แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/btwd | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป-14-พฤษภาคม-2566-จนถึงประกาศ-พ.ร

นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคม 2566 จนถึงประกาศ พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร 12 ธันวาคม 2568 เท่ากับว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 มีระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 2 ปี 6 เดือน 29 วัน มีนายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร และอนุทิน ชาญวีรกุล โดยมีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และภูมิธรรม เวชยชัย

นอกเหนือไปจากกลไกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจ 250 สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี จนสกัด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเคตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้แล้ว นายกรัฐมนตรี 2 คนจากพรรคเพื่อไทย ทั้งเศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร ก็พ้นจากตำแหน่งเพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขาดคุณสมบัติและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ความระส่ำระสายจนเกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนการผงาดของสถาบันการเมืองที่ถืออำนาจชี้ขาดทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่คำวินิจฉัยส่งผลต่อชะตาของรัฐบาลโดยตรง หรือกองทัพที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญท่ามกลางวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ขณะที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกองทัพ และการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2557 กลับมีเส้นทางทอดยาว ซับซ้อน และเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ยากจะเล็งผลเลิศ

บทบาทศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกมองว่าเป็นผู้ชี้ขาดทางการเมือง การผงาดของกองทัพในยามวิกฤต และโครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบมาให้แก้ไขได้ยาก ผ่านเงื่อนไขประชามติหลายชั้น ล้วนทำให้เป้าหมายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปกองทัพ และการฟื้นฟูประชาธิปไตย ยังคงอยู่ไกลจากความเป็นจริง ปี 2568 ที่กำลังผ่านพ้นไปจึงเป็นปีที่เผยให้เห็นชัดถึงโครงสร้างอำนาจของผู้กำหนดทิศทางประเทศ และยังทำให้การเลือกตั้งและประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ถูกจับตามองอย่างยิ่ง

MOA ดันภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลชั่วคราว

และข้อถกเถียงอำนาจยุบสภาของรักษาการนายกฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ซ้าย) และอนุทิน ชาญวีรกูล (ขวา) ที่มา: แฟ้มภาพ/ทีมสื่อพรรคประชาชน

โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 29 สิงหาคม 2568 มติ 6 ต่อ 3 ให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้เหตุผลว่าพฤติกรรมในคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและบิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น เป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คำนึงถึงผลประโยชน์คะแนนนิยมส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ภายหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีความพยายามรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐบาลรักษาการนำโดยพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ ชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคภูมิใจไทยซึ่งถอนตัวจากรัฐบาลหลังกรณีคลิปเสียง สามารถรวบรวมเสียงเพิ่มจากอดีตพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคพลังประชารัฐบางส่วน, พรรครวมไทยสร้างชาติ กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น, และกลุ่ม สส.เพื่อไทยนำโดยศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ฯลฯ เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี และพร้อมรับเงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

เงื่อนไขของพรรคประชาชนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ได้แก่ 1. ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และ 3. พรรคประชาชนยืนยันไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี และทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป

ในวันที่ 3 กันยายน 2568 พรรคประชาชนแถลงในช่วงเช้าที่รัฐสภาว่าพร้อมจะลงมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเสนอเงื่อนไขให้ยุบสภาใน 4 เดือน ต้องไม่ดำเนินการเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และต้องดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

สรวงศ์  เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตอบโต้คำแถลงของพรรคประชาชนว่า ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว อย่างไรก็ตามในวันถัดมา ภูมิธรรมแถลงว่า รัฐบาลได้ส่งร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรและส่งให้สำนักงานองคมนตรีพิจารณาแล้วเมื่อเย็นวันที่ 2 กันยายน 2568 แต่ต่อมาได้รับการแจ้งจากสำนักองคมนตรีว่ายังมีประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้งและยังไม่เป็นที่ยุติ โดยเฉพาะประเด็นอำนาจของรองนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการถวายคำแนะนำ จึงยังไม่เห็นสมควรร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในเวลานี้

เมื่อร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาถูกตีกลับ พรรคเพื่อไทยกลับไปเสนอ ชัยเกษม นิติสิริ ชิงนายกรัฐมนตรีและพร้อมยุบสภาทันที อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติ 5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง ต่อ 152 เสียง

ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์ประเด็นข้อถกเถียงเรื่องอำนาจในการยุบสภาของภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ซึ่งเขาเห็นว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ในขณะนี้สามารถนำความขึ้นกราบบังคับทูลให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือข้อห้ามใดไว้

ในขณะที่ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการ สามารถยุบสภาได้หรือไม่ว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามหลักความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรีรักษาการยุบสภาไม่ได้  “โดยความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่าทำไม่ได้ อันนี้ตามตำราว่ามา”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง ของ ปชน. เป็นไปได้แค่ไหนในสมการความเป็นจริง, 8 ก.ค. 2568
  • ภูมิธรรม' ยุบสภาได้! ‘วรเจตน์' อธิบายหลัก-เห็นแย้งเลขาฯ กฤษฎีกา, 30 ส.ค. 2568
  • ความเห็นส่วนตัวเลขาฯ กฤษฎีกา มองอำนาจนายกรักษาการ ‘ยุบสภาไม่ได้', 30 ส.ค. 2568
  • รวมความเห็น “รักษาการนายกฯ” ยุบสภาได้หรือไม่ได้ หลังศาลรธน.ให้แพทองธารพ้นตำแหน่ง, iLaw, 1 ก.ย. 2568

ความพยายามปฏิรูปกองทัพรอบปี 2568

ทหารเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมต้านรัฐประหารที่ BTS สนามเป้า เมื่อ 24 พฤษภาคม 2557 ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ

กองทัพเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญและมีอำนาจในการเมืองไทย มีความพยายามที่จะปฏิรูปกองทัพมาโดยตลอดนับตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหาร 2557

เดือนมีนาคมปี 2568 ชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปล่อยให้ทหารใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ปลุกปั่นสร้างความขัดแย้งแตกแยก เพื่อผลประโยชน์ของนายพลบางกลุ่มและเปิดทางให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมือง

อย่างไรก็ตาม 30 ตุลาคม 2568 ศาลปกครองยกฟ้องกองทัพบกและผู้บัญชาการทหารบก คดีที่สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน ถูก IO โจมตี เมื่อปี 2564 แม้ศาลเห็นว่าแม้จะมีหน่วยและปฏิบัติการ IO ของกองทัพอยู่จริงและจะทำกับประชาชนในประเทศไม่ได้ แต่ผู้ฟ้องก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากทหารในสังกัดเป็นผู้ทำหรือไม่และการแสดงความเห็นใต้โพสต์ของทั้ง 3 คนนั้นก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารเหล่านั้นทำตามคำสั่งหรือแค่แสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่ง โดยยิ่งชีพมองว่าในคดีนี้ศาลยังยอมรับว่ามีหลักฐานที่ชี้ว่ามีการทำ IO ของกองทัพ และมีแนวโน้มที่จะอุทธรณ์สู้คดีต่อ

ในประเด็นเกณฑ์ทหารจะมีปัญหาการจัดการและข่าวละเมิดสิทธิเป็นระยะ แต่เมื่อ 27 พฤษภาคม 2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 พิพากษาคดีทหารเกณฑ์ ‘วรปรัชญ์' วัย 18 ปี ถูกซ่อมวินัยจนเสียชีวิต โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ครูฝึกคนที่ 1 จำคุก 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลังจากกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้

ในส่วนของข้อเสนอลดจำนวนเกณฑ์ทหาร ยอดผู้สมัครเป็นทหารเกณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 มีผู้สมัครเป็นทหารกองประจำการ 46,623 ราย หรือ 52.83% ของความต้องการทหารกองประจำการ โดยมาจากผู้สมัครในวันตรวจเลือกทหารเกณฑ์ 26,190 ราย ทหารเกณฑ์ที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการ 5,207 ราย และผู้สมัครใจผ่านโครงการพลทหารออนไลน์ จำนวน 15,226 ราย (จากยอดสมัคร 22,361 ราย) ในขณะที่ฝั่งของกองทัพ ยอดความต้องการทหารกองประจำการมีการปรับลดลงจาก 105,630 ราย ในปี 2564 ลดเหลือ 88,255 ราย ในปี 2568

ขณะเดียวกัน สำนักโฆษก กระทรวงกลาโหม เปิดเผยแนวโน้มการสมัครโครงการพลทหารออนไลน์ปี 2569 จนถึง 30 ธันวาคม 2568 มียอดสมัครแล้ว 27,965 ราย

ในการให้สัมภาษณ์กับประชาไท วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน อดีตประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปัญหาหลักที่ทำให้คนหวาดกลัวการเป็นทหารเกณฑ์คือการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง รวมถึงการซ้อมทรมาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเสนอให้เปิดพื้นที่การตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกลไกระหว่างประเทศตามพันธกรณีที่ไทยเข้าร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทหารเกณฑ์จะได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

วิโรจน์ชี้ว่า หากสามารถแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิได้ ภาพลักษณ์ของกองทัพจะดีขึ้นและทำให้ประชาชนสมัครใจเข้ามาเป็นทหารมากขึ้น โดยยกตัวอย่างการฝึกทหารเกณฑ์ของกองทัพเรือ ซึ่งมีการจัดการศูนย์ฝึกในลักษณะโรงเรียนฝึกทหาร ครูฝึกมีทัศนคติแบบ “ครู” มากกว่าการใช้อำนาจแบบลงโทษ พร้อมเสนอให้ไทยยอมรับกลไกการตรวจสอบแบบไม่แจ้งล่วงหน้าตามพิธีสาร OPCAT เพื่อป้องกันการซ้อมทรมาน ลดการทุจริตในการหนีทหาร และทำให้ระบบทหารสมัครใจมีความเข้มแข็งมากขึ้น

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เดินทางมาสืบพยานที่ศาลแขวงสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568

อนึ่ง คดีเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล คัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) มีการสืบพยานที่ศาลแขวงสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 และ 11 กันยายน 2568 โดยหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานวันที่สองเนติวิทย์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า ศาลแขวงสมุทรปราการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ขณะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตั้งเมื่อเดือนมกราคมปี 2567 โดยมีระยะเวลาดำเนินงานกว่า 17 เดือน และประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อปิดเล่มรายงานเมื่อ 21 สิงหาคม 2568 อย่างไรก็ตาม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.พรรคประชาชนเปิดเผยว่า สถานีโทรทัศน์กองทัพบก หรือ ททบ.5  ไม่ยอมเปิดเผยงบการเงินแก่ กมธ.วิสามัญฯ โดยในเดือนกันยายนปี 2568 มีการเปิดเผยรายงานการพิจารณาศึกษาฉบับเต็มของ กมธ.วิสามัญฯ ชุดดังกล่าว

อนึ่งกรณีจัดซื้อเรือดำน้ำจีนชั้น Yuan-class รุ่น S26T มูลค่า 13.9 พันล้านบาท ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่รัฐบาล คสช. ปี 2560 และกำหนดให้ฝ่ายจีนโดยบริษัท SCOC ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจากเยอรมนี แต่ดีลนี้ล้มเหลวสิ้นเชิงหลังจากที่ในเดือนพฤษภาคม 2568 บอริส ปิสโตเรียส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมัน ตอบภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นว่าเยอรมนีในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรปมีมาตรการคว่ำบาตรไม่ขายยุทโธปกรณ์ให้กับจีน ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบแก้ไขข้อตกลงเรือดำน้ำเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์จีนพร้อมแก้ไขขยายเวลาต่อเรือ ไปอีก 1,217 วัน

ส่วนความพยายามที่จะโอนคดีกองทัพไปยังศาลพลเรือนนั้น เมื่อ 17 มีนาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรลงมติในวาระสาม 410 ต่อ 163 ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามกาารทุจริตแห่งชาติ (พ.ร.ป.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ที่มีเนื้อหาโอนคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในเขตอำนาจศาลทหาร ไปศาลอาญาคดีทุจริตฯ

ส่วนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร กรรมาธิการมีมติเสียงข้างมาก ให้คดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือนกลับไปที่ศาลทหารตามเดิม ตามข้อเสนอของธงทอง นิพัทธรุจิ กมธ.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การกลับมาของ ทหารมีไว้ทำไม

บทบาทกองทัพเหนือรัฐบาลพลเรือน

ในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ทหารกัมพูชาขุดสนามเพลาะที่เนิน 745 พื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ภาพเผยแพร่เมื่อ 17 พ.ค. 2568 โดยเป็นหนึ่งในชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชาตลอดทั้งปี 2568 ที่มา: Fb/วาสนา นาน่วม

อย่างไรก็ตาม ปรากฏชัดว่าในปีนี้กองทัพกลับมามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลพลเรือนจากกรณีพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีชนวนเริ่มมาตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ทหารไทยห้ามชาวกัมพูชาไม่ให้ร้องเพลงชาติกัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท และต่อมา 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีเหตุการณ์ไฟไหม้ศาลาตรีมุข บริเวณสามเหลี่ยมมรกต-ช่องบก

ต่อมากรณีทหารกัมพูชา ขุดคูสนามเพลาะที่เนิน 745 ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 โดยในเฟสบุ๊กของวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ ระบุว่าทหารไทยได้เจรจาให้กลบสนามเพลาะ ถอนกำลังออกไป เพราะเป็นพื้นที่อ้างสิทธิทั้งสองฝ่าย และตกลงลาดตระเวนร่วมกัน และหารือกันตามวงรอบ

จนกระทั่งเกิดกรณีทหารกัมพูชาขุดคูเลตเป็นระยะทาง 650 เมตร และเกิดการยิvปะทะกับทหารไทยในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต หรือช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมจน มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย โดยหลังเหตุปะทะ เจ้าหน้าที่ได้ปิดทางขึ้นเนิน 500 ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ และไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปหาของป่าเนื่องจากยังเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยใกล้แนวปะทะช่องบก ผู้ใหญ่บ้านบ้านโนนสูง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ได้เริ่มซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และทำความสะอาดบังเกอร์

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการอาวุโส และผู้สื่อข่าวด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง เห็นว่ากรณีปะทะที่ช่องบก ถือว่าผิดวิสัยและต้องมีการตรวจสอบ เขาเห็นว่าปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ปัจจุบัน แผนที่เขตแดนไทย-กัมพูชายังไม่มีการชำระ และสำรวจปักปันเขตแดนร่วมกัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้เรื่อยๆ 2. การพยายามปลุกเร้าสถานการณ์ความหวาดระแวง และกระแสชาตินิยมของทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนสถานการณ์ภายหลังการปะทะ ถัดมาอีกหนึ่งวันมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Boundary Price: JBC) ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคี แต่ผลเจรจากลับล้มเหลว ไทยแถลงว่าทั้งสองฝ่ายได้ปรับกำลังทหารออกจากจุดปะทะช่องบก 200 เมตร แต่กัมพูชาแถลงว่าจะไม่ปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่ เพราะเป็นจุดที่ถือครองก่อนลงนาม MOU 43

วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวโน้มลุกลามมากขึ้น 1 มิถุนายน 2568 ฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าจะนำเรื่องข้อพิพาทเหนือดินแดน 4 พื้นที่ ได้แก่ สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ยืนยัน ประสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย อยู่ในเขตประเทศไทย

ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ซึ่งมีแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและประธาน สมช. เข้าร่วม ที่ประชุมได้เตรียมกำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์ พร้อมมอบหมายให้กองทัพประสานการปฏิบัติ โดยย้ำการปกป้องอธิปไตยควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ

7 มิถุนายน 2568 กองทัพบก ออกคำสั่งมอบอำนาจ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และกองกำลังสุรนารี ควบคุมจุดผ่านแดนแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตามมติ สมช. พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติแบบเป็นขั้นตอน โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เน้นจากเบาไปหาหนักตามความเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. จำกัดการผ่านแดนเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น 2. ปรับลดช่วงเวลาในการเปิด–ปิดจุดผ่านแดน 3. ปิดจุดผ่านแดนบางจุด โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเสี่ยงสูง 4. ปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤต หรือมีการรุกรานอย่างชัดเจน

พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลงนามในคำสั่งปรับเวลาเปิด-ปิด จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้า ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี หากกัมพูชาเพิ่มกำลัง หรือหากเกิดการปะทะชายแดนให้ปิดทันที

พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เรื่อง มาตราการควบคุมจุดผ่านแดนถาวรฯ/จุดผ่อนปรนการค้าฯ ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว

โดยหลังจากทหารไทยลดเวลาเปิด-ปิดด่านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ในวันที่ 8 มิถุนายน 2568 กัมพูชาตอบโต้ด้วยการเลื่อนเวลาเปิดด่านเช่นกัน

13 มิถุนายน 2568 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศยุติการซื้อสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าจากไทย รวมถึงงดออกอากาศภาพยนตร์ไทยในกัมพูชา โดยช่วงเช้าที่ด่านปอยเปต-อรัญประเทศ มีข่าวเจ้าหน้าที่กระทรวงไปรษณีย์และคมนาคมกัมพูชาตัดสายอินเทอร์เน็ตที่ส่งมาจากฝั่งไทย

ส่วนฮุน เซน ประธานพฤฒสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา บิดาของฮุน มาเนต ยังโพสต์นโยบายการพึ่งพาตนเองและต่อต้านประเทศไทยเพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมจุดผ่านแดนของไทย ซึ่งมาตรการเหล่านี้รวมการระงับนำเข้าสินค้าไทย ไม่ส่งผู้ป่วยไปรักษาที่ไทย เตรียมความพร้อมรองรับการผลักดันแรงงานในประเทศไทยกลับประเทศกัมพูชา ฯลฯ

วันที่ 15 มิถุนายน 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ติดต่อเคลียง ฮวด บุคคลใกล้ชิดฮุน เซน เพื่อขอให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับฮุน เซน บิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีบันทึกหรือพิธีการของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ต่อมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ฮุน เซนเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาดังกล่าวต่อสาธารณชนโดยไม่แจ้งฝ่ายไทยล่วงหน้า ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

21 มิถุนายน 2568 พล.ท.บุญสิน ใช้อำนาจตามคำสั่งของ สมช. และกองทัพบก ปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู ในเขต อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ วันถัดมาทางการกัมพูชาตอบโต้ โดยปิดด่านบ้านจุ๊บโกกี ตรงข้ามจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู และยังปิดด่านช่องจวม ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

23 มิถุนายน 2568 แพทองธาร ชินวัตร แถลงหลังการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด จเรตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยกระดับมาตรการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือกัมพูชาในฐานะแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยล

มาตรการสำคัญประกอบด้วย การควบคุมจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนกัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด การเข้มงวดเที่ยวบินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ–อังกอร์ ซึ่งส่งผลต่อสายการบินเอมิเรตส์และเตอร์กิชแอร์ไลน์ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ และการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้นไทยได้ปิดจุดผ่านแดนทุกจุดตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ห้ามคนผ่านแดนและยานพาหนะเข้า-ออก ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และ 2 ตามกลไกและอำนาจที่กองทัพบกได้รับมอบจากการประชุม สมช. โดยคงไว้เฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นัดชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 28 มิถุนายน 2568 ที่มา: สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์

28 มิถุนายน 2568 กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย สามารถระดมมวลชนหลายหมื่นคนชุมนุมใหญ่ขับไล่แพทองธาร ชินวัตร ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยกลุ่มดังกล่าวยังสามารถนัดชุมนุมได้อีกหลายครั้งตลอดปี 2568

1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 สั่งแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่สองและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ก่อนที่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่หนึ่ง ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อจากสุริยะ และดำรงตำแหน่งดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหลือ

3 กรกฎาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง มาร่วมงานผูกข้อมือ บายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2568 ตอนหนึ่งพูดกับผู้ร่วมงานว่าปราสาทบริเวณชายแดนเป็นของไทย และกองทัพมีการเตรียมการไว้หมดแล้ว “หากเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างจะจบภายใน 3 วัน ไม่มีปัญหา ปลอดภัยแน่นอน”

นอกจากนี้เกิดเหตุทหารไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เหยียบทุ่นsะเบิดหลายกรณีในห้วงวันที่ 16–23 กรกฎาคม ทำให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประกาศมาตรการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยได้ดำเนินการเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชากลับสู่ประเทศไทย พร้อมทั้งเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับประเทศ

เช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.35 น. กองทัพบกไทยตรวจพบโดรนใกล้ปราสาทตาเมือนธมและการลำเลียงอาวุธหนักตามแนวชายแดน ต่อมาเวลา 08.20 น. กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธยิvใส่ฐานปฏิบัติการไทยด้านตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม กองทัพไทยตอบโต้ตามแผน “ยุทธบดินทร์” เกิดการปะทะในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาระหว่างวันที่ 24–28 กรกฎาคม 2568

การหยุดยิvมีขึ้นหลังเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ภายหลังภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีไทย เจรจากับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มาเลเซีย โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นคนกลาง ข้อตกลงหยุดยิvไม่มีเงื่อนไข และการปะทะยุติลงในช่วงรุ่งสางของวันถัดมา

โดยหลังการปะทะรอบแรก ทหารไทยเข้าครอบครองพื้นที่พิพาทฝ่ายเดียว ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม สามเหลี่ยมมรกต ห้วยตามาเรีย–ภูมะเขือ และช่องอานม้าบางส่วน

มีรายงานด้วยว่านับตั้งแต่วันเริ่มการปะทะที่ช่องบก จ.อุบลราชธานีเมื่อ 28 พฤษภาคม นับจนถึง 19 กันยายน 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) เดินสายบรรยายตามสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ไม่น้อยกว่า 30 ครั้ง

ต่อมาในสมัยอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิvแบบครอบคลุม หรือ “ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสักขีพยาน ข้อตกลงระบุให้ลดความตึงเครียดและฟื้นฟูเสถียรภาพชายแดน โดยกำหนดมาตรการสำคัญ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักและยานเกราะออกจากพื้นที่พิพาท การตั้งคณะผู้ตรวจสอบการหยุดยิvภายใต้กรอบอาเซียน ความร่วมมือกำจัดทุ่นsะเบิด การใช้เครื่องหมายพรมแดนชั่วคราว การปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน และการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการร่วมปราบปรามศูนย์ลวงลวงและอาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็น “เส้นทางสู่สันติภาพ” ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เน้นบทบาทการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม อนุทินย้ำว่าการเปิดจุดผ่านแดนต้องมีเงื่อนไขให้กัมพูชาปลดอาวุธและปราบปรามศูนย์ลวงลวง โดยระบุว่า “การกระทำทั้งหมดต้องเริ่มต้นที่กัมพูชา”

อย่างไรก็ตาม 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบทุ่นsะเบิดบริเวณชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดย 1 นายสูญเสียเท้าขวา ภายหลังเหตุการณ์ รัฐบาลไทยอ้างว่าทุ่นsะเบิดเป็นฝีมือของกัมพูชา และประกาศระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา

12 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. กองทัพบกไทยรายงานว่าได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชานานราว 10 นาที บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ขณะที่ทางการกัมพูชากล่าวหาว่าเป็นฝีมือทหารไทยทำร้ายพลเรือนในหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันทายมีชัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายราย

7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ประกาศอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี หลังเกิดการปะทะบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความเสี่ยงที่ความรุนแรงอาจทวีขึ้น

8 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 แถลงว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังการปะทะที่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย คือ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และมีทหารบาดเจ็บอีก 3 ราย โดยกองทัพไทยกล่าวหาว่ากองทัพกัมพูชายิvจรวดบีเอ็ม-21 แกรด ใส่พื้นที่พลเรือนไทย ส่งผลให้มีพระสงฆ์เสียชีวิต 1 รูป

ช่วงเช้าประมาณ 05.04 น. มีรายงานว่าทหารไทยยิvโจมตีที่มั่นของกัมพูชาในจังหวัดพระวิหาร รวมถึงพื้นที่ใกล้ปราสาทตาเมือนธมและเขต 5 มกรา พร้อมส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 โจมตีฐานปืนใหญ่ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาการยั่วยุและการใช้อาวุธหนั เหตุปะทะดังกล่าวนำไปสู่การอพยพประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการปะทะรอบสองเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 27 ธันวาคม 2568 ภายใต้ “ยุทธการศตวรรษ” พื้นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และ ตราด

โดยการหยุดยิvรอบสอง เกิดขึ้นในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ระหว่าง พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ รมว.กลาโหมของไทย และ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยมีผลหยุดยิvตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคมเป็นต้นไป และล่าสุดในวันนี้ (31 ธ.ค. 2568) มีการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 ราย ที่ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่การปะทะรอบแรก

โดยหลังการปะทะรอบสอง ทหารไทยควบคุมพื้นที่ฝ่ายเดียวเพิ่มเช่น ช่องอานม้า และจุดยุทธศาสตร์ได้แก่ เนิน 500 และเนิน 677, ช่องจอม, ปราสาทตาควายและจุดยุทธศาสตร์รอบๆ ได้แก่เนิน 350 เนิน 225 ช่องกร่างและช่องเสม็ด, พื้นที่พิพาทบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บึงตะกวน จ.สระแก้ว, บ้านสามหลัง และกาสิโนทมอดา จ.ตราด ฯลฯ

ส่วนเนิน 745 ใกล้ช่องบก ที่เคยมีข่าวทหารกัมพูชาขุดสนามเพลาะ และเป็นหนึ่งในชนวนข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข่าวยืนยันว่าทหารไทยเข้าไปยึดพื้นที่พิพาทดังกล่าว

ผลจากการปะทะทั้ง 2 ครั้ง ทหารไทยเสียชีวิต 42 ราย บาดเจ็บ 234 ราย มีพลเรือนฝั่งไทยเสียชีวิต 45 ราย บาดเจ็บ 38 ราย และมีพลเรือนผู้อพยพตามแนวชายแดนอีกนับแสนราย

ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทด้านอธิปไตยหรือการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทับซ้อน หากแต่สะท้อนการพลิกกลับของบทบาทกองทัพไทยที่ขยับขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งทางการเมือง การต่างประเทศ และความมั่นคงอย่างเด่นชัด ตั้งแต่อำนาจควบคุมด่านชายแดน การกำหนดมาตรการตอบโต้ การสื่อสารต่อสาธารณะ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในภาวะสงคราม ขณะที่รัฐบาลพลเรือนกลับอยู่ในสถานะตั้งรับ ถูกบีบด้วยแรงกดดันจากองค์กรอิสระและกระแสชาตินิยม เหตุการณ์ตลอดปีจึงทำให้คำถามเก่าอย่าง ทหารมีไว้ทำไม กลับมาอีกครั้งในความหมายใหม่ ที่เห็นบทบาทและอิทธิพลของกองทัพเด่นชัดขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาล รธน. ปิดทางประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรง

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยาวไกล ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง

เป้าหมายหนึ่งของการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2557 ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาให้แก้ไขได้ยากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา โดยเฉพาะการกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระหนึ่ง (รับหลักการ) และวาระสาม (พิจารณาเห็นชอบทั้งฉบับ) นอกจากต้องใช้เสียงครึ่งหนึ่งของสมาชิก 2 สภารวมกัน (สส. และ สว.) ยังกำหนดอีก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หนึ่ง เสียง สว. 1 ใน 3 รับรอง สอง เสียง สส. จากพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรีและไม่มีสมาชิกของพรรคที่ดำรงตำแหน่งประธาน-รองประธานสภา จำนวนร้อยละ 20 ของทุกพรรครวมกัน สาม หากแก้ไขบททั่วไป หมวดกษัตริย์ วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลและองค์กรอิสระ ต้องทำประชามติ และสี่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มักไม่ผ่านตั้งแต่วาระแรก เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ไม่ถึง 1 ใน 3 โดยภาคประชาชนเคยล่ารายชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งสิ้น 4 ครั้งแต่ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระหนึ่ง

นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเมื่อ 6 เมษายน 2560 มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว 26 ครั้ง แต่มีเพียงครั้งเดียวที่ผ่าน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 ประกาศใช้เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2564 ที่มีผลแก้ไขระบบเลือกตั้ง สส. ให้คล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2540 คือเปลี่ยนจากการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเลือกทั้ง สส.เขต 350 คน และคำนวณที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน แบบจัดสรรปันส่วนผสม กลับมาเป็นระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ แยก สส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายออกจากกัน รวมทั้งปรับสัดส่วน สส.เขต 400 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

ยิ่งไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการลงประชามติ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 ระบุว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ก็มีข้อถกเถียงว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ระหว่าง ทำประชามติ 2 ครั้ง คือ 1) ประชามติหลังแก้รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) และ 2) ประชามติหลังจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแล้วเสร็จ กับ ทำประชามติ 3 ครั้ง ที่เพิ่มขึ้นมาคือประชามติ “ก่อน” ที่รัฐสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

โดยในวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ประเด็นจำนวนครั้งประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่และอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 17 มีนาคม 2568 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2)

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้ง 2 ประเด็น

โดยประเด็นแรกเป็นเรื่องอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเป็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ก่อน

ศาลระบุต่อว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ในประเด็นที่สอง ต้องทำประชามติกี่ครั้ง เรื่องนี้เสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 กลับเห็นว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง โดยแบ่งดังนี้

ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่

ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร

ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่า ประชามติครั้งที่ 1 กับ 2 สามารถรวมเป็นครั้งเดียวได้

โดยในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) ระหว่างวันที่ 10 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยในวาระสองพิจารณารายมาตรา ที่ประชุมลงมติเห็นชอบวิธีตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 คน โดยเปิดรับสมัคร ให้รัฐสภาโดย สส. และ สว. จับกลุ่มกันให้ได้ 20 คน เลือกผู้สมัคร 1 คนเป็นกรรมาธิการฯ นอกจากนี้ยังมีมติกำหนดกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 10 ข้อ ห้ามแตะหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์

อย่างไรก็ตามในวันที่ 11 ธันวาคม ในการพิจารณารายมาตราที่ 256/28 เรื่อง หลักเกณฑ์ที่ประชุมรัฐสภาลงมติผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนทำประชามติ มีการเพิ่มเงื่อนไขว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาและมีเสียง สว. สนับสนุนอย่างน้อย 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มี ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากร่างแก้ไขของกมธ.วิสามัญ โดยผลลงการมติวิปรัฐบาลและ สว. รวมเสียงกันชนะการลงมติ 329 ต่อ 302 ให้มีเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ในข้อตกลง MOA จึงไม่สามารถยอมรับให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่การลงมติทั้งฉบับในวาระที่ 3 และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา

ส่วนณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน และประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปปรับปรุงอีกครั้ง ทำให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ถูกเลื่อนออกไป

ที่ประชุมรัฐสภายังลงมติส่งท้าย เห็นชอบ 491 ต่อ 1 คำถามประชามติครั้งที่ 1 “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นคำถามหลักในการส่งให้ ครม.พิจารณา ก่อนปิดสมัยประชุมไปในช่วงเที่ยงคืน และมีประกาศwระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 ธันวาคม

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ทำให้ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นการเลือกตั้งที่จัดพร้อมกับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังเป็นการทำประชามติ ครั้งที่ 1 เพื่อสอบถามว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยยังไม่มีประชามติครั้งที่ 2 เกี่ยวกับวิธีการจัดทำและเนื้อหาที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากที่ประชุมรัฐสภาถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปปรับปรุงในนาทีสุดท้าย

ในขณะเดียวกันทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ Con for All และภาคประชาชนต่างๆ ยังเริ่มทำกิจกรรมชวนประชาชนเห็นชอบกับคำถามประชามติเพื่อเปิดทางสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันยื่นรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อกับ กกต. ยังมีกิจกรรมชวนพรรคการเมืองประกาศจุดยืน “เห็นชอบ“ ประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะ ‘ผู้เล่นทางการเมือง’

กับการตั้งเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ

ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในการบรรยายทางวิชาการเมื่อ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ “ศาลรัฐธรรมนูญไทยกับปัญหาการเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญและการเมืองร่วมสมัย” วรเจตน์เสนอว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรตุลาการในทางรูปแบบ แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ที่เข้าไปชี้ขาดกฎหมายและการตัดสินใจซึ่งกระทบโครงสร้างอำนาจทางการเมืองโดยตรง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาททางการเมืองสูงกว่าศาลอื่นทั้งศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกมองว่าเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560

วรเจตน์อธิบายว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “ศาล” เพราะใช้อำนาจตุลาการ วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายตามกระบวนการ มีคำวินิจฉัย และต้องให้เหตุผล อย่างไรก็ตาม อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การชี้ขาดความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงอำนาจที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งล้วนส่งผลทางการเมืองโดยตรง ทำให้คำวินิจฉัยของศาลไม่อาจแยกออกจากผลทางการเมืองได้

เขาชี้ว่า เหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาททางการเมืองสูง ไม่ใช่เพราะศาล “เล่นการเมือง” โดยตรง แต่เพราะศาลเป็นผู้ตีความรัฐธรรมนูญซึ่งบรรจุคุณค่าและการประเมินคุณค่าทางการเมืองเอาไว้ เมื่อถ้อยคำในรัฐธรรมนูญมีลักษณะกว้างและอาจขัดแย้งกันเอง ศาลจึงมีอำนาจเลือกให้ความหมายในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สุดในทางกฎหมายและไม่อาจโต้แย้งได้ ทำให้ศาลกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมการอำนาจทางการเมือง

วรเจตน์ย้ำว่า การวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญอย่างมีมาตรฐาน ต้องพิจารณาว่าศาลยังยึดหลักความเป็นศาลอยู่หรือไม่ ได้แก่ ศาลต้องไม่เริ่มกระบวนการเอง ต้องตัดสินอยู่ในกรอบคำร้อง ต้องผูกพันกับกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย และต้องให้เหตุผลอย่างเพียงพอ เพราะหากศาลใช้อำนาจโดยมี “เป้าหมายทางการเมือง” ในการตัดสินคดี ศาลย่อมเสี่ยงหลุดจากสถานะองค์กรตุลาการ และกลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองโดยแท้จริง

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่วรเจตน์วิพากษ์อย่างชัดเจน คือ ปัญหาเรื่อง “เหตุผล” และ “เวลา” ในการเผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะแนวปฏิบัติที่ศาลประกาศผลคำวินิจฉัยผ่านข่าวแจกก่อนที่คำวินิจฉัยฉบับเต็มจะเผยแพร่ออกมา ทั้งที่องค์กรของรัฐต้องนำผลดังกล่าวไปปฏิบัติทันที เขายกตัวอย่างคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าสุด ซึ่งศาลวินิจฉัยให้ต้องจัดทำประชามติ 3 ครั้ง และระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” แต่คำวินิจฉัยฉบับเต็มกลับล่าช้าออกมาเกือบหนึ่งเดือน

วรเจตน์อธิบายสภาพนี้ว่า “ฝ่ายวิชาการจะวิจารณ์ก็ไม่ได้เพราะยังไม่เห็นตัวเต็ม แต่ผลมันเกิดขึ้นแล้ว”

เขาชี้ว่า เมื่อผลทางกฎหมายและการเมืองเกิดขึ้นแล้ว แต่เหตุผลยังไม่ปรากฏ การตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการย่อมทำได้อย่างจำกัด และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญในแง่ความเป็นศาล

เมื่อพิจารณาบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกับการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ วรเจตน์เห็นว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ศาลรัฐธรรมนูญได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่สร้างเงื่อนไขและข้อจำกัดต่อกระบวนการดังกล่าว ทั้งการกำหนดให้ต้องทำประชามติหลายครั้ง และการตีความที่จำกัดการออกแบบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง

เขาสรุปว่า เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่อาจ “เล็งผลเลิศ” ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงแต่ “จะพอใจแค่ไหนอย่างไรเท่านั้น” และตอกย้ำคำถามสำคัญว่าภายใต้โครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 ศาลรัฐธรรมนูญยังคงเป็น “ศาล” ในความหมายขององค์กรตุลาการที่มีบทบาททางการเมืองอย่างสูง หรือกำลังเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” ในสมการอำนาจของสังคมไทย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • สรุปบรรยาย ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ 20 ปีศาลรัฐธรรมนูญไทย ยังเป็น ‘ศาล’ หรือ ‘ผู้เล่นทางการเมือง’ ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่อาจหวังผลเลิศ, 5 ธ.ค. 2568

การเมืองกลายเป็นกฎหมายมากขึ้น

กฎหมายครอบด้วยศีลธรรมมากขึ้น

ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท

ขณะเดียวกันในวงเสวนาเมื่อ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวงเสวนาหัวข้อ “ความรับผิดทางจริยธรรมในมิติกฎหมาย การเมือง และปรัชญา : กรณีศึกษาคดีแพทองธาร” ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงหนึ่งเขาตั้งคำถามถึงมาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบนักการเมืองในปัจจุบันว่าเป็น “มาตรฐานจริยธรรม” (Moral Usual) หรือเป็นเพียง “ประมวลจริยธรรม” (Code of Habits) โดยชี้ว่าการตีความในช่วงหลังโน้มเอียงไปสู่การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มากขึ้น ซึ่งผูกกับความดี ความชั่ว และเจตนาภายใน มากกว่ากติกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรแบบกฎหมาย

เขาอธิบายว่า ตั้งแต่หลังปี 2549 เส้นแบ่งระหว่างกฎหมาย การเมือง และศีลธรรมในสังคมไทยพร่าเลือนลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การเมืองถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการศาลมากขึ้น “จากเดิมที่กฎหมายเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่พิสูจน์ได้ กลับค่อยๆ กลายเป็นเรื่องของคุณค่า ความดี และศีลธรรม” และทำให้นักการเมืองต้องเผชิญความรับผิดหลายชั้นซ้อนทับกัน ไม่ใช่แค่ไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ต้องผ่านการประเมินความดีงามในเชิงจริยธรรมด้วย

เข็มทองชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การทำให้การเมืองเป็นกฎหมาย (Judicialization of Politics) และในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ถูกครอบด้วยกรอบศีลธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ขยายแนวคิด “ปราบโกง” ไปไกลกว่าการทุจริตเชิงวัตถุ จนรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เขาเตือนว่า เมื่อความผิดถูกนิยามเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว “ศาลไม่ได้ดูแค่การกระทำ แต่ต้องดูว่า คนที่อยู่ต่อหน้าศาลเป็นคนดีหรือไม่ดี” ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการใช้มาตรฐานหลายชุดกับคนต่างกลุ่ม และเปิดช่องให้เกิดภาวะที่ “คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด ส่วนคนที่ใช่ทำอะไรก็รอด” จนกระบวนการทางกฎหมายถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงฉากหรือเครื่องมือในความขัดแย้งทางการเมือง

ในกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อแพทองธาร เข็มทองชี้ว่า ตัวคำวินิจฉัยมีความขัดกันในตัวเอง โดยศาลวินิจฉัยให้ข้อกล่าวหาเรื่องไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตกไป แต่กลับลงโทษด้วยเหตุผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงแทน เขาอธิบายว่า ประเด็นข้อพิพาทคือการขอให้เปิดด่าน ซึ่งหากมองในบริบทเชิงนโยบายและผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจชายแดน ก็อาจถือเป็นความพยายามพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในอีกมิติหนึ่งได้

“การขอให้เปิดด่านของรัฐบาลเป็นคำขอที่สมเหตุสมผล ที่จะสมดุลผลประโยชน์ของชาติและพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ไม่พุ่งขึ้นไป เพราะเราเห็นแล้วว่าพอปิดด่านไป สุดท้ายสงครามที่sะเบิดไม่ได้sะเบิดเพราะเรื่องอังเคิลอะไร แต่มันsะเบิดเพราะมีการปิดด่านและทำให้สถานการณ์มันตึงเครียดจนเลยจุดที่จะเจรจาไป”

การเปิดด่านอาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ได้รับความนิยม หรืออาจไม่ฉลาดนักในทางการเมือง การเปิดด่านที่รัฐบาลทำในทางการเมืองอาจไม่ได้รับความนิยมและอาจไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ด้วย จะวิจารณ์ก็ได้ว่าไม่ควรทำแบบนั้น แต่การลงโทษรัฐบาลเช่นนี้ ทำให้เขาเห็นว่าศาลดูไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลและแพทองธาร”

และสะท้อนให้เห็นปัญหาใหญ่ของระบบที่นำศีลธรรมมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง จนทำให้บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามในฐานะผู้ตัดสินที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างกฎหมาย จริยธรรม และการเมือง โดยเขาเห็นว่าพัฒนาการทางการเมืองของไทยมีความเป็นศีลธรรมมากขึ้น ส่งผลให้การเขียนรัฐธรรมนูญก็ถูกลดทอนความเป็นกฎหมายแบบนิติศาสตร์แท้ๆ ไปแล้วเหลือแค่เป็นเปลือกของกระบวนการทางการเมืองมากขึ้น แล้วศาลที่จะต้องมีความเป็นมืออาชีพในทางกฎหมาย กลับกลายเป็นผู้เล่นทางการเมือง ความน่าเชื่อถือของคำวินิจฉัยและตัวสถาบันศาลเองก็จะถูกตั้งคำถาม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ‘ศีลธรรมนิยม’ ในกฎหมาย นักวิชาการล้อมวงชำแหละ คำวินิจฉัย ‘คดีแพทองธาร’, 17 พ.ย. 2568
ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ วันที่ 31 ธ.ค. 68 . #antiscamcyberce

เวลา 23.30น. ถนนมอเตอร์เวย์m6 ช่วงเขาใหญ่ มุ่งหน้านครราชสีม 2025-12-30 16:40:00

คนชายแดนไร้เงินฉลองปีใหม่ 2569 ออนไลน์ 31 ธ.ค

‘เลขาฯครม.’ เผย ‘กกต.’ ยังไม่แจ้งอนุมัติงบกลางฯ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเกือบหมื่นล้าน

📮 เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลแ

🚘 ศปถ. รายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 30 ธ.ค. 2568

ตำรวจยื่นฝากขัง 'บุญฤทธิ์-พวก' รวม 4 ราย ฐานร่วมกันฟอกเงิน-ค้านประกันชี้คดีโทษสูงเกรงหลบหนี

กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร 2025-12-30 16:52:00

ยกเว้นค่าผ่านทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยกเว้นค่าผ่านทางพ 2025-12-30 17:02:00

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/btwd | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
Send this to a friend