จับตาศาลปกครองนัดตัดสินคดีฟ้อง กกต. ปมเว็บล่ม-ลงทะเบียนออกเสียงประชามติไม่ทัน พรุ่งนี้ (3 ก.พ.) และความคืบหน้าคดีอื่น ๆ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

วันพรุ่งนี้ (3 ก.พ.) ศาลปกครองนัดฟังคำพิพากษากรณีอาจารย์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ยื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวกรวม 2 คน หลังประชาชนกว่า 800,000 คน คนที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต แต่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ทัน เพราะ กกต. กำหนดเวลากระชั้นและเกิดเหตุระบบล่ม

การเลือกตั้งล่วงหน้าได้สิ้นสุดลงแล้ววานนี้ (1 ก.พ.) โดยประชาชนจำนวนมากเดินทางไปยังคูหาเพื่อออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่พวกเขายังต้องไปเข้าคูหาอีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ด้วย เพื่อออกเสียงประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งไม่มีการเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้า แต่สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขต

มีรายงานปัญหาเพิ่มขึ้นด้วยจากการเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่การที่เจ้าหน้าที่เขียนรหัสจังหวัดผิด ทำให้ประชาชนกังวลว่าบัตรเลือกตั้งจะไปถึงเขตเลือกตั้งจริงของพวกเขาหรือไม่ ไปจนถึงชื่อของผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชน (ปชน.) หายไปในบางจังหวัด

แม้ กกต. จะออกมาชี้แจง-ยอมรับแล้วในบางประเด็น แต่ก็ยังถูกประชาชนบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการทำงานไปจนถึงมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นด้วย

กกต. ถูกฟ้องจากประเด็นใดบ้าง

  • ประเด็นการเปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตกระชั้น-ระบบล่ม

ยอดผู้ที่อาจไม่สามารถลงทะเบียนออกเสียงประชามติราว 800,000 คนนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดแค่เพียงกระแสวิจารณ์เท่านั้น แต่บานปลายถึงการฟ้องร้อง กกต.

โดยเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา อาจารย์ ดร. อุษณีย์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ ม.ธรรมศาตร์ ที่ระบุว่าตนเป็น 1 ใน 800,000 คนที่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ทันเนื่องจากกำหนดเวลาที่กระชั้น และระบบเว็บไซต์ที่ล่ม ได้ดำเนินการยื่นฟ้องกกต. ต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต. เปิดให้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพิ่มเติม

โดยได้มอบอำนาจให้นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉายเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี และศาลปกครองกลางได้นัดฟังคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ (3 ก.พ.) เวลา 13.30 น.

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จัดเตรียมเอกสาร บัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ประจำหน่วยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เลือกตั้ง เมื่อ 31 ม.ค. 2569
  • ประเด็นผังการเลือกตั้งพ่วงประชามติซับซ้อน

อีกการฟ้องร้องมาจากประเด็นการจัดผังคูหาที่ซับซ้อน โดยเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ได้ดำเนินการฟ้องศาลปกครองกลางถอนระเบียบ กกต. ส่วนแผนผังการจัดหน่วยเลือกตั้งพร้อมประชามติ ที่ทำให้ประชาชนต้องแสดงตัว 2 รอบเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง-ประชามติ แยกกัน ซึ่งอาจสร้างความสับสนและส่งผลให้ประชาชนเสียสิทธิทางการเมือง

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Terminate of ได้รับความนิยมสูงสุด

ทนายความรายนี้ยกข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยมีหน้าที่ออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ โดยกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายประชามติมีบทกำหนดตัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี สำหรับผู้ที่ไม่ไปออกเสียง รัฐจึงมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่พลเมือง

“กฎหมายกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ รัฐก็ต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวก แต่วิธีที่ กกต. กำหนดไม่ใช่การอำนวยความสะดวกแต่เป็นการสร้างภาระ” นายธนูกล่าว เมื่อ 15 ม.ค.

ทนายความรายนี้ระบุด้วยว่า ตนได้มีคำร้องขอให้ศาลทุเลาการบังคับใช้ระเบียบ กกต. ส่วนแผนผังการจัดหน่วยเลือกตั้งพร้อมประชามติไว้ก่อนเป็นการฉุกเฉิน เพื่อให้ทันต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. นี้

  • ประเด็นข่มขู่ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน – QR Code ผิดพลาด – ชื่อผู้สมัครหาย

วันนี้ นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ เขต 28 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า ตนได้เข้าแจ้งความแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ กกต. มาตรา 157 หลังถูกโทรศัพท์มาข่มขู่ โดยเธอคือหนึ่งในผู้สมัคร สส. ที่เปิดเผยถึงความผิดพลาดของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า

นอกจากนี้เธอยังแจ้งความตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 เหตุจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่องผิดพลาดด้วย จากกรณีติดคิวอาร์โค้ดชื่อผู้สมัคร สส. ผิดปี

ขณะเดียวกัน นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพ เขต 3 พรรค ปชน. ก็ระบุในโพสต์บนเฟซบุ๊กเช่นกันว่า ได้มอบอำนาจให้ทีมงานเข้าแจ้งความ กกต. หลังเมื่อวานพบชื่อผู้สมัคร สส. ของพรรค ปชน. หายไปในหลายหน่วยเลือกตั้ง และมีการแจ้งข้อมูลผู้มาใช้สิทธิว่า นายจรยุทธ ถูกตัดสิทธิลงเลือกตั้งแล้ว

“การแจ้งความครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวผม แต่เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานอย่างสุจริตและรอบคอบ” เขาอธิบาย

รวมปัญหาจัดการเลือกตั้งของ กกต. พร้อมคำชี้แจง

ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งล่วงหน้าจะเริ่มขึ้น กกต. ก็ถูกวิจารณ์ถึงการจัดการเลือกตั้งทั่วไปพ่วงการออกเสียงประชามติอยู่ในบางประเด็นแล้ว จนถึงวันที่ 1 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า/นอกเขตก็เกิดเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วมีประเด็นและคำชี้แจงอย่างไรบ้าง

  • เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขต 3 วัน ห้วงวันหยุดปีใหม่และเกิดเหตุระบบล่ม

การเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตให้ระยะเวลาประชาชนเพียงสามวันเท่านั้น คือวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการสิ้นสุดวันหยุดยาวปีใหม่

แม้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568” เปิดช่องให้ กกต. สามารถขยายเวลาลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ แต่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ปฏิเสธไม่ทำเช่นนี้

โดยเขาให้เหตุผลว่า กกต. มีงานธุรการที่ต้องทำอีกมาก มีแผนงานที่ต้องทำจนกว่าจะไปถึงวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติแล้ว นั่นทำให้ไอลอว์แสดงความกังวลว่าจะมีผู้ลงทะเบียนออกเสียงประมตินอกเขตไม่ทันเป็นจำนวนมาก

โดย ณ วันที่ 5 ม.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดลงทะเบียน มีผู้มีสิทธิลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร รวม 2,410,425 คน ขณะที่ผู้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตอยู่ที่ 1,598,056 คน

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขพบว่ามีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตและนอกราชอาณาจักร แต่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเกิน 800,000 คน

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สวมเสื้อที่แสดงลักษณะการทำสัญลักษณ์บัตรเลือกตั้งที่จะถือว่าเป็นบัตรเสีย ขณะตรวจความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งกลาง เมื่อ 31 ม.ค. 2569
  • ลงเสียงประชามติล่วงหน้าไม่ได้

การออกเสียงประชามติครั้งนี้ไม่มีการเปิดให้ออกเสียงล่วงหน้า โดยผู้มีสิทธิทุกคนต้องออกไปลงเสียงประชามติในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 ก.พ. 2569 และประชาชนสามารถลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตได้เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่ากฎหมายไม่ได้มีการระบุถึงการออกเสียงประชามติล่วงหน้าไว้ และเกรงว่า หากมีการจัดทำประชามติด้วยแนวทางที่ไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายจะเสี่ยงทำให้การออกเสียงเป็นโมฆะ

  • ออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ไม่ได้

นอกจากนี้อาจมีผู้ตกหล่นในการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม เนื่องจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรภายในประเทศไทย

ทาง กกต. ชี้แจงว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงื่อนไขตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือออกเสียงโดยวิธีอื่น “โดยวีธีการนั้นสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โดย กกต. ระบุว่าการออกเสียงทางไปรษณีย์อาจไม่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงอาจถูกชักนำ บังคับ หรืออาจมีการออกเสียงลงคะแนนแทนกันได้

  • ผังคูหาซับซ้อน โหวตเตอร์ต้องเดินเข้า-ออกคูหาสองรอบ

กกต. ชี้แจง 10 ขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันเดียวกัน โดยประชาชนต้องเดินเข้า-ออกคูหาสองรอบ รอบแรกเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กากบาทเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หย่อนลงหีบเสร็จแล้วจึง “ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน” เพื่อแสดงตนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ

  • เจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้ง กรอกรหัสจังหวัดผิด

ในการเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้ มีรายงานด้วยว่า กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (การประปานครหลวง) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ไม่ตรงกับรหัสไปรษณีย์ตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนกังวลว่าบัตรเลือกตั้งจะส่งถึงเขตเลือกตั้งจริงของพวกเขาและได้นำไปนับรวมคะแนนเสียงหรือไม่

โดย เลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าประชาชน “ไม่ต้องกังวล” เพราะก่อน การประปานครหลวง มอบบัตรเลือกตั้งให้ทางไปรษณีย์ จะตรวจสอบจำนวนคนมาใช้สิทธิ จำนวนบัตร การจ่าหน้าอีกครั้ง

  • ปัญหาชื่อผู้สมัคร สส. ไม่ครบถ้วน – ผิดปี

นอกจากนี้ ในบางหน่วยเลือกตั้งบางจังหวัดไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จากพรรคประชาชน (ปชน.) โดยตรวจพบว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ จ.ลำปาง จ.ชลบุรี และ จ.เชียงราย ซึ่งนายแสวง ชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดด้านเอกสารแต่มีการแก้ไขแล้ว

แต่ มีรายงานพบว่า มีคิวอาร์โค้ด (QR code) ที่แปะไว้ที่กระดานที่เขตบางบอนก็มีความผิดพลาด โดยลิงก์ไปยังข้อมูลผู้สมัครเลือกตั้งปี 2566 แทน

ด้าน เลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าเป็นความตั้งใจของ กรุงเทพมหานคร ที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล แต่ “เมื่อมีการทักท้วงก็แก้ไข ก็ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย” นายแสวงกล่าว

การติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

กรมการกงสุลเปิดตัว “ห้องติดตามการเลือกตั้ง และออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร” ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

นายวราโรจน์ เองสมบุญ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เปิดเบื้องหลังการทำงานติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ในงานเปิดตัว “ห้องติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร” ที่ อาคารที่ทำการกรมการกงสุล วันนี้

โดยในงานมีการเผยโฉม “working sheet” ที่ใช้ร่วมกันระหว่างสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ และศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ค. 2568

ในตาราง working sheet เต็มไปด้วยขั้นตอนการดำเนินงานหรือภารกิจมากมาย ตั้งแต่ที่มีการประกาศการยุบสภา ประกาศวันเลือกตั้ง ไปจนถึงการวางแผนงานส่งบัตรเลือกตั้งกลับไทย

นอกจากนี้ ยังมีหน้าการทำงานเพื่อนำบัตรเลือกตั้งและออกเสียงประชามติกลับมายังประเทศไทยเพื่อให้ทันนับคะแนน โดยมีระบบการติดตามแบ่งออกเป็น 13 ระยะ ตั้งแต่ที่บัตรเลือกตั้งออกเดินทางจากไทยไปประเทศปลายทางและการส่งกลับมา

อย่างไรก็ตาม นายวราโจน์ บอกด้วยว่า ระบบการจัดการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นระบบที่ถูกใช้เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 แต่มีการพัฒนาขึ้น

เขาเสริมว่า สิ่งที่ต่างออกไปครั้งนี้ คือ การมีประชามติที่ถูกจัดควบคู่การเลือกตั้งทั่วไป โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการนับคะแนนในต่างประเทศ ภายใน Forty eight ชม. หลังมีการปิดการลงคะแนนและออกเสียง ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนในต่างชาติสามารถติดตามได้เช่นกัน

ด้าน นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล เปิดเผยด้วยว่ากรมการกงสุลได้พัฒนาระบบ In one other nation Vote casting Monitoring Arrangement (OVMS) เพื่อใช้ติดตามการขนส่งบัตรเลือกตั้งรวม 95 แห่งทั่วโลกแบบเรียลไทม์

อธิบดีกรมการกงสุล อธิบายว่าการขนส่งบัตรเลือกตั้งกลับไทยต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ก.พ. นี้ เพื่อคัดแยกและจัดส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. เป็นต้นไป โดยปัจจุบันยังไม่พบอุปสรรคใด ๆ ที่จะทำให้การขนส่งล่าช้า หรือส่งมาไม่ทันกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด

“เราดูแล้วว่าน่าจะแยกได้ทัน ดำเนินการได้ทัน เราก็พร้อมที่จะรับเพื่อให้มั่นใจได้ว่าบัตรทุกบัตรที่ประชาชนไทยในต่างประเทศได้ลงคะแนนจะถูกนำไปนับที่เขตเลือกตั้ง” นายมังกรกล่าว

เขาเผยด้วยว่าประชาชนไทยในต่างประเทศตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้ง โดยในปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจำนวน 139,535 คน เพิ่มขึ้น 21.10% เมื่อเทียบกับปี 2566 และเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรมีจำนวน 95,666 คน