
ถอด 5 คำถามประชาพิจารณ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ปรับเกณฑ์อย่างไรบ้าง และมีนัยอย่างไรที่ผู้ประกันตนควรรู้

ที่มาของภาพ : Thai Recordsdata Pix
- Creator, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าว.
สำนักงานประกันสังคมเปิดให้นายจ้างและผู้ประกันตนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 ม.ค.) ไปจนถึง 14 ก.พ. 2569
สาระสำคัญของร่างระเบียบใหม่ซึ่งมีชื่อว่า ‘ร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. …' คือการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น จากที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้แทนได้ 7 คน จะเหลือเลือกได้ 1 คน และเพิ่มเติมคุณสมบัติผู้แทนต้องเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ‘ประกันสังคมก้าวหน้า' มองว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาและเปิดให้ประชาพิจารณ์อยู่ขณะนี้ คือการกีดกันบางกลุ่มให้ไม่สามารถเข้ามานั่งในบอร์ดประกันสังคม โดยเฉพาะบางข้อที่เปิดให้ใช้ดุลพินิจในการตีความ เช่น ผู้สมัครต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือมีความเป็นกลางทางการเมือง
อย่างไรก็ดี น.ส.มาลากาลัญ ห่อประทุม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม ยืนยันกับ.ว่า ที่มาของร่างระเบียบใหม่มาจากการ “ถอดบทเรียน” จากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งที่ผ่านมา และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะกีดกันใคร
ร่างระเบียบใหม่นี้จะยังไม่ถูกบังคับใช้จนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการประชาพิจารณ์ และผ่านการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในคณะอนุกรรมการชุดที่เรียกว่า ‘คณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564' ก่อนที่จะมีการเสนอตามลำดับขั้นตอนจนผ่านราชกิจจานุเบกษา
ระหว่างนี้ผู้ประกันตนและนายจ้างซึ่งมีสิทธิเข้าไปแสดงความคิดเห็นในประชาพิจารณ์ ควรรู้อะไรบ้าง .รวบรวมไว้ให้ในบทความชิ้นนี้
การเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม' มีความสำคัญอย่างไร
‘บอร์ดประกันสังคม' หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘คณะกรรมการประกันสังคม' มีหน้าที่กำหนดนโยบายและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน กำหนดทิศทางและกำกับดูแลการบริหารกองทุนประกันสังคม รวมถึงการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน
โดยคณะกรรมการมีทั้งหมด 21 คน แบ่งเป็นผู้แทนจากสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดStop of ได้รับความนิยมสูงสุด
คณะกรรมการประกันสังคมมี ‘ปลัดกระทรวงแรงงาน' ในฐานะผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เป็นประธาน และมี ‘เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม' เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยคณะกรรมการชุดปัจจุบันมีผู้แทนฝ่ายรัฐบาลมาจากการแต่งตั้ง ส่วนผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2566 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังมีการออกระเบียบหลักเกณฑ์การเลือกตั้งในปี 2564
การเลือกตั้งครั้งนั้นมีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิเพียง 156,870 คนจากทั้งหมด 854,414 คน คิดเป็น 18.36% ซึ่งกลุ่มที่เรียกตนเองว่า ‘ประกันสังคมก้าวหน้า' คว้าชัยชนะ ได้รับเลือกเป็นผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนไปทั้งหมด 6 จาก 7 ที่นั่ง หลังหนึ่งในทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือ น.ส.ธนพร วิจันทร์ ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติเพราะถูกเลิกจ้าง
กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในบอร์ดประกันสังคมชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นั่นหมายความว่าบอร์ดประกันสังคม 14 ใน 21 คน กำลังจะหมดวาระลงในช่วงกลางเดือน ก.พ. 2569 ซึ่งคืออีกไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ และผู้ประกันตนกำลังจะได้เลือกตั้งสมาชิกบอร์ดชุดใหม่ในอีกไม่ช้า แต่กฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เหมือนเดิม หากร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่ผ่านประชาพิจารณ์
คำถามประชาพิจารณ์มีอะไรบ้าง
‘แบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ….' ซึ่งนายจ้างและผู้ประกันตนสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย, เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม, และสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศนั้น ประกอบด้วยคำถามหลักทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งผู้ตอบจะต้องระบุเหตุผลและข้อเสนอแนะในแต่ละข้อ
ต่อไปนี้.จะอธิบายทีละข้อว่ามีความหมายอย่างไร และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนไปอย่างไรบ้าง
1. เลือกผู้แทนได้คนเดียว – แยกประเภทผู้แทนตามมาตราประกันสังคม
คำถามข้อแรกในแบบรับฟังความคิดเห็น ถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 หรือมาตรา 40 ได้ไม่เกิน 1 คน”
คำถามข้อนี้อ้างอิงร่างระเบียบฯ ข้อ 14 ที่ระบุว่า “จำนวนผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนมีจำนวนฝ่ายละเจ็ดคน ในการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เป็นผู้แทนฝ่ายของตนได้ไม่เกินหนึ่งคน”
นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการ ‘แยกประเภท' ผู้แทน โดยผู้สมัครแต่ละคนจะสามารถสมัครเป็นผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 หรือมาตรา 40 ได้เพียงสถานะเดียวและสมัครได้เพียงลำดับเดียว
หากเปรียบเทียบกับ ‘ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564' ซึ่งเป็นระเบียบฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน มีข้อ 12 ที่ระบุว่า “ในการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ‘ไม่เกินจำนวนเจ็ดคน' ของผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนแล้วแต่กรณี” และไม่มีข้อใดที่ระบุให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องสมัคร ‘แยกประเภท' ตามมาตราต่าง ๆ
นั่นหมายความว่าหากคุณเลือก “เห็นด้วย” ในข้อนี้ คือคุณเห็นด้วยที่จะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายของตนได้ไม่เกิน 1 คน จากเดิมที่สามารถเลือกผู้สมัครเข้าไปทั้งทีม 7 คนได้ และผู้สมัครผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนที่เดิมไม่ต้องสมัครแยกประเภทว่าต้องการจะเป็นผู้แทนของผู้ประกันตนมาตราอะไร ก็ต้องเลือกตั้งแต่ตอนที่ลงสมัครว่าเขาหรือเธอต้องการจะเป็นผู้แทนของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 หรือมาตรา 40
2. กำหนด ‘สัดส่วนที่พึงมี' ของผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนแต่ละมาตรา
คำถามข้อที่สองถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดจำนวนของผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ให้เป็นไปตามวิธีการคำนวณสัดส่วนของผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้งที่แต่ละมาตราจะพึงมี”
คำถามนี้อ้างอิงร่างระเบียบข้อที่ 15 ที่ระบุถึงวิธีการกำหนดจำนวนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 โดยให้ใช้จำนวนผู้ประกันตนทุกมาตราทั้งหมดตามฐานทะเบียนที่สำนักงานประกาศในวันสิ้นปีของปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน เพื่อหาว่าในบรรดาผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนทั้งหมดเจ็ดคนนั้น ควรมีผู้แทนในแต่ละมาตรา มาตราละกี่คน
ร่างระเบียบนี้ระบุในกรณีที่หากหารเฉลี่ยออกมาแล้ว มาตราใดได้จำนวนผู้แทนไม่ถึงเกณฑ์ จะต้องปัดขึ้นให้ได้โควตาผู้แทนอย่างน้อย 1 คน และหากคำนวนได้โควต้าแล้วยังเหลือเศษเกิน ให้ปัดเศษขึ้นและมีผู้แทนตามมาตรานั้นเพิ่มขึ้นได้อีก 1 คน
ทั้งนี้ หากปัดขึ้นแล้วยังไม่ครบจำนวนผู้แทน 7 คน ก็ให้ดูว่ามาตราใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณมากที่สุด แล้วปัดขึ้นให้มาตรานั้น ๆ ได้โควต้าไป จากนั้นก็ค่อยปัดขึ้นมาตราที่มีเศษเหลือจากการคำนวณรองลงมา จนได้จำนวนผู้แทนครบ 7 คน
.ไม่พบตัวเลขทางการที่แสดงจำนวนผู้ประกันตนแต่ละมาตราของเดือน ธ.ค. 2568 โดยข้อมูลล่าสุดที่มีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม คือเดือน พ.ย. 2568 พบว่ามีจำนวนผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้น 24,854,653 คน แบ่งเป็น
- มาตรา 33 จำนวน 12,180,729 คน
- มาตรา 39 จำนวน 1,642,315 คน
- มาตรา 40 จำนวน 11,031,609 คน
ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 ไม่มีการแบ่งประเภทผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนออกเป็นตามมาตราต่าง ๆ เช่นนี้ เท่ากับผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนทั้ง 7 คนจะมาจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตราใดก่อนได้ ก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน
หากคุณเลือก “เห็นด้วย” ในคำถามประชาพิจารณ์ข้อนี้ หมายถึงคุณเห็นด้วยที่จะให้มีการแบ่งประเภทผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนออกเป็น 3 กลุ่มตามมาตราต่าง ๆ ของประกันสังคม โดยมีสัดส่วนจำนวนผู้แทนแต่ละกลุ่มคำนวณตามวิธีการที่ระบุในร่างระเบียบใหม่
3. เพิ่มหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้แทน
คำถามข้อที่สามถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน” โดยไล่เรียงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ผู้ตอบแบบรับฟังความคิดเห็นสามารถเลือก “เห็นด้วย” “ไม่เห็นด้วย” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ในหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาแต่ละข้อ (อ้างอิงตามร่างระเบียบฯ ข้อ 27) ดังนี้
- เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ด้านแรงงาน ด้านการประกันสังคม หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารกองทุนประกันสังคม
- มีคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
- สามารถอุทิศเวลาทำหน้าที่เป็นผู้แทนได้อย่างเต็มที่ ในกรณีที่เป็นพนักงานราชการ หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ ต้องมีหนังสืออนุญาตจากผู้บังคับบัญชา
- มีความเป็นกลางทางการเมือง และไม่เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสีย และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง
- ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
- ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนต้องดำรงตนและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ข้างต้น ไม่มีในระเบียบฯ พ.ศ.2564 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งข้อ 23 ระบุคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง อาทิ ไม่เคยได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่คดีประมาทหรือความผิดลหุโทษ, ไม่เคยถูกไล่ออกหรือเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่, ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ฯลฯ
4. ปรับเกณฑ์การส่งเงินสมทบของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
คำถามข้อที่สี่ ถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดเงื่อนไขการส่งเงินสมทบของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยต้องมีการส่งเงินสมทบตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมในมาตราใดมาตราหนึ่งหรือหลายมาตรา รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า Forty eight เดือนภายในระยะเวลา 60 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง”
คำถามข้อนี้อ้างอิงร่างระเบียบฯ ข้อ 28 ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง/ผู้ประกันตนต้องมีการส่งเงินสมทบประกันสังคมตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีระบุไว้ในระเบียบฯ พ.ศ.2564 ด้วย เพียงแต่มีการปรับเงื่อนไขระยะเวลาจากเดิมที่จะต้อง “ส่งเงินสมทบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือนนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง” ให้จำเป็นจำต้องส่งเงินสมทบยาวนานขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน
5. กำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง
คำถามข้อสุดท้ายนี้ ถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับการกำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ทำหน้าที่สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันจากภาคเอกชนหรือเป็นองค์กรชุมชนหรือสถาบันการศึกษา” โดยอ้างอิงจากร่างระเบียบฯ ข้อ 51 – fifty three
ร่างระเบียบฯ ดังกล่าว อ้างถึงความสำคัญของผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง “เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เสรี เป็นธรรม และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย” โดยมีเงื่อนไขว่าผู้สังเกตการณ์จะต้อง “มิได้มีวัตถุประสงค์ในทางแสวงหาประโยชน์กำไร และมีความเป็นกลางทางการเมือง”
นอกจากนี้ยังระบุให้ “ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง” เป็นผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลาง และช่วยแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันต่อต้านการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยให้รายงานผลการปฏิบัติงานให้คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งทราบ
ส่วนคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งหยุดสังเกตการณ์ได้ หากได้รับรายงานหรือตรวจสอบพบว่าผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง “ถูกกล่าวหาว่ากระทำการใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต เสรี และเป็นธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”
การกำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้งข้างต้น คือเรื่องใหม่ที่ไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบฯ พ.ศ. 2564 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าหากคุณเลือก “เห็นด้วย” ในข้อนี้ หมายถึงคุณเห็นด้วยที่จะให้มีการเพิ่มเติมส่วนนี้เข้าไปในระเบียบกระทรวงแรงงาน
“ประกันสังคมก้าวหน้า” สงสัย 5 คำถามมีนัยแอบแฝง
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน ผู้ซึ่งเคยได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 และอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ประกันสังคมก้าวหน้า” ตั้งข้อสังเกตกับ.ว่าคำถามในแบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั้ง 5 ข้อ ทุกข้อต่างมีนัยแอบแฝง
ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนคนนี้ ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีความพยายาม “เร่งรีบ” ผลักดันร่างระเบียบใหม่ในช่วงท้ายวาระของเขา ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 13 ก.พ. นี้และผลักดันในช่วงเวลาที่สาธารณชนกำลังทุ่มความสนใจไปกับการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ทั้งที่ควรจะมีการผลักดันและคุยกันเรื่องนี้กันมาอย่างยาวนานแล้ว และการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ก็มีภายหลังจากที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าตรวจสอบและเผยแพร่ประเด็นต่าง ๆ ภายในสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณด้านการบริหารและการลงทุน สู่สาธารณะ
เขาไล่เรียงตั้งแต่ข้อแรกที่ร่างระเบียบใหม่เสนอปรับให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกผู้แทนได้เพียงคนเดียว โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “ประชาธิปไตยแบบมี handicap (ความพิการ)” เพราะจากเดิมที่ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากจะได้รับเลือกเข้าไปเป็นทีม โดยผู้ที่ได้รับเลือกทั้ง 7 คนมีคะแนนไม่ห่างกันมาก การปรับระเบียบใหม่อาจทำให้ผู้ที่ได้เข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคมอาจมีคะแนนห่างกันมาก แต่กลับมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ซึ่ง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ มองว่า “เป็นกลไกการสลายความเป็นทีม”
ส่วนการเสนอแยกประเภทผู้แทนตามมาตราประกันสังคมโดยกำหนด ‘สัดส่วนที่พึงมี' ของผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนแต่ละมาตรา รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดสัดส่วนแบบ “ปัดเศษ” โดยกำหนดให้ต้องมีผู้แทนตามมาตรา 39 และ 40 อย่างน้อยมาตราละ 1 คนนั้น เป็นการแบ่งแยกผู้ประกันตน และเป็นความพยายามซอยสนามเลือกตั้งให้เป็นสนามขนาดเล็ก ป้องกันคนที่มี in kind vote (คะแนนนิยม) ในระดับชาติ

ที่มาของภาพ : ประกันสังคมก้าวหน้า/Facebook
ผู้แทนผู้ประกันตนในบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันนี้ ไล่เรียงต่อถึงคำถามข้อที่สามในแบบรับฟังความคิดเห็นที่เสนอเพิ่มหลักเกณฑ์ต่าง ๆ สำหรับผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเขามองว่าหลายข้อเป็นการเปิดให้ใช้ดุลพินิจในการตีความ เช่น การเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์, การเป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงาม รวมถึงความเป็นกลางทางการเมือง
“คือคำว่าจริยธรรมมันเป็นกรอบที่กว้างและใช้อำนาจดุลพินิจสูงมาก” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าว เขาตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการระบุหลักเกณฑ์เช่นนี้ อาจทำให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการใช้ดุลพินิจเพื่อกีดกันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไป
“เดิมทีระเบียบเก่ามันก็มีอยู่ประมาณหนึ่งนะ เช่น คุณต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ไม่เป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองแบบเป็นทางการ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเงื่อนไขที่ระบุเป็นทางการ ซึ่งอันนี้ผมว่าก็ค่อนข้างแน่นหนาพออยู่แล้ว แต่ว่าถ้ามาระบุเรื่องจริยธรรม ความเป็นกลางอะไรต่าง ๆ มันคือเป็นการให้ดุลพินิจที่ผมว่าเกินเลยไป” เขาให้ความเห็น
เขายังพูดต่อถึงหลักเกณฑ์บางข้อที่จะเพิ่มเติมในระเบียบใหม่ เช่น ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ว่าเขา “ไม่มั่นใจ” ว่าข้อกำหนดเช่นนี้จะถูกตีความกว้างไปเกินกว่าที่ระบุไว้หรือไม่ เพราะการเป็นข้าราชการก็ถูกล็อกด้วยระเบียบอีกข้อที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถสมัครรับเลือกได้ แต่หากมีการตีความกว้างไปถึง “พนักงานรัฐ” ที่ใช้สิทธิประกันสังคม ก็จะกระทบกับผู้สมัครบางกลุ่ม เช่นตัวเขาเองที่มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
ส่วนการที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องสามารถอุทิศเวลาทำหน้าที่เป็นผู้แทนได้อย่างเต็มที่นั้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ สะท้อนว่าผู้แทนผู้ประกันตนที่เข้ามานั่งในบอร์ดประกันสังคม ต่างก็เป็นผู้ประกันตนที่ต้องทำงานประจำด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นหากระบุให้ต้องอุทิศเวลาได้ตลอดจะเป็นการ “จำกัดลักษณะของการมีส่วนร่วม”
“อย่างผม ผมก็ยังต้องสอนหนังสือ เพราะว่าเบี้ยประชุมบอร์ดมันแค่ 8,000 บาทต่อเดือนนะครับ ไม่เหมือนบอร์ด กสทช. ไม่เหมือนอะไรต่าง ๆ ดังนั้นเรายังต้องทำงานประจำ และเราจัดสรรทีมเพื่อมาทำงานตัวนี้” เขาอธิบาย “ถ้ามีการกำหนดเงื่อนไขตัวนี้ สิ่งที่เราจะได้คือมันจะไม่มีผู้ประกันตนตัวจริง รวมถึงไม่มีนายจ้างตัวจริงด้วยนะครับ ก็จะมีแต่ล็อบบี้ยิสต์ตัวจริงที่เข้ามา คนที่บอกว่าสามารถอุทิศเวลาให้ได้อย่างเต็มที่”

ที่มาของภาพ : Thai Recordsdata Pix
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ตั้งข้อสังเกตถึงคำถามข้อถัดไปที่เสนอให้มีการปรับเกณฑ์การส่งเงินสมทบของผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ให้ต้องส่งเงินสมทบนานขึ้น แต่ยืดหยุ่นเรื่องความต่อเนื่องนั้น อาจเป็นการกีดกันผู้ประกันตนที่อายุน้อยในการเข้ามารับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทน ซึ่งเขามองว่าไม่ควรมีเงื่อนไขให้ส่งเงินสมทบยาวนาน 36 เดือนตั้งแต่ในระเบียบ พ.ศ. 2564 แล้วด้วยซ้ำ
“ตัวนี้อาจจะอ่อนกว่าข้ออื่นในแง่ของการกีดกัน แต่มันก็เป็นการเพิ่มช่วงระยะเวลาที่ทำให้คนต้องเป็นผู้ประกันตนยาวนานมากขึ้นถึงจะสามารถมีส่วนร่วมกับเรื่องประกันสังคมได้” เขาให้ความเห็น “จริง ๆ แล้วผมคิดว่าการวางเงื่อนไขคือควรจะให้ผู้ประกันตนแบบคนธรรมดาที่สุด สามารถที่จะมามีส่วนร่วมกับส่วนนี้ได้”
“มันควรจะเป็นเงื่อนไขเดียวกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง คือคนมีสิทธิเลือกตั้งเขาไม่ได้จำเพาะว่าต้องสมทบติดต่อกันยาวนานขนาดนั้น แต่เป็นผู้ประกันตน อาจจะสมทบ 6 เดือนใน 1 ปี หรือว่า 3 เดือนใน 4 เดือน แต่เงื่อนไข 36, Forty eight, 60 เดือน อะไรต่าง ๆ นี่ ผมว่าเป็นเงื่อนไขที่เข้มและพยายามที่จะกันคนออกไปให้ได้มากที่สุด” เขาระบุ
อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้อยู่ในบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันรายนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงคำถามข้อสุดท้ายในแบบแสดงความคิดเห็น ที่สอบถามเกี่ยวกับการให้มี ‘ผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง' ซึ่งระบุวัตถุประสงค์เพื่อให้การเลือกตั้งกรรมการบอร์ดเป็นไปอย่างสุจริตและเป็นธรรมนั้น ต้องดูที่ “ไส้ใน” ของร่างระเบียบฯ ดังกล่าวด้วย
“ผมต้องยอมรับว่าสำนักงานประกันสังคมเขาเป็นพวกหัวกฎหมายนะ” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว “เพราะที่ผ่านมา อย่างปี 2566 ทุกคนก็สามารถไปสังเกตการณ์การนับคะแนนได้นะ เป็น birth (แบบเปิด) แต่ว่าถ้าเกิดใช้ตัวถ้อยคำนี้ออกมา นั่นหมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้ register (ลงทะเบียน) คุณไม่ได้มีบัตรไม่ได้มีอะไรต่าง ๆ คุณไม่สามารถไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ ไม่สามารถถ่ายรูปคะแนนหน้าหน่วยได้”
“ตัวนี้ผมคิดว่าก็อาจจะเปิดช่อง แล้วคนที่สามารถ register (ลงทะเบียน) ได้ก็อาจจะเป็นคนกลุ่มเดิม ๆ ที่มีเครือข่าย แล้วก็สามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมได้ แล้วคนธรรมดาก็อาจจะถูกกันออกไปจากการมีส่วนร่วมตัวนี้ ถ้าไม่ได้ติดตามข่าวอะไรต่าง ๆ มากพอ” เขาตั้งข้อสังเกต
“สำนักงานประกันสังคม” แจง ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์ผู้ประกันตน

ที่มาของภาพ : สำนักงานประกันสังคม/handout
ด้าน น.ส.มาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกับ.ว่าการผลักดันปรับปรุงหลักเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ ไม่ใช่การเร่งรัด แต่มาจากการถอดบทเรียนภายหลังการเลือกตั้งบอร์ดในปี 2566
เธอไล่เรียงลำดับเวลาว่ามีการแต่งตั้ง ‘อนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564' มาตั้งแต่ 24 มี.ค. 2568 และเคยมีการเปิดประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงผู้ประกันตนมาแล้ว ก่อนที่จะมีการออกเป็นร่างระเบียบใหม่ซึ่งเปิดประชาพิจารณ์อยู่ในตอนนี้
รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม ไล่เรียงสาเหตุที่มาของการกำหนดเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามคำถามประชาพิจารณ์ เริ่มตั้งแต่การให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คนลงคะแนนโหวตเลือกผู้แทนได้ 1 คน เป็น “หลักความเสมอภาคของการเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นหลักที่ใช้ในระดับประเทศ โดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ละคนจะต้องมีคะแนนเสียงเท่ากัน และแต่ละคะแนนจะต้องมีค่าเท่ากัน ก็คือ 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง ส่วนที่ให้มีสัดส่วนผู้สมัครตามมาตราต่าง ๆ ของกฎหมายประกันสังคมนั้น มาจากผลการประชาพิจารณ์
“อย่างที่นำเรียนค่ะว่าเรามีการถอดบทเรียน รับฟังความคิดเห็น เสียงส่วนใหญ่ก็จะมีความกังวลในเรื่องของการเข้ามาเป็นผู้แทน เนื่องจากประกันสังคมมีผู้ประกันตนอยู่ 3 ส่วน ก็คือ 3 ประเภท มาตรา 33, 39 และ 40 การที่จะให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม… เราจะต้องคำนึงถึงให้ทุกคนมีผู้แทนของตนเอง” เธอกล่าวพร้อมเน้นย้ำว่าการแบ่งสัดส่วนผู้แทนและให้ 1 คนโหวตได้ 1 เสียง ไม่ได้ทำให้จำนวนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนมีน้อยลง เพราะท้ายที่สุดต้องมีผู้แทน 7 คน เข้ามานั่งในบอร์ดเช่นเดิม
ส่วนการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน น.ส.มาลากาลัญ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนจะต้องเข้ามาบริหารกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนระดับประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีความเหมาะสมในหลาย ๆ เรื่อง อาทิ ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านแรงงาน เพราะควรต้อง “เข้าใจ สามารถที่จะปรับและกำหนดแนวทาง กำหนดนโยบายให้สอดรับกับแนวทางระดับของนโยบายของกระทรวงแรงงาน” และ “ปรับพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้สอดรับกับกระแสสังคม กระแสโลก สภาวะเศรษฐกิจ”
เธอกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่อง “แน่นอน” ที่ผู้จะเข้ามาบริหารกองทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม โดยอ้างอิงจากประมวลจริยธรรมของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง
เมื่อถามว่าแล้วจะตีความอย่างไรว่าใครปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคมระบุว่าผู้สมัครจะต้องรับรองคุณสมบัติของตัวเองตั้งแต่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งแล้ว และหากในระหว่างวาระ 2 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่เกิดประพฤติผิดประมวลจริยธรรม หรือผิดกฎหมายต่าง ๆ ‘คณะกรรมการประกันสังคม' สามารถ “มีมติให้ออก” ด้วยคะแนนเสียงกึ่งหนึ่งของกรรมการได้ โดยจะ “พิจารณาตามระเบียบที่กำหนดไว้”
เธอยังชี้แจงถึงหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่เสนอให้มีการเพิ่มเติม เช่น ผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนต้องมีการขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นเรื่องปกติที่การจะทำหน้าที่อื่น ๆ ก็ต้องขออนุญาตนายจ้างก่อนอยู่แล้ว หรือที่กำหนดให้ไม่เป็นข้าราชการก็ “ตรงไปตรงมา” เพราะข้าราชการต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วนก่อน
ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การส่งเงินสมทบของผู้สมัครเป็นผู้แทน จาก 36 เดือน เป็น Forty eight เดือนนั้น เธอให้เหตุผลว่าการปรับจำนวนระยะเวลาให้ยาวนานขึ้น เพื่อแสดงถึงความ “มีวินัย” ในการส่งเงินสมทบ แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับให้มีความยืดหยุ่นให้ไม่จำเป็นจะต้องส่งต่อเนื่องติดกันทุกเดือน เนื่องจากเข้าใจว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอาจทำให้นายจ้างหรือผู้ประกันตนขาดสภาพคล่องได้ อย่างไรก็ดีต้อง “ไม่มีหนี้ค้าง” โดยรวมจึงเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์เรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ต่อองค์กร
ส่วนการระบุใว้ในร่างระเบียบใหม่ให้ “มีผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง” น.ส.มาลากาลัญ ยอมรับว่าข้อกำหนดนี้หมายถึงการที่ผู้จะเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมก่อน แต่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การล็อกและกีดกันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ให้เข้ามาสังเกตการณ์ เป็นเพียงการระบุหลักเกณฑ์ไว้เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะเข้ามาสังเกตการณ์มากกว่า
“การสังเกตการณ์บางครั้งเราก็อาจจะต้องมีการดูแลนิดนึงว่า คนที่เขาเข้ามาคือใคร อย่างไร เพื่อที่จะมีการสื่อสารและก็ควบคุมได้ว่า โอเค มีการเข้ามาสังเกตการณ์ ณ ที่เลือกตั้งนี้นะ คงเป็นเรื่องที่ หนึ่ง ไม่ใช่การปิดกั้น สอง เป็นเรื่องการอำนวยความสะดวกด้วยมากกว่าในการที่จะเข้ามา และถ้าเทียบเคียงกับการเลือกตั้งระดับประเทศก็หลักการเดียวกัน” รองโฆษกสำนักงานประกันสังคมกล่าว
‘ประชาพิจารณ์' มีผลแค่ไหนต่อร่างระเบียบใหม่
ผู้ตรวจราชการกรม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม ระบุว่าความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียทำประชาพิจารณ์ได้ถึงวันที่ 14 ก.พ. นี้ จะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบฯ ซึ่งจะหารือและหาข้อสรุปกันว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ในแต่ละข้อหรือไม่อย่างไร
จากนั้นจึงจะมีการเสนอร่างระเบียบฯ นี้เข้าสู่ ‘คณะกรรมการประกันสังคม' เพื่อรับทราบผลและเสนอต่อ ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน' พิจารณา หากรัฐมนตรีว่าการลงนามและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่ง น.ส.มาลากาลัญ เปิดเผยว่าสำนักงานประกันสังคม “พยายามให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน… เพื่อที่จะหยิบระเบียบฉบับนี้เอามาในการเลือกตั้ง”
ทั้งนี้ เธอเน้นย้ำว่าแม้ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งในคณะกรรมการประกันสังคมจะหมดวาระไปก่อนในวันที่ 13 ก.พ. แต่ยังคงต้องรักษาการต่อจนกว่าจะได้ผู้แทนชุดใหม่
ส่วนจำนวนเสียง ‘เห็นด้วย' หรือ ‘ไม่เห็นด้วย' ในประชาพิจารณ์มีผลกับการปรับปรุงร่างระเบียบใหม่ก่อนชงเรื่องไปถึงราชกิจจานุเบกษาหรือไม่
รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม บอกว่าจำนวนเสียงในประชาพิจารณ์ไม่ใช่การ “ตัดสิน” ว่าร่างหลักเกณฑ์แต่ละข้อจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่คณะอนุกรรมการฯ จะเป็นผู้พิจารณาจาก “เหตุผลต่าง ๆ” ในการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ก่อนเสนอร่างระเบียบฯ ขึ้นไปตามลำดับขั้นตอน
ด้าน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ มองว่าแม้ความเห็นผู้ประกันตนอาจไม่ใช่สิทธิชี้ขาดที่มีผลถึงขั้นล้มร่างระเบียบฯ ใหม่ได้ แต่เขาเชื่อว่าเสียงในประชาพิจารณ์ “มีผล” หากคะแนนเสียงผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ห่างกันอย่างเห็นได้ชัด
“ผมว่าสิ่งที่ประชาชนทำยังไงก็มีผล ถ้า 95% ของคนบอกว่าไม่เห็นด้วยกับระเบียบเลือกตั้งตัวนี้ ผมว่าก็เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบต่อไป” ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในกลุ่ม ‘ประกันสังคมก้าวหน้า' ระบุ
“มันไม่ใช่เป็นการทำประชามติ ถ้าอย่างการทำประชามติคือเสียงบังคับ อย่างวันที่ 8 ก.พ. ประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็คือก็ต้องเดินหน้าแก้ เดินหน้าไม่แก้ไม่ได้ แต่ประชาพิจารณ์… ผลการลงความคิดเห็นจะอยู่ในเชิงให้คำปรึกษา แต่ว่ามีผลนะครับ มีผลนะ คือการที่จะแหกจากผลประชาพิจารณ์ ถ้ามันเด่นชัดก็ทำได้ลำบากครับ” เขากล่าว













