห็นความพยายามปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง แม้บางโมเดลจะเห็นว่าสัดส่วนเสียงที่จะถ่วงดุลฝ่ายทหารไม่น่ามีประสิทธิภาพ และต้องใช้กำลังภายในของรัฐบาลค่อนข้างมาก
วิโรจน์มองปัญหาโครงสร้างของสภากลาโหมที่มีอยู่ตอนนี้มีความ ‘อุ้ยอ้าย’ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกองทัพได้ช้า นายทหารระดับสูงในสภาก็เคยสะท้อนให้ฟังว่ามีเรื่องที่เสนอเข้าไปให้สภากลาโหมรอคิวการพิจารณาเยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้กฎหมาย
“เขา(ทหาร) ก็ว่าไม่อยากให้การเมืองแทรกแซง แต่โครงสร้างที่มีแต่ทหารเต็มไปหมดแบบนี้ทำให้กองทัพล่าช้า ก็คงเป็นเรื่องต้องหารือกันเพื่อคลี่คลาย ผมว่าคุยกันได้เพราะทหารที่มีความก้าวหน้า เขาก็รู้อยู่แล้วว่าโครงสร้างของสภากลาโหมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันล่าช้ามาก ไม่ใช่ว่าตัวเขาไม่รู้ปัญหา”
วิโรจน์มองว่าปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายนี้ได้เพราะความกลัวของกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันกับกองทัพ
แก้วิธีการของบ-ระบบยุติธรรมในกองทัพ
การปฏิรูปกองทัพ ในความเห็นของวิโรจน์มีเสาหลักที่ต้องแก้อยู่ 2 เรื่องคือ งบประมาณ และกระบวนการยุติธรรมทางการทหาร
เสาแรก การของบประมาณของกองทัพ เขาเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมาเห็นพัฒนาการการตั้งของบประมาณของกองทัพใน ‘สมุดปกขาว’ และการชี้แจงต่อ กมธ.พิจารณาร่างงบประมาณว่า ดีขึ้นมาก มีรายละเอียดและชัดเจนมากขึ้นว่าจะทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะกองทัพอากาศที่มีความชัดเจนมากที่สุดในสามเหล่าทัพ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้ต่อ กมธ.มากขึ้น ไม่ทำให้ทุกเรื่องเป็นความลับทางทหารไปทั้งหมด
ส่วนปัญหาที่ยังเห็นอยู่ คือ การชี้แจงในชั้นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทางเหล่าทัพยังใช้วิธีให้ผู้บัญชาการของแต่ละเหล่าทัพมาชี้แจงเพียงคนเดียวในฐานะมีตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดีกรม ทั้งที่กองทัพมีสายงานที่ลึกมาก
จึงเสนอประเด็นที่ต้องแก้ไข 2 เรื่องคือ 1.ผู้บังคับบัญชาระดับเจ้ากรมต้องมานำเสนอและตอบคำถามกับ กมธ.เอง เพราะเงินที่จะใช้ก็เป็นเงินภาษีประชาชน 2.ระเบียบวิธีงบประมาณของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2563 ข้อ 17 จะต้องมีการแก้ไข คือ การขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่แตกต่างไปจากหน่วยงานอื่น และกลายเป็นอภิสิทธิ์ของกองทัพ เนื่องจากตามระเบียบฯ นี้อนุญาตให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพสามารถปรึกษากับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพื่อขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้เอง แล้วค่อยแจ้งกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมภายใน forty five วัน เท่ากับว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพสามารถขอเปลี่ยนเองได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐมนตรี ทำให้ระเบียบนี้กลายเป็นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. และทำให้กองทัพมีสถานะเหมือน ‘รัฐซ้อนรัฐ’
“รัฐมนตรีเป็นแค่หัวหลักหัวตอสิ forty five วันคุณซื้ออะไรเรียบร้อยแล้ว คุณเปิด TOR เปิดประกวดราคาเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่ดึงอำนาจงบประมาณมาสู่ฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติ เราก็จะไม่เห็นกองทัพภายใต้รัฐบาลพลเรือนเลย ไม่เห็นกองทัพของประชาชนเลย ภาพตรงนี้จะไม่เกิดเลย เพราะคุณจะใช้งบอย่างไรก็ได้ เปลี่ยนแปลงยังไงก็ได้ถือว่าทำตามกฎหมายแล้ว”
เสาที่สอง กระบวนการยุติธรรมทางทหาร ปัจจุบันยังคงกำหนดให้คดีที่มีทหารเกี่ยวข้องต้องขึ้นศาลทหารทั้งคดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำกับพลเรือน แม้ว่าเรื่องนี้จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการบังคับสูญหายและซ้อมทรมาน แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่สามารถปฏิรูปได้ก็จะลำบาก เพราะคำสั่งและการปฏิบัติภารกิจของทหารมีแต่เรื่องที่กระทำต่อฝ่ายหรือประเทศที่เป็นอริราชศัตรูเท่านั้น
“กองทัพโดยหลักการแล้วจะต้องไม่มองประชาชนของตนเองเป็นศัตรู แม้กระทั่งในช่วงของกฎอัยการศึก การควบคุมตัวพลเรือนต้องทำภายใต้กฎหมายถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมายคุณควรต้องขึ้นศาลพลเรือน”
วิโรจน์เล่าว่า เรื่องนี้ถูกพูดถึงในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ทางฝ่ายกองทัพก็เข้ามาชี้แจงว่า ถ้าเป็นกรณีทหารเป็นกระทำความผิด เช่นถ้าเกิดการซ้อมทรมานหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวขึ้น แม้จะเป็นช่วงใช้กฎอัยการศึกการลงโทษของศาลทหารก็รุนแรงกว่าศาลยุติธรรมอยู่แล้ว แต่วิโรจน์เห็นว่าสุดท้ายแล้วต้องถามฝ่ายที่เป็นผู้เสียหายว่าเต็มใจจะขึ้นศาลไหนมากกว่ากัน เพราะศาลทหารที่อยู่ภายใต้สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมก็ยังคงมีอำนาจบังคับบัญชา ระบบอุปถัมป์ ไม่ว่าจะออกแบบโครงสร้างของศาลทหารออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นอิสระ
อดีตประธาน กมธ.ทหารเชื่อว่า หากแก้ไขเรื่องนี้ให้สำเร็จจะทำให้การล้อมปราบประชาชนไปจนถึงการรัฐประหารไม่เกิดขึ้นอีก เพราะถ้าทหารต้องไปขึ้นศาลพลเรือน ดพวกเขาก็จะไม่กล้าทำอีกแล้ว และเชื่อว่าศาลพลเรือนเองก็ให้ความเป็นธรรมกับทหารได้เช่นกัน ส่วนของศาลทหารก็ให้เป็นเรื่องของการถ่วงดุลกับผู้บังคับบัญชาไปเพื่อไม่ให้มีการสั่งการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้กับทหารที่กระด้างกระเดื่องในระหว่างปฏิบัติภารกิจทางทหาร แต่การทุจริตจากการใช้อำนาจของทหารในรูปแบบอื่นทั้งการฟอกเงิน การเรียกรับผลประโยชน์หรือร่ำรวยผิดปกติที่ไม่ได้เกี่ยวกับการบังคับบัญชา ก็ควรจะต้องไปขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
การแก้ไขเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องทำกันต่อในสภาชุดต่อไป
“ผมเห็นร่องรอยการทุจริตแล้ว คุณวิ่งศาลทหารแบบเดิมไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่สามารถใช้ระบบอุปถัมป์พวกพ้องมาวิ่งเต้นให้คุณได้ ผมไม่เชื่อว่าคุณจะวิ่งเต้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบได้หรอก เพราะมันคืออำนาจตุลาการ แล้วคุณก็ไม่คิดว่าผมจะกลั่นแกล้งคุณเพราะผมก็สั่งศาลไม่ได้เหมือนกัน ผมได้แค่มอบพยานหลักฐานทั้งหมดให้กับอัยการแล้วศาลก็เป็นระบบไต่สวนที่ศาลจะเรียกพยานหลักฐานเองได้”
“กองทัพมีสำนักงบประมาณของตัวเองแล้วก็ยังมีศาลของตัวเองอีก นี่มันรัฐอิสระแล้ว” วิโรจน์ย้ำ











