คำมั่นสัญญาในปราศรัยสุดท้าย พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย ก่อนเข้าคูหา 8 ก.พ.

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรคการเมืองต่าง ๆ ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.

พรรคการเมืองหลักพรรคแรกที่เริ่มเวทีปราศรัยในวันนี้ (6 ก.พ.) คือพรรคประชาชน (ปชน.) โดยใช้อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ปชน. เชิญชวนให้ประชาชน “กาส้ม 2 ใบ” เพื่อให้ได้คะแนนเสียง 20 ล้านเสียง ส่ง ปชน. เข้าไปเป็นรัฐบาล พร้อมกาเห็นชอบในการออกเสียงประชามติเพื่อให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“สถานีต่อไป 8 กุมภา กาเพื่อเปลี่ยน เปลี่ยนจาก 14 ล้านเสียง เป็น 20 ล้านเสียง กาให้ถล่มทลาย กาให้ถึง 20 ล้านเสียงให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก” ณัฐพงษ์ประกาศบนเวทีปราศรัย

ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยพิจารณาสถานการณ์ที่ไทยเผชิญอยู่ เขาบอกด้วยว่าประเทศไทยไม่ใช่ที่ฝึกงานหรือทดลองงานของมือใหม่ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน พร้อมตั้งคำถามว่า จะฝากอนาคตประเทศไว้กับมือใหม่ หรือฝากไว้กับมืออาชีพที่มีความพร้อม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวขึ้นพูดว่าเขาจะนำความหวังมายังประเทศไทย ชูสานต่อนโยบายปราบยาเสพติดและ 30 รักษาทุกโรค ซึ่งเป็นความสำเร็จของพรรคสีแดงในอดีตที่ช่วยชีวิตผู้คนเอาไว้

.รวบรวม “คำประกาศนโยบายทิ้งทวน” และ “คำมั่นสัญญาสุดท้าย” ของพรรคการเมืองหลักมาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจของประชาชน ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 8 ก.พ.

ประชาชน: ขอโหวตเตอร์กาส้ม 2 ใบ ให้ได้ 20 ล้านเสียง

การเปิดปราศรัยครั้งสุดท้ายภายใต้คำขวัญ “ประชาชนเปลี่ยนประเทศ” ของพรรคประชาชน (ปชน.) จัดขึ้นที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง ซึ่งเคยเป็นที่ปราศรัยปิดของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในการเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 มาก่อน

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed learningได้รับความนิยมสูงสุด

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

หลังปล่อยคาราวานรถแห่ 8 สาย ส่งแกนนำพรรคไปขอคะแนนเสียงจากประชาชนทุกภูมิภาค แกนนำพรรคส้มทั้ง 3 รุ่น ตั้งแต่อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ปรากฏตัวบนเวทีอย่างพร้อมเพรียง

ในช่วงแรก สส.พรรค ปชน. หลายคนขึ้นปราศรัยถึงแนวนโยบายของพรรคด้านต่าง ๆ ส่วนการปราศรัยช่วงสองเป็นช่วงของอดีตแกนนำพรรค ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตามด้วยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเรียกเสียงดังกระหึ่มอาคารกีฬาเวสน์ 1 ขณะขึ้นเวที

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ธนาธรเริ่มต้นปราศรัยด้วยการเล่าเรื่องราวการเริ่มต้นทำพรรคตั้งแต่ มี.ค. 2561 ว่านับเป็นเวลา 8 ปี สังคมไทยอยู่ในความมืดมิด สิทธิเสรีภาพถูกริดรอน ตั้งคำถามกับประชาธิปไตย แต่พรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้คนมาสนใจการเมือง

เขากล่าวต่อไปว่าอีก 6 ปีจะครบรอบการอภิวัฒน์สยาม ปี 2475 โดยคณะราษฎร จึงขอเชิญชวนประชาชนเรียกร้องการยุติการรัฐประหารถาวรให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน “มาทำภารกิจ 100 ปีนี้ให้จบในรุ่นเรา ให้ลูกหลานเราเกิดและไม่เจอกับการรัฐประหารอีก” ธนาธรกล่าว

จากนั้นเขาเล่าถึงการลงพื้นที่หาเสียงด้วยคาราวานรถแห่ ที่เขาประจำการสายลูกน้ำเค็มภาคตะวันออก ที่กลายเป็น “รถพุ่มพวง” จากการที่ผู้สนับสนุนพรรคร่วมกันมอบอาหารให้เพื่อขอบคุณตลอดเส้นทาง โดยเปรียบเปรยข้าวของต่าง ๆ ที่ได้รับว่าเป็นศรัทธาที่ประชาชนมอบให้

“คุณอาจจะเห็นขาไก่ ปลาทอด แต่เราเห็นความศรัทธา…เราจะขอตอบแทนขาไก่ด้วยการตั้งประเทศไทยที่เป็นธรรม เราจะตอบแทนขนุนด้วยการสร้างประเทศไทยอันเป็นประชาธิปไตย เราจะตอบแทนหมึกแห้งด้วยประเทศไทยที่ก้าวหน้า” เขากล่าวบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนนับพันคน

หลังจากนั้น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีพร้อมกับเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า “ยุบพรรคได้ ตัดสิทธิ์ได้ แต่หยุดความฝันประชาชนไม่ได้” และ “พอกันทีกับ 14 ล้านเสียงที่ไม่มีความหมาย” พิธาระบุว่าในขณะที่โลกตอนนี้มีความวุ่นวาย การมีรัฐบาลที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็น ในเวลาที่ระเบียบโลกคือโลกที่ไร้ระเบียบ พร้อมชวนเข้าคูหา เลือก “นายกฯ เท้ง” เพื่อเข้าไปสร้าง “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต”

จากนั้นเข้าสู่การปราศรัยของแคนดิเดตนายกฯ 3 คนของพรรค ปชน. เริ่มต้นด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่สาม เขาส่งข้อความถึงผู้สนับสนุนว่า ขออาสา “ฟื้นคืนชีพเสือตัวที่ห้า” ที่ “การเมืองเก่าทำให้เราไม่ได้เลย”

“30 ปีที่ผ่านมา เราเห็นรัฐบาลมาแล้วทุกเฉดสี ไม่ว่าจะสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีฟ้า หรือสีน้ำเงินในปัจจุบัน ผลลัพธ์แทบไม่ต่างกัน… เหลือพรรคหลักเพียงสีเดียวที่รอสังคมไทยให้โอกาส”

ที่มาของภาพ : thai recordsdata pix

ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่สอง ก้าวขึ้นเวทีบอกประชาชนว่าคิดถึงเวทีปราศรัย เบื่อเวทีดีเบต เพราะเวลาฟังพรรคอื่นเสนอนโยบาย ชอบมีเสียงในหัวขึ้นมาว่า “อยู่มาตั้งนานทำไมไม่รู้จักทำ”

เธอเสนอตัวให้พรรค ปชน. เข้าไปเลิก “การวิ่งเต้นตำแหน่งแต่ไม่แข่งกันรับใช้ประชาชน” พร้อมบอกด้วยว่าพรรคมีความพร้อมจากการเปิดตัวทีมงานกว่า 40 ชีวิต “ไม่ใช่มาแค่ 3 คน” ซึ่งน่าจะเป็นการพาดพิงถึงพรรค ภท. ท้ายที่สุดเธอหวังว่าหลัง 20.00 น. ของวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจะได้พูดว่ามีนายกฯ ชื่อ “เท้ง”

จากนั้นเป็นการปราศรัยปิดท้ายของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่หนึ่ง โดยช่วงหนึ่ง ณัฐพงษ์เสนอตัวเป็นนายกฯ ของทุกคนไม่ว่าแต่ละคนจะ “เคยนิยามว่าเลือกสีใด รักชาติมากที่สุด หรือเลือกกากบาทสีเสื้อที่เคยนิยามตัวเองว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” มาก่อน ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องผิด” แต่ขอยืนยันว่า “ความรักชาติและประชาธิปไตยเดินหน้าไปพร้อมกันได้”

ที่มาของภาพ : Getty Photos

ณัฐพงษ์ให้คำมั่นว่าจะทลาย “การเมืองของชนชั้นนำ” ด้วยการ “เอาทหารออกจากการเมือง ตั๋วออกจากตำรวจ…ไม่ให้องค์กรอิสระปล้นอำนาจประชาชนไปอีก”

แคนดิเดตนายกฯ จาก ปชน. ผู้นี้ ปิดท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชน “กาส้ม 2 ใบ” เพื่อให้ได้คะแนนเสียง 20 ล้านเสียง ส่งพรรค ปชน. เข้าไปเป็นรัฐบาล

“อำนาจอยู่ในปลายปากกาของทุกคน เป็นตัวกำหนดว่าจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่เศรษฐกิจถูกผูกขาดและโอกาสลูกหลานของพวกเราถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และโอกาสที่เท่าเทียมกันทุกคน” ณัฐพงษ์ระบุ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรคประชาชนจัดปราศรัยที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นสถานที่เดิมที่ใช้ปราศรัยสุดท้ายในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566

ภูมิใจไทย: อนุทินประกาศยกเลิก MOU44 ทันทีถ้ากลับมาเป็นรัฐบาล

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดปราศรัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย ภายใต้คำขวัญส่งท้าย “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก”

การปราศรัยปิดของพลพรรคสีน้ำเงินเน้นโชว์ “ความเป็นมืออาชีพ” เน้นย้ำ “นโยบายข้อแรก” ของพรรค นั่นคือ เลือกพรรค ภท. ได้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ โดยทั้ง 3 คนนี้เป็นผู้ปราศรัยหลักบนเวที นอกเหนือจากหัวหน้าพรรค

3 รมต. ได้เปิดใจถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง ก่อนแถลงผลงานในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา แล้วแจกแจงสิ่งที่จะทำใน 4 ปีข้างหน้าหากมีโอกาสกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ใน 4 ปีข้างหน้า การทูตไทยต้องมีชั้นเชิงมากขึ้น และต้องเป็นการทูตเศรษฐกิจในเชิงรุก 3 สร้าง ได้แก่ สร้างความเชื่อมั่น สร้างศักยภาพในการแข่งขัน สร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจ แต่การทูตที่ดีที่ประสบความสำเร็จเริ่มที่บ้าน “ท่านต้องเลือกพรรคการเมืองที่ถูกต้องมาบริหารประเทศ” และในการทำงานต้องผนึกกำลังเป็นทีมประเทศไทย ขอให้เชื่อมั่นในตัวของเขา มั่นใจในศักยภาพของพรรค ภท. ที่มุ่งมั่นนำประเทศกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ ทำให้คนไทยภูมิใจ ไทยต้องเป็นไทยในเวทีโลก

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ในเวทีปราศรัยปิดท้ายก่อนเข้าคูหา 3 รัฐมนตรีคนนอกของพรรค ภท. เปิดใจสาเหตุเข้ามาสู่การเมือง

อีก 2 รมต. ฉายภาพมรสุมเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะกรณีไฟแนนเชียลไทมส์เปรียบเปรยว่าไทยกำลังเป็น “ผู้ป่วยคนใหม่แห่งเอเชีย” จากเคยถูกจับตามองว่าจะเป็น “เสือตัวที่ห้า” และนำเสนอ “ยารักษาโรคเศรษฐกิจไทย”

นายเอกนิติกล่าวยืนยันในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจว่า พรรค ภท. จะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำเมื่อไรคือการก่อหนี้ให้ลูกหลาน ทิ้งภาระให้ลูกหลาน ดังนั้นจะต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และเขายังขอเสียงโห่ร้องจากประชาชนในฮอลล์เพื่อ “ไปบอกทุกพรรคการเมืองว่าอย่าทำเลยประชานิยม” ส่วนโครงการ “คนละครึ่ง” ก็มี “พลัส” เพราะสอนทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กตัวน้อยด้วย

นายเอกนิติและนางศุภจีออกตัวว่า “ไม่ใช่นักการเมือง” แต่ขอโอกาสทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติต่อ

“อนาคตอยู่ในมือท่าน จะเลือกความหวังหรือความขัดแย้ง จะเลือกคนที่มาแก้ปัญหาหรือแก้ระบบโดยไม่ได้ดูปัญหา หรือไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา ขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจจะมาทำให้ท่าน ไม่มีโอกาสได้ทำ” นางศุภจีกล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

“อนาคตอยู่ในมือท่าน จะเลือกความหวังหรือความขัดแย้ง” นางศุภจีกล่าว พร้อมขอโอกาสประชาชน “แต๋มไม่ได้ทำงานให้พรรคการเมืองไหน แต่แต๋มมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้ทุกท่านคนไทยในประเทศนี้”

จากนั้นถึงคิวปราศรัยปิดเวทีโดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. และนายกฯ คนปัจจุบัน กล่าวตอนหนึ่งว่า ถ้าได้กลับไปบริหาร รัฐบาลภายใต้การนำของตนจะไม่ยอมรับตำแหน่ง “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่จะเป็นคนที่แข็งแรง มีพลัง เป็นคนที่นานาประเทศต้องอยากมาคยค้าเป็นพันธมิตร

หัวหน้าพรรค ภท. ขอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยพิจารณาสถานการณ์ที่ไทยกำลังถูกล้อม ถูกกดดัน และเต็มไปด้วยการแข่งขัน โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ที่ฝึกงานหรือทดลองงานของมือใหม่ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน พร้อมตั้งคำถามว่า จะฝากอนาคตประเทศไว้กับมือใหม่ หรือฝากไว้กับมืออาชีพที่มีความพร้อม

“วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และเสี่ยงไม่ได้ เมื่อคนของพรรค ภท. มาทำงาน ประเทศไทยที่รักของเราจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก ไม่เสี่ยงกลับไปสู่วงจรความขัดแย้งเดิม ๆ ไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ ไม่เสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน และไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย ดังนั้นเลือกภูมิใจไทย ประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง” นายอนุทินกล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายอนุทินพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยบอกว่ารัฐบาลของเขาทำให้ “ไทยได้แผ่นดินไทยที่ถูกรุกรานไปหลายสิบปีกลับคืนมาได้ทั้งหมด” และทำให้ “กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามของไทยโดยสมบูรณ์” และไม่ต้องห่วงว่าจะมีเหตุปะทะรอบ 3 จนไม่ได้เลือกตั้ง ยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนด แต่รัฐบาลไม่ประมาท ได้เตรียมความพร้อมรับมือทุกรูปแบบ ขอให้ไปเลือกตั้งเยอะ ๆ ให้ชัยชนะของพรรค ภท. เป็นไปด้วยความใสสะอาด

นายกฯ คนที่ 32 ประกาศด้วยว่า หากพรรค ภท. กลับมาเป็นรัฐบาล อนุทินกลับมาเป็นนายกฯ “จะยกเลิก MOU 44 ทันที ไม่มีคำว่า 50-50… ดังนั้นการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเล 50-50 ตามที่รัฐบาลเก่าเสนอไว้ จะไม่มีอีกต่อไป ส่วน MOU43 จะขอให้นายสีหศักดิ์เร่งดำเนินให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพนำเสนอแนวทางมาให้รัฐบาลพิจารณา โดยจะตัดสินใจให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทยและคนไทย

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

เพื่อไทย: ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ชู “ยศชนันทำได้” แจงปมข้ามขั้ว เปิดศึก “ส้ม-น้ำเงิน”

พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้บรรยากาศโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งที่สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ ท่ามกลางมวลชนเต็มสนามหญ้าและอัฒจันทร์ โดยเน้นย้ำถึงการ “ยกเครื่องประเทศไทย” ให้สำเร็จ

“หลายคนอาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี… หากพวกเราช่วยกัน ทุกอย่างต้องเป็นไปได้” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีประกาศวิสัยทัศน์

ในการรณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ภายใต้สโลแกน “ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้” โดยประกาศสนับสนุน ยศชนัน ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ว่าเป็น “นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้”

ในช่วงสำคัญที่สุดของการปราศรัย ยศชนันได้ขึ้นกล่าวถึงรายละเอียดนโยบายที่จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นรายได้สูง เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ขจัดคอร์รัปชัน และสร้างอากาศสะอาด พร้อมผลักดันให้ไทยมี “อธิปไตยทางเทคโนโลยี”

ที่มาของภาพ : EPA

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ อีกคนของพรรค ปราศรัยย้ำว่า “นโยบายเพื่อไทยต้องให้เพื่อไทยทำ” โดยขอคะแนนเสียงให้ถึง 200 ที่นั่ง เพื่อให้พรรคที่มีประสบการณ์และความเข้าใจระบบราชการเข้าไปผลักดันนโยบายให้สำเร็จได้จริงภายใน 4 ปี พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเปิดโอกาสให้ “นักวิทยาศาสตร์” ได้เป็นนายกฯ เพื่อนำข้อมูลและเหตุผลมาบริหารประเทศ แทนที่ผู้นำรูปแบบเดิมที่เป็นนักธุรกิจหรือทหาร

ขณะเดียวกัน การปราศรัยตลอดทั้งรายการ 4 ชั่วโมงบนเวทีสีแดง ยังสอดแทรกประเด็นอื่น ๆ

ผู้ปราศรัยบนเวทีของ พท. ใช้เวลาในการให้ความสำคัญกับการกล่าวถึงฐานเสียงเดิมผ่านธีม “แดงไหน” ที่รวมเอาความเป็นเสื้อแดงที่หลากหลาย เช่น แดงทักษิณ แดงยิ่งลักษณ์ แดงมาดามแพง หรือ แดงนมผง

จิราพร สินธุไพร ผู้สมัคร สส. เพื่อไทย จ.ร้อยเอ็ด เป็นผู้ปราศรัยหลักในประเด็นการต่อสู้ของมวลชน “แดงอีสาน” เธอชวนย้อนถึงการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ของพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง ท่ามกลางผู้สนับสนุนหน้าเวทีที่ผสมกันทั้ง “กองเชียร์” รุ่นเก่า-ใหม่ ซึ่ง.สังเกตเห็นเสื้อยืดรายการ “ความจริงวันนี้” ยังคงปรากฎอยู่ในห้วงสายตาเป็นระยะ

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 31 ร่วมฟังเวทีปราศรัยและขึ้นถ่ายรูปบนเวทีพร้อมกับผู้ปราศรัยของพรรค

ข้อครหาเรื่องการจัดตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว” ของ พท. หลังการเลือกตั้ง 2566 ยังถูกยกขึ้นมาเป็นหัวข้อปราศรัย

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค ขึ้นเวทีชี้แจงโดยระบุว่า พท. ไม่ได้ต้องการตระบัดสัตย์หรือทรยศประชาชน แต่สถานการณ์บีบบังคับหลังจากพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถรวมเสียง สว. ได้

ประเด็นเดียวกันนี้ยังถูกย้ำอีกหลายครั้งจากคน พท. เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวย้ำถึงประเด็นนี้ว่าพรรค พท. ได้รักษาสัญญาด้วยการโหวตนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมตั้งคำถามต่อการยกมือโหวตพรรคภูมิใจไทยของพรรคประชาชน โดยระบุว่า “Extensive Compromise คืออะไร ทำไมพรรคส้มไม่วิจารณ์อนุทิน”

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ในช่วงท้ายของการปราศรัย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยพุ่งเป้าไปที่พรรค ภท. และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็นที่ดินเขากระโดง และเปรียบเปรยการจัดวางตัวบุคคลของพรรค ภท. ที่ระหว่างการหาเสียงต้องยกทัพ “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี” ควบคู่เสมอ โดยเปรียบเปรยว่าเป็น “ปลากระป๋องสามแม่ครัว” ที่ต้องปรุงรสด้วยการเมืองแบบเก่า

นอกจากนี้ ณัฐวุฒิยังตั้งคำถามถึงท่าทีของ “พรรคส้ม” (พรรคประชาชน) โดยตั้งข้อสังเกตถึงไทม์ไลน์การย้ายพรรคของอดีต สส. พท. ไปยังพรรค ภท. ที่สอดคล้องกับช่วงเวลาการปลดนายกฯ แพทองธาร และท่าทีของแกนนำพรรคปชน. โดยเขากล่าวหาว่าพรรค ปชน. กำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน

“ตาสว่างรึยังพรรคประชาชน คุณเป็นหมากให้เขาเดิน… เขาชม เขาทิ้ง แล้วเขาก็ขยี้” โดยระบุว่าแทนที่พรรค ปชน. จะตรวจสอบพรรค ภท. กลับหันมาโจมตีพรรค พท. แทน

“คนที่เลือกเพื่อไทยอยากได้เพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี คนของเพื่อไทยก็เป็นนายกรัฐมนตรี คนเลือกเพื่อไทยอยากให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็ตั้งรัฐบาลตามระบอบรัฐสภา”

สุดท้าย เขาส่งสารโดยตรงไปยัง “พี่น้องเสื้อแดง” ที่อาจกระจัดกระจายไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น ให้หันกลับมาจับมือร่วมต่อสู้กับพรรค พท. อีกครั้ง

“พี่น้องเสื้อแดง … กลับมาเคียงข้างกัน กลับมาเลือกพรรคที่เคยเลือก กลับมาเดินในเส้นทางที่เคยเดิน กลับมาจับมือกับมือที่เคยจับกัน” เขากล่าว

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

พรรคเพื่อไทยจัดปราศรัยใหญ่ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน เขตปทุมวัน

ประชาธิปัตย์: ชูเลือก “อภิสิทธิ์สุจริต” ปลอดภัยที่สุด

ในการปราศรัยใหญ่ส่งท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่อาคารวันแบงค็อกฟอรั่ม บรรยากาศเต็มไปด้วยวามคึกคักโดยมีผู้สนับสนุนพรรคสีฟ้ามาร่วมฟังปราศรัยไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคนซึ่งมาร่วมส่งเสียงเชียร์การหวนกลับมายังพรรคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตลอด 5 ชั่วโมงของเวที่ปราศรัย ชื่อของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ไม่ห่างหายไปจากเนื้อหาของผู้ขึ้นพูบนเวที เช่นเดียวกับแนวทางของพรรคที่ล้วนเน้นย้ำเรื่องการเป็น “ทางเลือกที่สุจริต” ทางเลือกที่ปลอดภัยของผู้มีสิทธิลงคะแนน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และแคนดิเดตนายกฯ คนที่หนึ่ง ขึ้นปราศรัยในเวลาราว 20.00 น. เขาเริ่มด้วยการขอบคุณผู้คนมากมายตลอดเส้นทางการกลับมาสู่แวดวงการเมืองของเขาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

เขาย้ำว่า วันนี้ตัวเองมาปราศรัยไม่ได้อ้อนขอคะแนนให้ประชาธิปัตย์ แต่ “ผมมาอ้อนขอให้ประเทศไทย กับคนไทยทุกคน อ้อนขอว่าประเทศไทยมาถึงจุดที่เรามีวิกฤตสารพัด จน อาจ เป็นจุดเสียชีวิตของการพัฒนาประเทศต่อไป”

ที่มาของภาพ : THAI recordsdata PIX

อภิสิทธิ์กล่าวสาธยายบนเวทีถึง “จุดเสียชีวิต” ของประเทศ 5 ประการ โดยประการแรกคือการทุจริต คอร์รัปชัน และทุนเทา

นี่เป็นสโลแกนหาเสียงที่ชัดเจนที่สุดของพรรคสีฟ้าแห่งนี้ โดยหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ซึ่ง ปชป. เปิดตัวผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง สส.เขตของกรุงเทพฯ อดีตนายกฯ ผู้นี้ก็สวมเสื้อที่เขียนว่า “เสื้อเทา คนไม่เทา” ขึ้นเวทีเช่นเดียวกัน มาวันนี้เขาย้ำอีกครั้งว่านี่คือ “สิ่งที่กำลังทำลายทุกอย่างในประเทศเรา” บั่นทอนไม่ให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำลายทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ

“ผมอาย… เพราะมันไม่ใช่นิสัยคนไทย มันแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่ขี้โกง แต่มาทำลายอนาคตของเรา”

หัวหน้าพรรคสีฟ้า กล่าวถึงจุดเสียชีวิตเรื่องถัดไปได้แก่ เศรษฐกิจที่แข่งขันไม่ได้ อภิสิทธิ์ย้ำว่าสถานการณ์ทางการเติบโตของไทยนับว่าต่ำกว่าทั้งประเทศเพื่อนบ้านและระดับโลก ซึ่งหากยังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปประเทศอื่น ๆ ก็จะหนีห่างไทยไปทั้งหมด เขาย้ำว่า หลายครั้งที่ขึ้นปราศรัย “ความหงุดหงิด” ของเขาคือการถูกขอให้ตอบคำถามว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรภายใน 90 วันแรก แต่เขาย้ำว่าปัญหาหลายอย่างเป็นปัญหาโครงสร้างต้องใช้เวลาแก้ไข ไม่ใช่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลระยะสั้น เมื่อหมดโครงการแล้วไม่ส่งผลต่อ โดยกล่าวพาดพิงถึงนโยบายของพรรค ภท. อย่างโครงการคนละครึ่ง

ที่มาของภาพ : THAI NEWS PIX

ระหว่างการปราศรัย พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดวิดีโอของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. โดยนายชวนกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้รุนแรงกว่าที่ผ่านมา จึงเชิญชวนให้เลือกคนมีอุดมการณ์อย่างนายอภิสิทธิ์

สำหรับจุดเสียชีวิตประการที่สาม อภิสิทธิ์เผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก คนไทยที่เปราะบางมีเยอะขึ้น ส่วนคนที่ลำบากอยู่แล้วยิ่งประสบความยากลำบากในการถีบตัวเองขึ้นมา ส่วนจุดเสียชีวิตประการถัดมาคือ การเมืองแบบปลุกเร้าอารมณ์ เมื่อเข้าสู่ประเด็นทางการเมือง หัวหน้าพรรค ปชป. วางตำแหน่งของพรรคสีฟ้าในฐานะทางเลือกที่ดีที่สุดของผู้คน ก่อนพาดพิงถึงบางพรรคการเมืองที่นำกระแส “รักชาติ” มาใช้โจมตี

“วันนี้ เรามีพรรคการเมืองมาชี้หน้าบอกว่า พรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ… ถ้ารักชาติจริงช่วยไปดูปัญหาการทุจริตในพรรคท่านก่อน”

ขณะเดียวกัน เขาได้พาดพิงถึงอีกฝ่ายหนึ่งว่าเลือกที่จะปลุกกระแสความโกรธของผู้คนแล้วสร้างวาทกรรมว่า “ต้องรื้อทั้งหมด” ขึ้นมา “แล้วก็มาชวนว่าให้ทุกคนมาทำสิ่งนี้ แล้วสร้างผู้ร้ายขึ้นมาว่านี่คืออุปสรรคของการพัฒนาประเทศ ถึงได้เกิดการด้อยค่ากองทัพ ด้อยค่าสถาบันหลักฯ” อภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อทั้งสองฝ่ายมาปะทะกัน อภิสิทธิ์ชี้ว่า ประเทศจึงมีแต่การประหัตประหาร มีแต่การเมืองที่ปลุกเร้าอารมณ์คน เขาย้ำว่านี่คือเหตุผลที่ตัวเองกลับมาสู่เส้นทางการเมือง และชี้ว่า “เรามีหน้าที่สร้างทางเลือกให้กับประเทศ” พร้อมเสริมว่า แต่เมื่อดูสภาวะวิกฤตรอบ ๆ แล้ว ทางเลือกที่พรรคสีฟ้ามอบให้ดูจะเป็น “ทางรอด” มากกว่า

ส่วนจุดเสียชีวิตของประเทศไทยประการสุดท้าย อภิสิทธิ์กล่าวถึงภัยจากภายนอก เช่น ประเด็นความมั่นคงชายแดนกับกัมพูชา โดยชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ ต้องได้คนที่มีประสบการณ์ ซึ่งเขาก็เสริมว่า “เรื่องกัมพูชาสมัยผมก็จบใน 12 วันนะครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

แคนดิเดตนายกฯ จาก ปชป. ย้ำว่า “ทางรอดที่ปลอดภัย ห้าจุดเสียชีวิตปิดได้หมดด้วยประชาธิปัตย์” พร้อมส่งสารไปยังพรรคอื่น ๆ ว่า วันนี้มติของ ปชป. ชัดแล้วว่าจะให้เขาอยู่ต่อไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ นั่นจึงหมายถึงว่า “มันจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไปอีก เพราะนี่คือโอกาสที่ผมจะคว้าไว้ มันจะต้องจบรอบนี้ ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมก็จะยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภา”

ชัยภูมิสุดท้ายที่แต่ละพรรคใช้ปราศรัยปิด

เย็นวันที่ 6 ก.พ. แต่ละพรรคได้เลือกพื้นที่เป็นชัยภูมิสุดท้ายในการสื่อสารกับประชาชน

  • พรรคประชาชนจัดปราศรัยที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล เคยใช้ปราศรัยปิดในการเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 มาก่อน ภายใต้คำขวัญส่งท้าย “ประชาชนเปลี่ยนประเทศ”
  • พรรคภูมิใจไทยจัดปราศรัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย ภายใต้คำขวัญส่งท้าย “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก”
  • พรรคเพื่อไทยจัดปราศรัยใหญ่ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน เขตปทุมวัน ภายใต้คำขวัญส่งท้าย “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่”
  • พรรคประชาธิปัตย์จัดปราศรัยที่วัน แบงค็อก (One Bangkok) เขตปทุมวัน ภายใต้คำขวัญส่งท้าย “ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย”