เช็กสิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติ 2569 แจ้งสิทธิไม่ไปเลือกตั้งอย่างไร หากไม่ไปใช้สิทธิ ผลที่ตามมาคืออะไร

ที่มาของภาพ : EPA-EFE/REX/Shutterstock

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2566 มีบัตร 2 ใบให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน คือบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 มีบัตรให้กา 3 ใบ โดยอีกใบที่เพิ่มขึ้นมาคือ “บัตรออกเสียงประชามติ” เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

นับจากนี้อีกไม่ถึงสัปดาห์ คนไทยที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จะได้กำหนดอนาคตผู้บริหารประเทศชุดใหม่ และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นชอบในการประชามติครั้งนี้แล้ว ยังคงต้องผ่านอีกหลายด่าน

ในวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตรงกับวันที่ 8 ก.พ. คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเข้าคูหาเพื่อเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ โดยจะได้รับบัตรทั้งหมด 3 ใบ ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 2 ใบ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง – บัญชีรายชื่อ และอีกใบคือ บัตรออกเสียงประชามติ

ต่อไปนี้คือวิธีการเตรียมตัวและขั้นตอนการใช้สิทธิต่าง ๆ ที่มีผู้สิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติควรรู้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติเป็นอย่างไร

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ คือผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้

  • สัญชาติไทย หรือได้สัญชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ
  • มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ

ส่วนบุคคลต้องห้ามที่ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติได้ อาทิ

  • ภิกษุ สามเณร หรือนักบวช
  • ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง
  • ผู้ที่ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
  • ผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน

เตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติอย่างไร

ที่มาของภาพ : DOPA

หน้าเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติได้

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

โดยจะมีตัวเลือกให้ตรวจสอบสองส่วนคือ “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” กับ “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” โดยเมื่อคลิกเข้าไปแล้ว ผู้ที่ต้องการตรวจสอบให้กรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อค้นหาข้อมูลเขตออกเสียง, หน่วยออกเสียง, สถานที่ออกเสียง และลำดับที่บัญชีรายชื่อของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ข้อมูลจะปรากฏเช่นเดียวกันกับด้านล่าง

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue discovering outได้รับความนิยมสูงสุด

Terminate of ได้รับความนิยมสูงสุด

ที่มาของภาพ : DOPA/BBC

ตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฏในระบบ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตเอาไว้ ต้องไปใช้สิทธิ 2 วัน คือ 1 ก.พ. และ 8 ก.พ.

ที่มาของภาพ : DOPA/BBC

นี่คือตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฏในระบบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าหรือประชามตินอกเขตเอาไว้ ไปใช้สิทธิวันเดียวคือ 8 ก.พ.

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้สมัคร สส. และข้อมูลพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ด้วยการคลิกตามหัวข้อด้านล่าง

หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ได้ คุณจะต้อง “แจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สามารถแจ้งสิทธิได้ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง และ 7 วันนับจากวันเลือกตั้ง โดยสามารถแจ้งเหตุจำเป็นไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทางอิเล็กทรอนิกส์

และหากคุณไม่สามารถไปออกเสียงประชามติได้ คุณก็ต้อง “แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ” สำหรับการออกเสียงประชามติแยกกันด้วย ซึ่งสามารถแจ้งได้ตั้งแต่หลังประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จนถึงก่อนวันออกเสียง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันออกเสียง โดยสามารถแจ้งเหตุจำเป็นไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ทางอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนผลที่ตามมาหากไม่ได้ไปใช้สิทธิทั้งการ “เลือกตั้ง สส.” และการ “ออกเสียงประชามติ” คือ การเสียสิทธิทางการเมืองต่าง ๆ ในการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ เป็นเวลา 2 ปี

วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเตรียมตัวและทำอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 คูหาเลือกตั้งจะเปิดให้ผู้ใช้สิทธิ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. โดยเตรียมหลักฐานแสดงตน เช่น

  • บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้)
  • บัตร/หลักฐานอื่นของราชการที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ที่ยังไม่หมดอายุ)
  • แอปพลิเคชัน ได้แก่ ThaID (บัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์), DLT QR LICENCE (ใบอนุญาตขับขี่อิเล็กทรอนิกส์), PWD (แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ)

และเมื่อเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งแล้ว จะมีขั้นตอนต่าง ๆ คือ

  • ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติที่หน้าหน่วย
  • แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้งต่อกรรมการประจำหน่วย โดย “ยื่นหลักฐานแสดงตน” และ “แจ้งลำดับที่” ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.
  • ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง สส. และรับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ (สีเขียว และสีชมพู)
  • เข้าคูหา กาเครื่องหมายลงคะแนน พับบัตรเลือกตั้ง สส. ตามรอยพับ และหย่อนบัตรลงหีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทให้ถูกต้อง
  • เดินไป “แสดงตนออกเสียงประชามติ” โดยยื่นหลักฐานแสดงตนที่จุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน
  • ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ และรับบัตรออกเสียงประชามติ
  • แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้งต่อกรรมการประจำหน่วย โดย “ยื่นหลักฐานแสดงตน” และ “แจ้งลำดับที่” ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
  • ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ และรับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ (สีเหลือง)
  • เข้าคูหาและเลือกลงคะแนนในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” โดยเลือกเฉพาะช่องใดช่องหนึ่ง
  • พับบัตรตามรอยพับ และนำบัตรไปหย่อนลงในหีบบัตรออกเสียงประชามติ

ข้อห้ามในการเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดข้อห้ามต่าง ๆ ที่ผู้มีสิทธิต้องระวัง อาทิ

  • ห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี ส่วนสำหรับการประชามติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ห้ามเล่นพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เล่นมีกําหนด 10 ปีและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้จัดให้มีการเล่น
  • ห้ามลงคะแนนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ หรือด้วยการแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ของตัวเอง สำหรับประชามติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ห้ามจงใจทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือทำให้บัตรเสีย และในทางกลับกันก็ห้ามทำให้บัตรเสียกลายเป็นบัตรที่ใช้ได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี
  • ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนเลือกแล้ว โดยสำหรับการเลือก สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ห้ามนำบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติ ออกไปจากที่เลือกตั้ง/ที่ออกเสียงประชามติ โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ห้ามขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติไปลงคะแนนได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี
  • ห้ามก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงประชามติ หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรค แก่การออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  • ห้ามหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
  • ห้ามขาย แจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง/เขตออกเสียงประชามติ ในระหว่างเวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนถึงเวลา 18:00 น. ของวันเลือกตั้ง/วันออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ไม่ไปเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ เสียสิทธิอะไรบ้าง ?

การไม่ไปเลือกตั้ง สส. หรือไม่ไปออกเสียงประชามติโดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปเลือกตั้ง/ออกเสียง ได้ จะทำให้คุณถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ดังนี้

  • สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
  • สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่
  • ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
  • ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง สส. ยังจะถูกจำกัดสิทธิมากกว่าผู้ที่ไม่ไปออกเสียงประชามติอยู่เรื่องหนึ่งคือ จะไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย

หมายเหตุ: บทความนี้รวบรวมข้อมูลจาก “คู่มือประชาชน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (กรณียุบสภา) วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569” และ “คู่มือประชาชน การออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569” และข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)