
เทียบผลเลือกตั้งรายจังหวัด เปลี่ยนไปอย่างไรจากปี 2566

ที่มาของภาพ : EPA
ผลการเลือกตั้ง 2569 เกิดปรากฏการณ์ “หักปากเซียน” ทั้งผลรวม สส. ระดับประเทศ และแบบแบ่งเขตในระดับพื้นที่ โดยบางจังหวัดที่เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคการเมืองบางพรรค กลับมีเก้าอี้ สส. ที่สวนทางกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
.รวบรวมจังหวัดที่ผลการเลือกตั้งพลิกผัน เก้าอี้ สส. เกิดการเปลี่ยนแปลง
8 จังหวัดสีส้มที่เคยกวาด สส. ยกจังหวัด เสียเก้าอี้ให้พรรคอื่น 5 จังหวัด
ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ของพลพรรคสีส้ม สร้างปรากฏการณ์ “ปักธงสีส้ม” กวาด สส. ยกจังหวัดได้ถึง 8 จังหวัด รวมเก้าอี้ สส. ทั้งสิ้น 32 เขต ได้แก่ สมุทรปราการ (8 เขต), นนทบุรี (8 เขต), สมุทรสาคร (3 เขต), สมุทรสงคราม (1 เขต), ระยอง (5 เขต), จันทบุรี (3 เขต), ตราด (1 เขต) และจังหวัดภูเก็ต (3 เขต)
ผลการเลือกตั้ง 2569 ปรากฏว่า พรรคสีส้มที่เคยได้ยกจังหวัดกลับสูญเสียที่นั่ง สส. ให้กับพรรคอื่น ไป 5 จังหวัด ดังนี้
- สมุทรปราการ: ปี 2566 สีส้มยกจังหวัด 8 เขต/ ปี 2569 ประชาชน 7 เขต ภูมิใจไทย 1 เขต
- สมุทรสาคร: ปี 2566 สีส้มยกจังหวัด 3 เขต/ ปี 2569 ประชาชน 2 เขต ภูมิใจไทย 2 เขต
- ระยอง: ปี 2566 สีส้มยกจังหวัด 5 เขต/ ปี 2569 ประชาชน 3 เขต ประชาธิปัตย์ 1 เขต ภูมิใจไทย 1 เขต
- จันทบุรี: ปี 2566 สีส้มยกจังหวัด 3 เขต/ ปี 2569 ภูมิใจไทย ยกจังหวัด 3 เขต
- จังหวัดภูเก็ต: ปี 2566 สีส้มยกจังหวัด 3 เขต/ ปี 2569 ประชาชน 2 เขต กล้าธรรม 1 เขต
ฐานที่มั่นสีส้ม จ.จันทบุรี พ่ายภูมิใจไทยยกจังหวัด
หนึ่งในจังหวัดภาคตะวันออกซึ่งพรรคสีส้มสามารถปักธงได้ยกจังหวัด 3 เขตตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ ที่ลงเลือกตั้งในปี 2562 เป็นครั้งแรก และครองเก้าอี้ สส. ของจังหวัดนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นในการเลือกตั้ง 2566 ครั้งนี้พรรคสีส้มกลับไม่สามารถรักษาเขตใดไว้ได้เลย

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 94% จาก กกต. ปรากฏว่าในการเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่ง สส. ไปทั้งจังหวัด รวม 3 เขต
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนส่งผู้สมัครเดิม 2 คน ในเขต 1 และ 2
ส่วนเขตที่ 3 มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร การเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลส่ง ญาณธิชา บัวเผื่อน ลงชิงชัยและได้รับเลือก แต่ในการเลือกตั้ง 2569 พรรคก้าวไกลส่ง ไพโรจน์ บัวเผื่อน พี่ชายของญาณธิชาลงสมัคร แต่แพ้การเลือกตั้ง
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดStop of ได้รับความนิยมสูงสุด
ที่นั่ง สส. ทั้ง 3 เขตของ จ.จันทบุรี ถูกเปลี่ยนจากส้มยกจังหวัดเป็น “น้ำเงิน” ทุกเขต โดยผู้สมัครของภูมิใจไทยทั้ง 3 เขต ได้แก่ สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ เขต 1, คัมภีร์ ชื่นบาน เขต 2, ชรัตน์ เนรัญชร เขต 3 เป็นกลุ่มนักการเมืองบ้านใหญ่ที่ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยโดยการนำของนายสุชาติ ชมกลิ่น
พรรคประชาชน เสียเก้าอี้ สส.ระยอง 2 เขตให้ “ปิตุเตชะ” จากภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

ในการเลือกตั้งปี 2566 ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตของพรรคก้าวไกล ชนะแลนด์สไลด์ใน จ.ระยอง ทั้งหมด 5 เขตการเลือกตั้ง
ในสนามเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาชน เลือกส่งผู้สมัครคนเดิม 4 จากทั้งหมด 5 เขต โดยมีผู้สมัครคนใหม่ในเขต 3 และเขต 5
ทั้งนี้ หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 สส.แบบแบ่งเขต จ.ระยอง เขต 3 ของพรรคก้าวไกล นครชัย ขุนณรงค์ ประกาศลาออกจากการเป็น สส. เพราะเคยถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ในการเลือกตั้งซ่อม ภายหลัง พงศธร ศรเพชรนรินทร์ จากพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งซ่อม โดยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์
พงศธรลงสมัคร สส. แบบแบ่งเขต ในเขต 3 เช่นเดิมในการเลือกตั้ง 2569 แต่ไม่สามารถรักษาที่ไว้ได้
หลังนับผลคะแนนการเลือกตั้ง 2569 นับแล้ว 94% ปรากฎว่าพรรคประชาชน แพ้การเลือกตั้งไป 2 เขต
- เขต 3 พ่ายให้กับ พศิน ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ คะแนนห่างกันราว 2,600 คะแนน
- เขต 4 พ่ายให้กับ ฉัตรชัย ปิตุเตชะ จากพรรคภูมิใจไทย คะแนนห่างกันราว 14,053 คะแนน
พศิน เป็นหลานชายนายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ระยอง ผู้จัดการทีมฟุตบอลระยอง เอฟซี และเป็นพี่คนโตของบ้านใหญ่ ซึ่งประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2567 ก่อนไปเปิดตัวทำงานการเมืองในนามพรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน พ.ย. 2568
ส่วนฉัตรชัย เป็นบุตรชายของธารา ปิตุเตชะ ที่เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น สส. ระยอง 4 สมัย และอดีตเลขานุการนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง
เพื่อไทยสูญพันธุ์เชียงใหม่ บ้านเกิดอดีตสามนายกฯ ชินวัตร
จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดของสองอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ซึ่งถือเป็น “จังหวัดที่แพ้ไม่ได้” และ “ไม่เคยแพ้” ของพรรคฝ่ายทักษิณ นับจากตั้งพรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาถึงพรรคพลังประชาชน (พปชร.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้ง 2566 ถูกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ตีแตกทั้งสิ้น 7 เขต จากทั้งหมด 10 เขต และได้ สส. มาเพียง 2 เขตเท่านั้น ได้แก่ เขต 5 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และเขต 10 ศรีโสภา โกฎคำลือ
ทว่าในการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรักษาเก้าอี้ สส. เขตเชียงใหม่ ไว้ได้แม้แต่เก้าอี้เดียว โดยเขต 5 ที่ครั้งนี้ส่ง อัจฉรารัตน์ นันทะเสน ลงแทนนายจุลพันธ์ หัวหน้า พท. แพ้ให้กับ สมชิด กันธะยา จากพรรค ปชน. ส่วนเขต 10 แพ้ให้กับ นรพล ตันติมนตรี จากพรรคกล้าธรรม (กธ.)
ส่วนพรรคสีส้ม ก็ได้ที่นั่ง สส.เชียงใหม่ลดลง 1 เขต เหลือ 6 เขต โดยอีก 4 เขต เป็นของพรรคกล้าธรรม (กธ.)
เมื่อเทียบกับปี 2566 ก้าวไกลได้ สส. 7 เขต, เพื่อไทย 2 เขต และพลังประชารัฐ 1 เขต

ชลบุรี 2 สี เมื่อ 2 “บ้านใหญ่” ประสานพลังขยี้พรรคประชาชน
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 95% จาก กกต. พบว่าพรรคประชาชนสูญเสียที่นั่งให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ขุมกำลังจาก สส. บ้านใหญ่ “คุณปลื้ม” เดิมที่เคยชนะมาก่อนหน้านี้
ในการเลือกตั้งปี 2566 อดีตพรรคก้าวไกลได้ไป 7 เขต จากทั้งหมด 10 เขต ส่วนภูมิใจไทย, เพื่อไทย, และรวมไทยสร้างชาติ ได้ไปคนละ 1 เขต แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคส้มได้ สส. เพียง 5 เขตเท่านั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยกวาดไป 5 เขต แบ่งชลบุรีออกเป็น 2 สี
เมื่อดูจากผลการนับคะแนนดังกล่าว พบว่าพรรคประชาชนเสียที่นั่งเดิมไป 3 เขต ดังนี้
เขตที่พรรคส้มพ่ายไป ได้แก่ เขต 1 ซึ่งเดิมมีนายวรท ศิริรักษ์ เป็นผู้แทนฯ แต่ในปีนี้นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติมาภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้ไปได้ ด้วยคะแนนห่างกันประมาณ 4,000 คะแนน นี่เป็นการทวงคืนเก้าอี้จากนายสุชาติ ซึ่งเดิมทีเคยเป็น สส. ในเขตนี้อยู่แล้ว และขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลุ่มทรงอิทธิพลในฐานะ “บ้านใหม่” เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 สูสีกับบ้านใหญ่อย่าง “คุณปลื้ม”
คืนที่ผ่านมา นายสุชาติประกาศชัยชนะและเคี้ยวส้มโชว์ผู้สื่อข่าว สื่อเป็นนัยว่าบดขยี้คู่แข่งจากอีกพรรคได้ ภายหลังจากที่เขาย้ายไปซบภูมิใจไทยในนาม “กลุ่ม 16” ของพรรครวมไทยสร้างชาติเดิม

เขต 3 เดิมทีเป็นของนายชวาล พลเมืองดี จากพรรคประชาชน แต่ในปีนี้เขาพ่ายให้กับ ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบ้านใหญ่ของนายสนธยา คุณปลื้ม ที่ไหลเข้ามาอยู่ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
เขต 8 เดิมทีมีนายจรัส คุ้มไข่น้ำ นั่งเป็น สส. ของพรรคส้ม แต่ในปีนี้พรรคประชาชนส่ง น.ส.มนัสวิน จันทร์เจริญ ลงชิงชัยรักษาตำแหน่งแทน แต่ก็พ่ายให้กับนายเชาวลิตร แสงอุทัย ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ “คุณปลื้ม” ด้วยคะแนนทิ้งห่างราว 2,990 คะแนน
ส่วนพื้นที่พรรคประชาชนชนะได้มาใหม่ คือ เขต 10 ซึ่งเดิมทีมีนายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ เป็น สส. เขตนี้
แต่ในการเลือกตั้งปีนี้ แชมป์เดิมย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรมและได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ส่วนนายธนาธาร ประมูลพงษ์ จากพรรคประชาชน เฉือนชนะนายพนธกร ใคร่ครวญ จากกลุ่มคุณปลื้มที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยไปประมาณ 3,400 คะแนน
พรรคสีส้มถูกกล้าธรรมตีแตก 1 เขตที่จังหวัดภูเก็ต
ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล กวาด สส. แบบแบ่งเขตจำนวน 3 ที่นั่ง ยก จ.จังหวัดภูเก็ต
ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลทั้งสามมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ทุกเขตคะแนนห่างจากคู่แข่งที่มาเป็นอันดับสองในหลักพัน
ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาชน เลือกส่งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตคนเดิมทั้ง 3 เขตการเลือกตั้ง ของ จ.จังหวัดภูเก็ต
ทว่า ผลการเลือกตั้งหลังนับคะแนนไปได้ราว 94% พบว่า พรรคประชาชนสามารถรักษาฐานเสียงได้เพียง 2 จากทั้งหมด 3 เขต ใน จ.จังหวัดภูเก็ต ซึ่งคือเขต 1 และ 2
ขณะที่เขต 3 พ่ายให้กลับ พรรคกล้าธรรม ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า เป็นแคนดิเดตนายกฯ
ผู้โค่นแชมป์เก่าใน จ.จังหวัดภูเก็ต เขต 3 คือ อรทัย เกิดทรัพย์ จากพรรคกล้าธรรม
เธอเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนากล้า ในการเลือกตั้งปี 66 ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง รองจากผู้สมัครของพรรคก้าวไกล ใน จ.จังหวัดภูเก็ต เขต 3 ในตอนนั้นคะแนนต่างกันราว 3,900 คะแนน
ในการเลือกตั้ง 69 อรทัย ที่ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 29,771 เสียง โค่นแชมป์เก่า ฐิติกันต์ ฐิติพฤติกุล ที่ได้คะแนนมาเพียง 19,818 เสียง ในการเลือกตั้ง จ.จังหวัดภูเก็ต เขต 3

ประชาชนยังเกาะปทุมธานีไว้ได้ แม้ถูกแบ่งเขตโยกฐานเสียง
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ปทุมธานีมีเขตเลือกตั้งเพิ่มเป็น 8 เขต จากเดิมที่เคยมี 7 เขต ซึ่งถูกบางฝ่ายมองว่าเป็นการหั่นเขตเมืองฐานเสียงหลักของพรรคส้มไปผสมกับฐานเสียงของพรรคอื่น
ผลนับคะแนนของ จ.ปทุมธานี ดำเนินไปแล้ว 95% จากข้อมูลของ กกต.
ในการเลือกตั้งปี 2566 อดีตพรรคก้าวไกลคว้าไปได้ 6 เขต ส่วนอีก 1 เขตเป็นของพรรคเพื่อไทย แต่ในการเลือกตั้งปีนี้ ปทุมธานีแบ่งออกเป็น 3 สี ได้แก่ พรรคประชาชน 5 เขต พรรคภูมิใจไทย 2 เขต และพรรคเพื่อไทย 1 เขต
แม้โดนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แต่พรรคส้มก็ยังเกาะพื้นที่ปทุมธานีไว้ได้ ส่ง สส. ทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า เข้าสภา ได้แก่ นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ (เขต 1), นายเอกศักดิ์ หอมชื่น (เขต 3), นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ (เขต 4), นายเชตะวัน เตือประโคน (เขต 5), และนายธนภัทร ตระกูลภูชัย (เขต 6)
ส่วนพรรคภูมิใจไทยคว้าไปได้ 2 เขต ได้แก่ น.ส.พรพิมล ธรรมสาร (เขต 8) และ นายพิษณุ พลธี (เขต 7)
สำหรับ น.ส.พรพิมลนั้นเป็น สส. ของพรรคสีแดงใน จ.ปทุมธานี มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย, พลังประชาชน, มาจนถึงเพื่อไทย ก่อนย้ายมาซบพรรคภูมิใจไทยในปี 2564
ขณะที่นายพิษณุได้แรงสนับสนุนจากนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ “นายกฯ เบี้ยว” อดีตนายกเทศมนตรี ต.ธัญบุรี และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อของภูมิใจไทย ช่วยหาเสียงอย่างแข็งขัน
ด้านพรรคเพื่อไทยคว้า สส. เขต 2 ได้จากชัยชนะของนายศุภชัย นพขำ อดีต สส.เพื่อไทยปี 2562 และเป็นลูกชายนายสายัณ นพขำ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี
เพื่อไทยถูกค่ายน้ำเงินโค่นที่ จังหวัดศรีสะเกษ

ที่มาของภาพ : พรรคภูมิใจไทย
เพื่อไทยได้ สส. จาก จ.ศรีสะเกษ มากที่สุดมาโดยตลอด ครองจำนวน สส. ทั้งหมด 7 เขต จากทั้งหมด 9 เขตเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุด 2562 และ 2566
ทว่าในการเลือกตั้งปี 2569 กลายเป็นว่าภูมิใจไทยยึดไปทั้งหมด 8 เขต และเหลือสีแดงอยู่ที่เขต 7 เพียงเขตเดียวเท่านั้น จากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 95% โดย กกต.
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการวันเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหาเสียงในพื้นที่ศรีสะเกษว่าเป็นจังหวัดที่ “พวกเราเป็นห่วงมากที่สุด” เมื่อเกิดการสู้รบไทย-กัมพูชา และมีแค่พรรคน้ำเงินเท่านั้นที่ “เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล” เพราะไม่ได้อะไรแน่นอน ขณะที่พรรคอื่นอาจเปิดด่าน คืนดินแดน หรือเปิดการเจรจา
เพื่อไทยเสียเขต 1 ให้กับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็น สส. เขตนี้มาก่อนแล้วเมื่อปี 2562 แต่สอบตกในปี 2566
ตามมาด้วยเขต 2 เพื่อไทยเสียเก้าอี้ให้กับนายศุภกิจ สีหาภาค วัย 33 ปี อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ศรีสะเกษ
ขณะเดียวกัน ภูมิใจไทยได้ สส. เพิ่มอีก 2 ที่นั่งจากเขต 4 และ เขต 9 ด้วยฝีมือของบ้าน “ไตรสรณกุล” ที่ชิงชัยกับ สส. เจ้าของพื้นที่เดิมที่ย้ายพรรคจากเพื่อไทย ไปกล้าธรรม ได้แก่ ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ เขต 4 และ นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร เขต 9 ทว่าก็แพ้ค่ายสีน้ำเงินในการเลือกตั้งรอบนี้
นอกจากนี้ภูมิใจไทยยังสอยเขต 6 จากการส่งนายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ หรือ “อดีต สจ.ออดี้” ปะทะแชมป์เก่าจากเพื่อไทยหลายสมัย

ภูมิใจไทยรุกคืบนครราชสีมา
ทั้ง 16 เขตเลือกตั้งของ จ.นครราชสีมา นับคะแนนไปแล้ว 95% จากข้อมูลล่าสุดของ กกต.
การเลือกตั้งครั้งนี้ภูมิใจไทยได้ สส. เพิ่มขึ้นใน 2 เขต ที่เคยเป็นของเพื่อไทยมาก่อน ทำให้พรรคสีแดงเหลือ สส. ในพื้นที่เพียง 10 ที่นั่ง จากเดิมที่เคยมี 12 ที่นั่ง
สำหรับเขตที่ภูมิใจไทยคว้ามาได้ ได้แก่ เขต 10 เนื่องจากนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ โค่นแชมป์เก่าอย่างนายอภิชา เลิศwชรกมล อดีต สส.เพื่อไทย จนทวงคืนตำแหน่ง สส.โคราชกลับมาได้อีกครั้ง
ด้านนายตติรัฐ รัตนเศรษฐ หนึ่งในทายาทตระกูลบ้านใหญ่ดั้งเดิมของนครราชสีมา ย้ายออกจากพรรคพลังประชารัฐในสมัยที่แล้วมาลงชิงชัยในนามค่ายสีน้ำเงินและโค่นนายพรเทพ ศิริโรจนกุล แชมป์เดิมจากพรรคเพื่อไทย
ส่วนพรรคส้มเสียเขต 2 ให้กับนายวัชรพล โตมรศักดิ์ “กลุ่มสุวัจน์” ที่ย้ายจากพรรคชาติพัฒนากลับมายังพรรคเพื่อไทย แต่พวกเขายังตรึงจำนวน สส. ได้เท่าสมัยที่แล้ว เนื่องจากได้อีก 1 เขตเพิ่มเข้ามา
ในเขต 14 นายหนึ่ง ขัติยะนนท์ จากพรรคประชาชน ชนะ นพ.วัชรากร เลิศด้วยลาภ จากพรรคเพื่อไทย ผู้เป็นลูกชายนายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ อดีต สส.เพื่อไทย ใน จ.นครราชสีมา ซึ่งเคยชนะในเขตนี้มาก่อน แต่ส่งลูกชายลงแทนในการเลือกตั้งครั้งนี้ และโดนพรรคส้มเฉือนชนะไปกว่า 3,000 คะแนน

อุบลฯ ไทรวมพลังได้ สส.เพิ่มเป็น 4 เขต เท่าภูมิใจไทย ส่วนเพื่อไทยเหลือ 3 ที่นั่ง
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. 94% ที่ จ.อุบลราชธานี ทั้งหมด 11 เขต แบ่งเก้าอี้ สส. กันระหว่างสามพรรคการเมือง โดยพรรคภูมิใจไทย และไทรวมพลัง ได้ที่นั่ง สส. มากที่สุดพรรคละ 4 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทยที่ได้ สส. เหลือ 3 ที่นั่ง จากการเลือกตั้ง 2566 ที่ได้ สส. 4 คน
พรรคไทรวมพลัง เมื่อปี 2566 ได้ สส. 2 คน ในเขต 3 และเขต 10 เลือกตั้งรอบนี้ พวกเขาได้เพิ่มมาอีกสองเขตได้แก่ เขต 2 และ 9 โดยเขต 9 ผู้สมัครคือ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้คะแนน 41,801 เสียง เอาชนะ รำพูล ตันติวณิชชานนท์ กล้าธรรม (ย้ายมาจากไทยสร้างไทย) ซึ่งได้ 14,530 คะแนน

พรรคไทรวมพลัง มีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู เป็นหัวหน้าพรรค เขาเป็นลูกชายของมนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ ซึ่งเป็นพี่สาว ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผู้เป็นภรรยาของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือกำนันป้อ อดีต รมช.คมนาคม โดยพรรคไทรวมพลังถูกขนานนามว่าคือ “ค่ายแป้งมันเอี่ยมเฮง” แห่งอาณาจักรแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรมใน จ.นครราชสีมา
สำหรับนางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เคยลงสมัครนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลฯ เมื่อปี 2567 แต่แพ้ให้กับ กานต์ กัลป์ตินันท์ จากพรรคเพื่อไทย ก่อนมาลงสนามเลือกตั้งระดับชาติในครั้งนี้
ส่วนเขตน่าสนใจอีกเขตคือ เขต 7 ที่ “กานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.เพื่อไทยสมัยที่แล้ว ย้ายมาลงให้ภูมิใจไทย ซึ่งส่งผลให้เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ผู้สมัครภูมิใจไทยเดิมของเขตนี้ ย้ายสลับไปอยู่ค่ายสีแดง
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เขต 7 อุบลฯ เป็นเขตที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เดินทางมาช่วยหาเสียงเลือกตั้งด้วยตนเอง ซึ่งผลเลือกตั้งปรากฏว่า สุดารัตน์ที่แม้จะย้ายค่ายยังคงรั้งเก้าอี้ สส. เอาไว้ได้ โดยผลนับคะแนน 94% จาก กกต. สุดารัตน์ ได้เสียงโหวต 42,705 เสียง ส่วนอันดับสอง เชิดศักดิ์ จากเพื่อไทย ได้ 33,189 เสียง
สงขลา 9 เขต สีน้ำเงิน-เขียว-ฟ้า
ดินแดนเมืองหลวงแห่งภาคใต้ตอนล่างที่ครั้งหนึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์ (ปชป.) บัดนี้ถูกแบ่งเก้าอี้ สส. เป็น 3 พรรค ใน 9 เขตเลือกตั้ง ผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. นับแล้ว 94% เป็นของพรรคภูมิใจไทย 4 ที่นั่ง, กล้าธรรม 3 ที่นั่ง และประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง
การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ประชาธิปัตย์กวาดไป 6 เขต ส่วนอีกสามเขต แบ่งกันพรรคละ 1 คือรวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย
ในการเลือกตั้งปีนี้ สส.ประชาธิปัตย์สมัยที่แล้วย้ายไปลงพรรคอื่น 5 เขต และสอบผ่านทั้งหมด ได้แก่ ภูมิใจไทย 2 เขต ได้แก่ เขต 1 สรรเพชญ บุญญามณี, เขต 3 สมยศ พลายด้วง
กล้าธรรม 3 เขต ได้แก่ เขต 4 ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว, เขต 5 เดิมเป็น เดชอิศว์ ขาวทอง ปีนี้ส่งบุตรชาย วงศ์วชร ขาวทอง ลงในสังกัดกล้าธรรม และเขต 8 สุรินทร์ ปาลาเร่

สำหรับเขตเลือกตั้งที่พรรคสีฟ้ายังคงรักษาไว้ได้คือ เขต 2 หาดใหญ่ (เฉพาะคลองอู่ตะเภา, หาดใหญ่) จูรี นุ่มแก้ว ได้เสียงโหวต 30,686 คะแนน ชนะอันดับสอง หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พรรคประชาชนขาดลอยกว่า 9 พันเสียง โดยหมอสุภัทรได้คะแนนจากชาวหาดใหญ่ไป 21,162 คะแนน และเขต 9 ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ได้คะแนน 46,357
นอกจากนี้ เขต 4 สทิงพระ, กระแสสินธุ์, ระโนด, สิงหนคร (เฉพาะชะแล้, บางเขียด, ม่วงงาม, รำแดง, วัดขนุน) ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว อดีต สส.พรรคสีฟ้า ที่ย้ายมาอยู่กล้าธรรม กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ โกยคะแนนไป 43,872 เสียง
ประชาชาติยังตรึงยะลาไว้ได้ แม้ถูกล้อมไปด้วยกล้าธรรมและภูมิใจไทย
ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมี สส. ทั้งหมด 17 ที่นั่ง ตกเป็นของพรรคประชาชาติ 7 เขต, พลังประชารัฐ 3 เขต, ภูมิใจไทย 1 เขต, รวมไทยสร้างชาติ 1 เขต, และประชาธิปัตย์ 1 เขต
ทว่าในการเลือกตั้งปีนี้ ความหลากหลายของพรรคในพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 3 ค่ายเท่านั้นที่สามารถสอยเก้าอี้ สส. ไปได้ นั่นคือภูมิใจไทย 5 เขต, ประชาชาติ 4 เขต, และกล้าธรรม 4 เขต ซึ่งเห็นได้ว่าประชาชาติแชมป์เดิมมีจำนวน สส. ลดลง แม้ยังคงตรึง 3 เขตของยะลาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ใน จ.ปัตตานี พรรคประชาชาติเสียเขต 1 ให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งส่งนายบาฮารุดดีน ยูโซะ หรือ “กำนันบาฮา” เอาชนะนายวราวิทย์ บารู ด้วยคะแนนทิ้งขาดหลักหมื่น
ส่วนเขต 2 ปัตตานี นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ จากพรรคประชาชาติ พ่ายให้กับนายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ คู่แข่งที่เคยอยู่เป็นผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐที่ย้ายมาสังกัดภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้
สำหรับเขต 5 ปัตตานี ได้ สส.หน้าเดิมที่ย้ายจากสังกัดพรรคประชาชาติไปซบอกภูมิใจไทย ทำให้เขตนี้เปลี่ยนจากสีทองเป็นสีน้ำเงิน
กล้าธรรมเจาะพื้นที่ 3 จังหวัดได้ ในเขต 4 จ.ปัตตานี, เขต 2 นราธิวาส และเขต 3 นราธิวาส เนื่องจากแชมป์เก่าซึ่งเคยสังกัดพรรคอื่นได้ย้ายไปซบพรรคกล้าธรรม และยังรักษาเก้าอี้ในเขตไว้ได้อีกสมัย
อีกส่วนหนึ่งได้มาจากชัยชนะของนายลุตฟี หะยีอีแต อดีต ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทยในสมัยที่แล้วที่ย้ายมาซบกล้าธรรม และโค่นแชมป์เก่า เขต 1 นราธิวาส อย่างนายวัชระ ยาวอหะซัน จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งปัจจุบันสังกัดภูมิใจไทย



นครศรีธรรมราช สีฟ้าเก้าอี้หาย 2 เขต
ในการเลือกตั้ง 2566 เมืองคอนครองด้วยสีฟ้าประชาธิปัตย์มากถึง 6 เขตเลือกตั้งจากทั้งหมด 10 เขต ส่วนค่ายน้ำเงินภูมิใจไทย ได้ 2 เขต ส่วนพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ แบ่งกันคนละเขต
การเลือกตั้งปีนี้เขตของ จ.นครศรีธรรมราช ถูกปรับลดเหลือ 9 เขต ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทย ได้ผู้สมัคร สส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 4 คน ได้แก่ ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ โดยผลการเลือกตั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ได้จำนวน สส. เขตเท่ากันที่ 4 เขต และพรรคกล้าธรรม 1 เขต
เขต 1 ทรงศักดิ์ มุสิกอง ประชาธิปัตย์
เขต 2 นันทวัน วิเชียร ภูมิใจไทย
เขต 3 พิทักษ์เดช เดชเดโช ประชาธิปัตย์
เขต 4 กนกพร เดชเดโช ประชาธิปัตย์
เขต 5 สมศักดิ์ แสงอารยะกุล กล้าธรรม
เขต 6 จอมไกร สวัสดิวงศ์ ประชาธิปัตย์
เขต 7 อภินันท์ สโมสร ภูมิใจไทย
เขต 8 อวยพรศรี เชาวลิต ภูมิใจไทย (ย้ายพรรคมาจากประชาธิปัตย์)
เขต 9 พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ภูมิใจไทย (ย้ายพรรคมาจากรวมไทยสร้างชาติ)














