อาสา “เฝ้าบ้าน รักษาแผ่นดิน” ชาตินิยมแบบภูมิใจไทย กระทบใจโหวตเตอร์จริงหรือไม่?

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

“วันนี้ปรบมือให้ท่าน อย่าให้เราต้องปรบเท้าให้ท่านนะ คุณอนุทิน ไอ้หนูอย่าเปิดด่าน” อนุทิน ชาญวีรกูล อ้างถึง “คำสั่ง” ที่ประชาชนให้เขามา
Article Details
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Position, ผู้สื่อข่าว.

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช้กระแสชาตินิยมกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา 8 ก.พ. โดยอาสา “เฝ้าบ้าน รักษาแผ่นดิน” หลังชี้ชวนให้ประชาชนแยกพรรคการเมืองออกเป็น “ฝ่ายรักชาติ” กับ “ฝ่ายไม่รักชาติ”

“กา 37 ให้น้ำเงินทั้งแผ่นดิน เลือกภูมิใจไทย ประเทศไทยไร้ความเสี่ยง” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 30 ม.ค.

ในเวลาราว 1 ชม. ที่อนุทินสื่อสารกับประชาชน เนื้อหาเกิน 80% พูดถึง “ชาติ” “ศัตรู” “แผ่นดินไทย” และการทำตาม “คำสั่งประชาชน” โดยในจำนวนนี้คือห้ามเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

“ถ้ากาเบอร์ 37 ทั่วประเทศ นั่นเปรียบเสมือนประชามติที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคนไทยไม่ให้เปิดด่าน จบครับ” นายกฯ คนที่ 32 ผู้เสนอตัวเป็นประมุขฝ่ายบริหาร อีกสมัย กล่าว

ผู้นำวัยย่าง 60 ปี ตอกย้ำประเด็นนี้อีกครั้งในระหว่างขึ้นปราศรัยที่ จ.ปทุมธานี เมื่อ 1 ก.พ. โดยบอกว่าการปิดด่านถือเป็นฉันทานุมัติ “ประชาชนสั่งแล้ว นายกฯ หัวหน้ารัฐบาลที่มาจากพรรคภูมิใจไทย ถ้าประชาชนต้องการให้กลับเข้าไปอีก ไม่มีเปิดด่าน”

ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรค ภท. ยืนยันว่าพรรคของเขาไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องชาตินิยมมาหาคะแนน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ดูจะสวนทางกับคำพูดของเขา

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรค ภท. ไม่เคยมี สส.กรุงเทพมหานคร แม้แต่คนเดียวนับจากก่อตั้งพรรคมา 17 ปีเต็ม ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่กรุงเทพฯ ครั้งแรกที่สวนลุมพินี เมื่อ 30 ม.ค.

แนวร่วมคนสำคัญของพรรคสีน้ำเงินชี้ชวนให้รอดูสถานการณ์ในวันทหารผ่านศึก 3 ก.พ. เพราะเชื่อว่าจะเป็น “จุดพีค” ของกระแสรักชาติรักแผ่นดิน เนื่องจากมีพิธีบรรจุอัฐิทหาร 4 นายแรกที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร และมีการแสดงแสง สี เสียง เพื่อร่วมสดุดีและรำลึกทหารกล้าโดยเหล่าศิลปินและภาคประชาชน จัดต่อเนื่อง 3 วัน (3-5 ก.พ.)

ขณะที่กองทัพบก (ทบ.) จัดพิธีสดุดี 43 นายทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบชายแดนรวม 2 ระลอก และมีพิธีจารึกชื่อผู้เสียชีวิตบนแผ่นป้าย ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบกภายในกองบัญชาการกองทัพบกด้วย

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด

.สำรวจ “วาทกรรม-สารสำคัญ” ที่ส่งจากเหล่าผู้นำพรรคสีน้ำเงินในช่วงโค้งสุดท้าย และพูดคุยกับบรรดาผู้เลือกและผู้เล่น

วรรคทองจากผู้นำพรรคสีน้ำเงิน

ในระหว่างเดินสายหาเสียงในหลายจังหวัด-หลายภาค มีประชาชนบางส่วนส่งเสียงสะท้อนต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนของรัฐบาลอนุทิน บ้างก็เข้ามาขอบคุณที่ช่วย “ปราบเขมร” บ้างก็ฝากฝังว่า “อย่าเปิดด่าน”

อนุทินฟังแล้วสรุปความได้ว่า “กระแสรักชาติแรง ฉุดไม่อยู่ ขนาดอยู่ห่างจากชายแดนหลายร้อยกิโลเมตร”

อีกครั้ง เขาควง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรค ภท. ไปหาเสียง และมิลืมพูดแนะนำแม่ค้าประชาชนว่า “นี่ไง รมว.ต่างประเทศที่ไปสู้กับเขมรมา”

ไม่ว่าโดดขึ้นเวทีไหนในระยะหลังมานี้ หัวหน้าพรรค ภท. มักทักทายประชาชนด้วยประโยคคำถามในนองว่า “ภาคภูมิใจไหมที่เป็นคนไทย” และ “รู้สึกไหมว่าช่วงนี้เพลงชาติไทยเพราะกว่าที่พวกเราเคยได้ยินมา”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

หัวหน้าพรรค ภท. ทักทายแม่ค้าประชาชนที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ระหว่างช่วยผู้สมัคร สส.เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน หาเสียงเมื่อ 18 ม.ค.

การปั่นกระแสชาตินิยมเดินทางมาถึงจุดสำคัญบนเวทีปราศรัยใหญ่ใน กรุงเทพมหานคร เพราะนอกจากอนุทินจะให้คำมั่นว่าจะรักษาแผ่นดินไทย “ไม่ให้ศัตรูชาติไหนมารุกราน” และ “ไม่เปิดด่าน” จนกว่าคนไทยเจ้าของประเทศจะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เขายังพาดพิง 2 พรรคคู่แข่งขันหลักที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง และจงใจผลักให้พรรคสีแดงกับพรรคสีส้มไปอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับพรรคสีน้ำเงิน

คำปราศรัยของอนุทินมี “วรรคทอง” ตอนหนึ่งว่า 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา เชื่อว่าชาวไทยทั่วประเทศคงได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า “ผมกับ ‘หลานอังเคิล' เดินรักษาอธิปไตยของชาติคนละแนวทางกัน ผมถือว่าโชคดีที่คนบอกว่าเป็นหลานอังเคิลแล้วเท่ ผมไม่อยากเท่ เพราะผมไม่ใช่หลานอังเคิล จะไม่มีวันยอมทำตามความต้องการของอังเคิล อย่าว่าแต่อังเคิลที่อยู่นอกประเทศ แด๊ดดี้ที่อยู่ในประเทศ ผมก็ไม่ทำตาม ถ้าพี่น้องประชาชนชาวไทยไม่ได้รับประโยชน์นั้น”

หัวหน้าพรรค ภท. ยังอ้างถึงกรณีที่ รมต. ของกัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊กว่าถ้าอยากไม่ให้มีสงครามรอบ 3 ต้องไม่เลือกอนุทิน ไม่เลือกพรรค ภท. “แค่บอกไม่เลือกผมยังไม่พอ ยังทำตัวเป็นหัวคะแนนให้คนไทยเลือกอีก 2 พรรคโน้น ถ้าพี่น้องคนไทยอยากได้รัฐบาล อยากได้นายกรัฐมนตรีที่เขมรเลือกให้ ก็ไปกา 2 พรรคโน้น แต่ผมมั่นใจว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลของคนไทย”

ก่อนขมวดความว่า ดังนั้นถ้ายังมีสิ่งรบกวนจิตใจตลอดเวลาอาจจะมีภัยคุกคามรุกรานประเทศของเรา ขอให้ประชาชนได้วางใจเลือกพรรค ภท. “ไปเฝ้าบ้าน ไปรักษาแผ่นดินไทย”

นอกจากนี้ อนุทินยังประกาศด้วยว่าจะร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันสำคัญของชาติด้วยชีวิต “การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ และไม่มีทางสำเร็จ เพราะมี 37 ครับ”

“เขาบอกว่าผมมาปราศรัยยั่วยุให้คนไทยคลั่งชาติ แต่ถ้าคลั่งชาติไทย ก็คลั่งให้บ้าไปเลย” อนุทินกล่าวกึ่ง ๆ ตะโกน เรียกเสียงเฮจากคนด้านล่างเวทีปราศรัย 30 ม.ค.

นิยาม “ชาตินิยม” ในแบบภูมิใจไทย

ก่อนผู้นำค่ายสีน้ำเงินจะเลิกสงวนท่าที-เดินหน้าขอคะแนนเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง เขาเคยตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “โหนกระแสชาตินิยม” อย่างน้อย 2 ครั้ง

“ถ้าไม่นิยมชาติไทยของเรา แล้วจะไปนิยมใคร คนที่พูดคำว่าปลุกกระแสชาตินิยมแล้วไม่ดี เป็นคนไทยหรือเปล่า ไปเห็นแก่ชาติอื่นดีกว่าประเทศไทยหรือเปล่า” อนุทินกล่าวเมื่อ 14 ม.ค.

“หากไม่นิยมชาติ แล้วจะไปนิยมใคร… นี่พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่พรรคภูมิใจต่างประเทศ ก็ต้องนิยมชาติ ชื่นชมชาติ และรักชาติ ซึ่งคนที่ไม่รักชาติมักจะพูดแบบนี้” อนุทินกล่าวเมื่อ 30 ม.ค.

ที่มาของภาพ : กองโฆษก พรรคภูมิใจไทย

คำจำกัดความ “ชาตินิยม” ของหัวหน้าพรรค ภท. ไม่ใช่รักชาติรักแผ่นดินอย่างเดียว ต้องสนับสนุนสินค้าไทย ต้องท่องเที่ยวในเมืองไทย ต้องไม่ไปต่างประเทศ ไม่เอาเงินไทยไปใช้ต่างประเทศ ต้องรักสามัคคีกันในหมู่คนไทย ไม่ด้อยค่ากัน

ส่วน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค ภท. รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ให้นิยามไว้ว่า รักชาติ มีความเป็นไทย เคารพในบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีที่สร้างประเทศไทยบนถิ่นแหลมทองแห่งนี้ และภาคภูมิที่ได้เกิดในประเทศไทย

เขายังชี้ชวนให้โหวตเตอร์ใน 14 จังหวัดภาคใต้เลือกระหว่าง “ฝ่ายที่รักชาติ” กับ “ฝ่ายที่ไม่รักชาติ” พร้อมประกาศปักธง สส.ปักษ์ใต้ให้ได้ 31 ที่นั่ง จากทั้งหมด 59 เขตเลือกตั้ง

“พรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรจะไปใส่ใจกับพรรคนั้น” พิพัฒน์กล่าวเมื่อ 28 ม.ค. แต่บอกว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัว

ผู้เลือกต่างวัย ต่างแนวทางตัดสินใจ

แม้ตัวอยู่กรุงเทพฯ แต่สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบใจของคนไทยทั้งชาติ และส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน

หญิงชาว กรุงเทพมหานคร วัย 83 ปี ที่ขอใช้ชื่อเรียกว่า “ยายวรรณ” เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอจะลงคะแนนให้พรรค ภท. ในบัตรเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ

“ฉันเลือกภูมิใจไทย เพราะต้องการกาให้สีหศักดิ์ ชอบบทบาทของเขาที่ตอกใส่หน้าเขมรกลางเวทีโลก พูดอะไรสมเป็นทูต มีความรู้ แต่ตัวนายกฯ ยังอ่อนไป ไม่ค่อยเด็ดขาด ไม่ค่อยทันเกมเขมร” ยายวรรณกล่าวกับ.

ทันทีที่ได้รับเอกสารของสำนักงาน กกต. ส่งถึงเจ้าบ้าน คุณยายพลิกเอกสารอ่านอย่างละเอียด เพราะต้องการตรวจดูว่าหากจะลงคะแนนให้สีหศักดิ์ ต้องกากบาทในบัตรสีอะไร เบอร์อะไร แต่ไม่พบชื่อนักการเมืองในดวงใจทั้งในบัญชีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ จึงถามลูกสาวว่า “ถ้าแม่จะเลือกสีหศักดิ์ ต้องกาเบอร์อะไร” ก่อนได้รับคำตอบว่าให้เลือกพรรค ภท. เบอร์ 37 ในบัตรสีชมพู

ส่วนคนอื่น ๆ ในพรรค ภท. ยายวรรณยอมรับว่า “ไม่รู้จักเท่าไร” รู้จักชื่อภูมิใจไทยในฐานะ “พรรคของพวกเนวิน” ซึ่ง สส. ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด และได้ยินข่าวว่ามีนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย (พท.) และ “พรรคลุงตู่” ย้ายเข้าไปอยู่เต็มเลยรอบนี้

ในช่วงเกิดเหตุปะทะชายแดนทั้ง 2 ระลอก ยายวรรณติดตามข่าวสารทุกวัน ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะเวลาได้ยินโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และ 2 พ่อลูกตระกูลฮุนพูดจาตรงกันข้ามกับความจริง เธอรู้สึก “โมโหจี๊ด” ขึ้นมา แต่เกมสื่อสารของไทยมาดีขึ้นเมื่อได้สีหศักดิ์เป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว

“สีหศักดิ์เขาลงเป็น (แคนดิเดต) นายกฯ เบอร์ 2 ใช่ไหม รู้นะว่าเลือกไป เขาก็ไม่ได้เป็นหรอก เพราะถ้า (ภูมิใจไทย) ได้ อนุทินก็ต้องเป็น แต่ฉันเลือกเพื่อให้สีหศักดิ์ได้กลับมาเป็น รมว.ต่างประเทศอีกรอบ” ยายวรรณกล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ประชาชนมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ขณะร่วมคณะหาเสียงของพรรค ภท. เป็นครั้งแรกเมื่อ 11 ม.ค.

ในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โหวตเตอร์รายนี้ลงคะแนนให้ “พรรคทักษิณ” ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทย จนเกิดกรณี “คลิปอังเคิล” เธอยอมรับว่ารู้สึกโกรธ

“ไม่พอใจเลย อุ๊งอิ๊ง (แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 31 และอดีตหัวหน้าพรรค พท.) ไม่ต้องกลับมาแล้ว ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อะ… เอาว่ายังไม่อยากให้พรรคนี้มาเป็นรัฐบาลช่วงนี้ เดี๋ยวไปทะเลาะกับเขมรอีก ต้องให้ซาไปก่อน เดี๋ยวเขมรมาหาเรื่องไม่เลิก สงสารทหารเขา” หญิงชราให้ความเห็น

ขณะที่ “จี” นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ใช้สถานการณ์ชายแดนเป็นประเด็นหลักในการลงคะแนนเลือกตั้ง แต่เธอขอตัดสินใจเลือกพรรคที่นำเสนอนโยบายที่ทำให้ “ทำให้โครงสร้างดีขึ้น คนไทยมีอนาคตที่สดใส”

นิสิตสาววัย 24 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงเกิดเหตุปะทะชายแดน เธอจึงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นห่วงสมาชิกในครอบครัวแม้บ้านจะไม่ได้อยู่ใน “พื้นที่สีแดง” ซึ่งเป็นแนวปะทะก็ตาม

“เป็นห่วงพ่อ ไม่อยากให้มีสงคราม และไม่อยากให้พรรคไหนเอาเรื่องนี้มาโชว์ มาหาเสียงด้วย อยากให้แข่งขันกันนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า” จีกล่าว

จีกับเพื่อนฝึกงานที่สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง เดินทางไปสังเกตการณ์การเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค ภท. ที่สวนลุมพินี ช่วงเย็น 30 ม.ค. ซึ่งถือเป็นชาวเจนซี (Gen Z) น้อยคนนักที่ปรากฏตัวบริเวณพื้นที่สื่อสารทางการเมืองพรรคสีน้ำเงิน

เบื้องหน้าของ 2 สาวที่อยู่ในชุดนิสิต มีสแตนดี้นายกฯ อนุทิน และ “3 รมต. คนดัง” สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ ตั้งอยู่ โดยมีประชาชนแวะเวียนมาถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ

นี่จะเป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของจี “ครั้งที่แล้วพอผลออกมา หนูก็คิดว่าโอ้ย… ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ได้ยังไง fail (ผิดหวัง) แต่ไม่หมดหวัง แค่รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ครั้งที่แล้วเลือกแล้วไม่ได้ ครั้งนี้ก็จะเลือกอีก”

ที่มาของภาพ : BBC THAI

ผู้เล่นค่ายน้ำเงินวิเคราะห์ บ้านมีรั้ว “เลือกเพราะสีหศักดิ์”

ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร พรรค ภท. เชื่อว่า กระแสชาตินิยมมีผลต่อการตัดสินใจของคน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่แล้ว ถ้าเกิดปัญหาชายแดนก็จะส่งผลกระทบมาที่คนใน กรุงเทพมหานคร จึงมีโหวตเตอร์บางส่วนต้องการเลือกคนที่เขาสร้างความเชื่อมั่นว่าจะปกป้องประเทศได้

ประโยคที่ผู้สมัครรายนี้ได้ยินอยู่บ่อย ๆ ในระหว่างลงพื้นที่หาเสียง-พบปะประชาชนคือ ฝากบอกนายกฯ ว่า “ห้ามเปิดด่าน” “ไม่อยากให้เจรจา” “ช่วยจัดให้จบเลยได้ไหม”

“ถ้าให้ผมพูดตรง ๆ คนที่อยู่บ้านมีรั้ว เขาไม่ได้เลือกผมหรือเลือกพรรคผมหรอก แต่เลือกเพราะท่านสีหศักดิ์เลย ชาวบ้านชอบ เพราะทำให้เกิดการยอมรับในสายตาชาวโลก ทำให้ประเทศมีศักดิ์ศรี” ประเดิมชัยวิเคราะห์ให้.ฟัง

นักการเมืองรายนี้เคยทำงานการเมืองระดับท้องถิ่น เป็นสมาชิกสภากรุงเทพฯ (สก.) ยาวนาน 20 ปี ก่อนขยับชั้นสู่การเมืองระดับชาติเมื่อปี 2562 ในฐานะ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 5 สังกัดพรรคสีแดง ทว่าได้ย้ายมาสวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามเลือกตั้ง 2566 แต่ “สอบตก”

มาครั้งนี้ ผู้เล่นค่ายน้ำเงินมีความมั่นใจขึ้น จากบุคลากรคือหัวหน้าพรรคที่กล้าตัดสินใจในทุกสถานการณ์ และทีม รมต. มืออาชีพที่ไม่ได้อยู่ในการเมือง “ทำให้เห็นภาพภูมิใจไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแต่นักเลือกตั้ง” และเป็นพรรคที่แสดงให้เห็นความตั้งใจว่า “เราไม่ใช่ ‘พรรคบ้านนอก' แบบแต่ก่อนอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่า โหวตเตอร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 18-35 ปี “ยังไงก็ไม่เลือกเรา” แต่ได้กลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งตอนปี 2566 ลูกบังคับพ่อแม่ให้เลือกส้ม มาครั้งนี้ในบ้านเดียวกันจะแตกออกเป็น 2 พรรค เพราะพ่อแม่จะคิดถึงกระแสรักชาติเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่พรรค ภท. ต้องทำคือรวบรวมคะแนนเสียงเป็นบึกแผ่น เป็นที่มาของคำขวัญ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ตามที่ ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพ กรุงเทพมหานคร ของพรรค ภท. ประกาศเอาไว้ เพราะถ้ายังเลือกแบบดาวกระจายในกลุ่มอนุรักษนิยม พรรคน้ำเงินก็จะแพ้พรรคส้ม

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรคคู่แข่งสวนกลับอย่างไร

ส่วนปฏิกิริยาจากนักการเมืองค่ายอื่น ๆ ที่มีต่อวาทกรรมของพรรคสีน้ำเงินเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ตำหนิว่าเป็นการแบ่งแยกและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน

กรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอกว่า อย่าใช้เลยยุทธศาสตร์แบบนี้ ในอดีตเป็นเรื่องของการเลือกระหว่าง 1 กับ 2 แบ่งขั้วกันชัดเจน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ พรรค ภท. ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับทั้งฝ่ายสีแดงและสีส้ม ดังนั้นที่บอกว่า “เขามาแน่” จึงไม่แน่ใจว่าหมายถึงฝ่ายไหน

“การบอกว่า ‘ไม่เลือกเรา เขามาแน่' แต่ก็พร้อมจะไปร่วมรัฐบาลกับเขา ผมว่ามันย้อนแย้ง ประชาชนฟังแล้วจะยิ่งสับสนต่อเจตนาและความตั้งใจ” กรณ์กล่าวและขยายความว่า ฝ่ายแดงก็เพิ่งร่วมกับเขามา ฝ่ายส้มก็เคยไปขอคะแนนจากเขาให้มาเลือกตัวเองเป็นนายกฯ แต่วันนี้มากระตุ้นให้ประชาชนรังเกียจเขา จึงขออย่าพูดย้อนแย้งหรือกระตุ้นให้เกลียดชังเพียงเพราะต้องการคะแนน หากจะเสนอยุทธศาสตร์อะไร ขอให้ซื่อสัตย์ในข้อเท็จจริง

พรรค ปชป. เป็นเจ้าของวาทกรรม ‘ไม่เลือกเรา เขามาแน่' ภายใต้บริบทการแบ่งขั้วการเมืองที่ชัดเจน โดย ปชป. นำวาทกรรมนี้มาใช้ในการเลือกตั้ง สส. ปี 2548 เพื่อรักษาฐานที่มั่นในภาคใต้ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และนำมาใช้อีกครั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ปี 2556 เพื่อขอปกครองรัฐบาลท้องถิ่น เพราะในเวลานั้นมีพรรค พท. เป็นรัฐบาลระดับชาติ

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตต่อการปราศรัยของบางพรรคที่พยายามจะปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมา โดยอยากให้ประชาชนช่วยดูยาว ๆ ว่าเป็นวิธีการสื่อสาร วิธีการพูด เพื่อเรียกคะแนนเสียง หรือมีความรักชาติอยู่ในหัวใจจริง ๆ

“สำหรับตัวผมเอง คำว่า ‘รักชาติ' หมายถึงรักประชาชน การรักชาติไม่ได้หมายถึงการเข้าไปการเมืองเพื่อที่จะถอนทุน และนำเงินมาใช้ซื้อสิทธิขายสิทธิ์ เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป” หัวหน้าพรรคสีส้มกล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ที่ลานพาร์คพารากอน เมื่อ 23 ม.ค.

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค พท. วิจารณ์การปราศรัยของอนุทินว่าเป็นลักษณะ “วิ่งราวชาติไปรักอยู่พรรคเดียว และผลักไสให้พรรคอื่นกลายเป็นพวกไม่รักชาติ” ซึ่งเป็นการสร้างความแตกแยกทางสังคม เพียงเพื่อหวังผลคะแนนเสียง เช่นเดียวกับการพูดกระทบกระเทียบว่า “ไม่ต้องฟังแด๊ดดี้” เพื่อพาดพิงถึง แพทองธาร-ทักษิณ ซึ่งเป็นการเล่นนอกกติกาและซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในเรือนจำ