ประเมินการเลือกตั้ง 2569 จับตาภาคเหนือตอนบน ‘เชียงใหม่-ลำพูน’ เมืองใหญ่เมืองเด่นภาคเหนือ ประชาไทชวน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ่านกระดานคำนวณผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เชียงใหม่จากพื้นที่ที่ส้มเคยตีแตกได้ 7 สส. เขตเมื่อการเลือกตั้ง 2566 มาเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นเช่นไร พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้หรือไม่ในถิ่นเก่าคนเสื้อแดง และลำพูนจังหวัดโชว์เคสผลงานนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งเดียวของพรรคประชาชนจะส่งผลอย่างไรกับการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ ในขณะที่พรรคกล้าธรรม ‘ธรรมนัสเอฟเฟกต์’ จะมีผลต่อ สส.เขตในพื้นที่ชิงดำอย่างไร

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์
ผศ.ดร.ณัฐกร ปูพื้นเบื้องต้นเกี่ยวกับ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, พะเยา, แพร่ และน่านก่อนว่า “ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 และก่อนที่ทักษิณ ชินวัตร จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดสามารถมัดใจคนภาคนี้ได้ ไม่มีเลย แต่ละจังหวัดเสียงแตก มี สส. ปะปนกันหลายพรรคการเมือง ไม่ได้มีพรรคไหนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ไม่เหมือนประชาธิปัตย์ในภาคใต้ หรือพรรคชาติไทยกรณีสุพรรณบุรี ภาคเหนือเป็นพรรคอะไรก็ไม่รู้ สส.บางคนย้ายพรรคเป็นว่าเล่น แต่ก็ยังคงชนะเลือกตั้งเรื่อยมา ตอนนั้นคือเลือกที่คนเป็นหลัก จนกระทั่งทักษิณตั้งพรรคในปี 2541 พอถึงเลือกตั้งปี 2544 ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “พรรคไทยรักไทย” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย กลายเป็นพรรคประจำภาค ยิ่งการเลือกตั้งปี 2548 ไปถึงขั้นสามารถชนะยกภาคได้ที่นั่ง สส. ทั้งหมดทุกเขตทุกจังหวัด”
พรรคไทยรักไทยดำรงความนิยมมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะมีรัฐประหารกี่ครั้ง จนกระทั่งการรัฐประหารครั้งปี 2557 ที่เริ่มเข้ามาเปลี่ยนรื้อระบบเลือกตั้งมาเป็นแบบบัตรใบเดียวเลือกเขตและคำนวณสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ จึงมีการแตกแบงค์พัน ส่งพรรคเล็กลง จังหวะนี้เองที่พรรคเพื่อไทยเริ่มเสียตำแหน่งไปในบางพื้นที่ เช่นที่แพร่ สส. ทั้ง 2 เขตเป็นของพรรคอนาคตใหม่แทนที่ผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบไป ประกอบสถานการณ์บีบคั้นให้กลุ่มการเมืองของบางจังหวัดต้องย้ายสังกัดพรรค กรณีพะเยาค่อนข้างชัดเจน เพื่อไทยต้องเสียที่นั่ง 2 ใน 3 ของ สส. ให้กับพรรคพลังประชารัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นที่เชียงใหม่ สุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย โดน กกต. แจกใบส้มทำให้ต้องจัดเลือกตั้งซ้ำ และกลายเป็นศรีนวล บุญลือ ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ที่เอาชนะไปถล่มทลาย กรณีนี้เองส่งผลให้ กกต. แทบไม่กล้าแจกใบส้มกับใครอีกเลย
ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า มีเพียงแม่ฮ่องสอนที่เป็นข้อยกเว้น น่าจะเป็นจังหวัดเดียวที่อิทธิพลของพรรคมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนน้อยมาก ดูได้จากการที่ 2 อดีต สส. เปลี่ยนสีเสื้อลงเลือกตั้งครั้งนี้ และในยามแผนที่ภาคเหนือตอนบนปกคลุมด้วยสีแดงหรือสีส้ม แม่ฮ่องสอนกลับเป็นสีอื่น
หลังยุบพรรคอนาคตใหม่กลายเป็นพรรคก้าวไกล ประกอบกับตอนเลือกตั้งปี 2566 นิวเจนคนรุ่นใหม่มาแรง กับกระแสพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ฟีเวอร์มากเป็นผู้นำที่มีลูกเล่นในการพูด มีคาริสม่า (Charisma) คะแนนเลือกตั้งก็เทไปทางส้มเยอะ เกิดกระแสส้มในภาคเหนือขึ้นมาทัดเทียม จำนวนที่นั่ง สส. เขตระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลยันกันอยู่ที่ 14 ต่อ 14 บางจังหวัดส้มสามารถกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนั้นได้เลย เช่น ลำปาง (3 จาก 4 ที่นั่ง) เชียงใหม่ (7 จาก 10 ที่นั่ง)
“จังหวัดที่ส้มเจาะได้ถ้าดูแผนที่มักจะอยู่แกนกลาง เป็นพื้นที่ที่พัฒนามากกว่าพื้นที่อื่น ถ้าเอาทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยมาจับจะพบว่าคนที่อยู่ในพื้นที่พวกนี้ เขาก็อยู่กับวิถีชีวิตแบบเมือง วิธีคิดก็ไม่ต่างกับคนกรุงเทพฯ แนวโน้มมักเลือกพรรคการเมืองโดยดูรวมๆ โดยเฉพาะจากนโยบาย พวกนี้เขาก็เลือกส้ม แต่ว่าพื้นที่ส่วนริมเขาต้องการการพัฒนา เขาต้องการนักการเมืองที่มีพาวเวอร์พอจะดูแลผลักดันแก้ไขปัญหาให้เขาได้ ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือ เลือกคนที่มีศักยภาพในงบประมาณมาลงในพื้นที่ ด้วยอยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาสมันก็เลยทำให้วิธีคิดในการตัดสินใจเลือกต่างกัน เขาต้องเลือกคนที่เขาพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์ สโลแกนประมาณ “ใจถึง พึ่งได้” พื้นที่พวกนี้ส้มถึงเจาะไม่ได้”
ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคส้มยิ่งได้คะแนนสูงในพื้นที่ที่พึ่งพาบริการสาธารณะต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านจัดสรร หรือบ้านมีรั้วในภาษานักการเมือง ดูได้จากเขตของ สส.จีน (พุธิตา ชัยอนันต์) ที่มีอำเภอสันทราย หรือ สส.ตี๋ (ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์) ที่มีอำเภอหางดง ทั้งสองชนะถล่มทลาย คะแนนทิ้งอันดับสองค่อนข้างห่าง เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายของเมืองที่คนอาศัยในพื้นนั้นส่วนหนึ่งก็ย้ายหนีความแออัดออกจากเมืองชั้นในไป ซึ่งรวมถึงอำเภอสันกำแพง บ้านเกิดของคุณทักษิณ



ถ้าให้มองพื้นที่เชียงใหม่ เขต 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่สู้กันหนักมาก พรรคเพื่อไทยก็ปรับตัวดึงหมอโจ้ (นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล) มาลง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีต๊ะ นารากร มาแข่ง พรรคส้มยังจะได้คะแนนท่วมท้นในพื้นที่เหมือนการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอยู่ไหม
ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า รอบก่อนพรรคก้าวไกลชนะด้วยคะแนนนำเกือบ 20,000 คะแนนในเขตนี้ รอบนี้ถ้าถามว่าจะชนะไหม ผมยังคิดว่า สส.พลอย (เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู) มีภาษีดีกว่า แต่พยากรณ์คะแนนไม่ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะทางฝั่งเพื่อไทยให้ความสำคัญคัดเฟ้นผู้สมัครได้ดี เป็นหมอ คนหนุ่มไฟแรง แถมมีจักรกลการเมืองท้องถิ่น ทั้งระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาลช่วยหนุนเสริม ขณะที่ผลการเลือกตั้ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในเขตนี้ผู้คนก็เลือกเปล่งเสียงให้กับพรรคประชาชน ลงลึกไปถึงคะแนนรายหน่วย ส.องค์การบริหารส่วนจังหวัด 4 คน (จากทั้งหมด 5 คนในอำเภอเมือง) ก็กลายเป็นฐานของ สส.พลอยได้เหมือนกัน ที่สำคัญ การเลือกตั้งสองครั้งนี้ห่างกันเพียงปีเดียว และด้วยความที่เป็น สส.เก่า และพยายามปิดจุดอ่อนที่ สส. ของพรรคส้มถูกวิจารณ์เยอะเรื่องไม่ค่อยทำพื้นที่ ขนาดว่าหมู่บ้านผมมีงานทำบุญใส่บาตรตอน 6 โมงเช้า เขายังมา ขณะที่หมอโจ้ของเพื่อไทยเทน้ำหนักไปที่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย มีไลฟ์ตลอด ขึ้นเวทีดีเบตไม่ขาด
การที่เพื่อไทย “ยกเครื่อง” ปรับตัวเอาคนหน้าใหม่ภาพลักษณ์ดี คุณสมบัติครบเครื่องมาลงเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการแข่งขันโดยรวม สะท้อนการปรับกลยุทธ์แข่งขัน จากวิธีคิดเดิมอิงฐานเสียงตระกูลการเมือง เน้นส่ง สส. เก่า หรือบุตรหลานลงเป็นหลัก แต่หลายคนเป็น สส. 4-5 สมัย เป็นมาตั้งแต่สมัยทักษิณตั้งพรรคกลับแพ้หลุดลุ่ย ไม่ได้มีเพียงเขต 1 เท่านั้นที่ส่งคนรุ่นใหม่ลง ยังมีเขตอื่นอีก เช่น เขต 4 เขต 5 เป็นต้น ทว่าก็มักเป็นคนที่มีฐานทางการเมืองท้องถิ่นเป็นทุนเดิม เช่น โน๊ต ภานุ เจริญสุข ผู้สมัครเขต 4 เป็นอดีตนายกเทศมนตรี จบแม่โจ้ ซึ่งก็ตั้งอยู่ในเขต 4 นี้ด้วย พรรคเพิ่งจัดปราศรัยใหญ่ที่ ม.แม่โจ้ไป หรือหมอโจ้เองก็เป็นรองนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดมาก่อน ได้ตระเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามใหญ่ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์การเมือง
“เมื่อก่อนถ้าไม่ใช่คนเดิมลงก็ต้องเป็นลูกคนๆ นั้น พรรคก็เรียนรู้ว่าบางทีมันไม่ได้ผล ฐานเสียงไม่ได้ตามจากพ่อมาหาลูก”
ส่วนหลักคิดที่ว่าคนพื้นที่ไหนต้องลงพื้นที่นั้นเท่านั้นต่างกับพรรคประชาชนที่ สส.หลายคนไม่ได้มีบ้านอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นด้วยซ้ำ
การที่ส้มไปยกมือโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ อาจทำให้มีโหวตเตอร์เปลี่ยนใจจากส้มไปบ้าง แต่ไม่น่ามาก และเชื่อว่าไม่น่าจะกลับไปหาเพื่อไทยแล้ว อาจเลือกที่จะโหวตโนไปเลย ต้องรอดูผลคะแนนว่าจะมีเยอะแค่ไหน เพราะถ้าเยอะก็แสดงว่ามีนัย
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ใช่ผู้ท้าชิง การส่ง “ต๊ะ” นารากร ติยายน อดีตนักข่าวที่หลายคนรู้จักมาลง ผศ.ดร.ณัฐกรมองว่า คะแนนของต๊ะ นารากร จะสะท้อนถึงฐานความนิยมของพรรคการเมืองเก่าแก่ว่ายังคงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด หลักหลายพันคะแนนน่าจะพอมี ด้วยมีปัจจัยชื่อเสียงเชิงตัวบุคคลหนุนเสริมอยู่ด้วย
แต่ช่วงหลังมีการรณรงค์ให้มีการ “โหวตทางยุทธศาสตร์” หมายถึงให้เลือกพรรคที่มีโอกาสชนะสูงสุดในปีกอุดมการณ์เดียวกันแทนที่จะเลือกพรรคที่ชื่นชอบที่สุด เช่น ถ้าตั้งใจจะเลือกประชาธิปัตย์ (หรือรวมไทยสร้างชาติ) ก็สู้เลือกภูมิใจไทย (ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา) ไปเลย เพราะอนุทินมีโอกาสที่จะได้เป็นนายกฯ มากกว่าอภิสิทธิ์ เป็นการโหวตเพื่อไม่ให้ตัดคะแนนกันเอง เทคะแนนไปทางภูมิใจไทยให้สุด
การที่เพื่อไทยส่ง “เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกชายคุณแดง (เยาวภา) เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรอบนี้จะทวงคืนคะแนนฝั่งแดงของเชียงใหม่ได้ไหม
อาจารย์เชน โปรไฟล์ดีมาก เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย พูดจานิ่มนวลดูเป็นมิตร เคยผ่านสนาม สส. ที่สันกำแพง เมื่อปี 2557 ชนะแต่ไม่ได้เป็น เพราะการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทุกเวทีที่ปราศรัยทางภาคเหนือ เขาจะย้ำเสมอว่าเป็นคนเหนือ เกิดที่เชียงใหม่ และอู้กำเมืองได้ มูฟนี้น่าจะทำงานกับกลุ่มคนที่รักศรัทธาพรรคเพื่อไทยเพราะตัวทักษิณ และใช้ได้ผลในบางเขต แต่อาจไม่มีผลต่อผู้เลือกตั้งทั่วไปมากเท่ากับการสร้างความเชื่อมั่นให้ สส. ไปต่อกับพรรค
“ภาพรวมทั้งภาคทั้งภาคเหนือตอนบน (8 จังหวัด 34 เขต) คิดว่าเพื่อไทยจะเฉือนพรรคประชาชน ได้ที่นั่งคืนมาจากบางเขตบางจังหวัด แต่ก็อาจจะเสียที่นั่งเดิมที่มีไปได้เหมือนกัน แต่ที่น่าจับตาที่สุดไม่พ้นพรรคกล้าธรรม ซึ่งน่าจะปักธงเพิ่มได้หลายเขต โดยเฉพาะพื้นที่ชายขอบ”
“ต้องดูรายจังหวัด จังหวัดใหญ่ที่มีหลายเขต ผลเลือกตั้งมีแนวโน้มจะออกมาหลากสี เชียงใหม่อาจเป็นส้มมากกว่า เชียงรายเป็นแดงมากกว่า ส่วนจังหวัดเล็กจะมีแนวโน้มเป็นสีเดียวกัน พะเยาเป็นสีเขียว ลำพูนเป็นสีส้ม น่านเป็นสีแดง”

ส่วนลำพูนโมเดลถูกพูดถึงเยอะ ในแง่ที่ว่าจะกลายเป็นจังหวัดแรกหรือไม่ที่พรรคประชาชนประสบความสำเร็จทั้งการเมืองท้องถิ่นระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด และการเมืองระดับชาติ (ได้ สส.ทั้ง 2 เขต)
ผศ.ดร.ณัฐกรมองว่า ลำพูนเป็นโชว์เคสของพรรคประชาชนที่ทุ่มสรรพกำลังเข้าไปทำเพื่อให้เห็นว่าแค่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ถ้าลองมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศจะขนาดไหน ผลงาน 1 ปีเต็มของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดประชาชนทำให้คนลำพูนโดยมากรู้สึกว่าเลือกไม่ผิด รถเมล์ EV คิดทีหลัง แต่จะได้ใช้ก่อนจังหวัดใหญ่ข้างเคียง (ต้นเดือนเมษายนนี้) การกระจายงบเอาไปลงในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง (เช่น สนามกีฬาลี้, รพ.สต.) ฯลฯ อาจช่วยพิสูจน์ว่าจักรกลการเมืองท้องถิ่นเข้มแข็งกว่ากลไกรัฐฝ่ายท้องที่
กำนันต้อม (ชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์) ผู้สมัคร สส.ลำพูน เขต 2 ที่แพ้อย่างฉิวเฉียดสมัยการเลือกตั้งปี 2566 ก่อนจะลงแก้ตัวรอบนี้ก็ถูกดึงไปเป็นรองนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อสร้างผลงาน คล้าย ๆ กับที่เพื่อไทยทำอยู่เหมือนกัน
ผศ.ดร.ณัฐกรฟันว่า กรณีพะเยาไม่มีพลิกล็อก เชื่อว่ายุทธศาสตร์ “จังหวัดนิยม” ที่สะท้อนผ่านคำปราศรัยหาเสียงของธรรมนัสบนหลายเวทีจะยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของชาวพะเยาส่วนใหญ่ นั่นคือ เลือก สส.พรรคเดียวกันยกจังหวัดเพื่อให้เข้าไปเป็นรัฐบาล สร้างความภูมิใจที่มีนักการเมืองนำพาความเจริญมาสู่จังหวัด โครงการที่พูดถึงเยอะมากช่วงเลือกตั้งก็คือ อควอเรียมริมกว๊านพะเยา ยุทธศาสตร์เดียวกับที่บรรหาร ศิลปอาชา และเนวิน ชิดชอบ เคยใช้กับสุพรรณบุรีและบุรีรัมย์อย่างได้ผลมาตลอด
แน่นอน กล้าธรรมจะขยายแนวคิดนี้ออกไปสู่อำเภอชายแดนของบางจังหวัดที่ต้องการความช่วยเหลือและการพัฒนาสูง เช่น แม่สาย ฝาง โดยส่งนักการเมืองที่ฐานเสียงแน่นฐานะดีลงชน ขณะที่พื้นที่เดิมก็ต้องรักษาไว้ให้ได้ อย่างเชียงใหม่ เขต 7 (นเรศ ธำรงทิพยคุณ สส.สมัยแรกที่ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วย) แม่ฮ่องสอน เขต 1 (ปกรณ์ จีนาคำ)
พรรคที่สามของภูมิภาคนี้ที่เป็นตัวสอดแทรกในหลายเขตเลือกตั้งก็คือ พรรคกล้าธรรมนี่แหละ ไม่ใช่ภูมิใจไทย











