ประชาไทชวน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 ภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, พะเยา, แพร่ และน่าน ที่ออกมาพลิกโพลล้มช้าง ล้มบ้านใหญ่ไปหลายเขต โดยเฉพาะเชียงใหม่พื้นที่ปักหลักสำคัญของเพื่อไทยที่ผลการเลือกตั้งช็อคคนทั้งประเทศไปด้วยการไม่เหลือที่นั่งของ สส. เขตจากค่ายแดงในจังหวัดบ้านเกิดทักษิณ ชินวัตร และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันพรรคประชาชนก็หืดขึ้นคอเสียเก้าอี้ สส. ไปหลายจังหวัด แม้จะพยายามปลุกกระแสส้มอย่างหนักในโซเชียลมีเดีย ส่วนม้ามืดสีเขียวตัวเด่นอย่างพรรคกล้าธรรมทะยานขึ้นมากวาดที่นั่ง สส. ภาคเหนือตอนบนไปแบบเกินคาด ฟังวิเคราะห์จากผศ.ดร.ณัฐกร เกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้ง 2569 ของภาคเหนือตอนบน
ผศ.ดร.ณัฐกร ถอดบทเรียนเลือกตั้ง 2569 ภาคเหนือตอนบนออกมาได้เป็นข้อสังเกต 3 ประเด็น ในการมองผลคะแนนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม
หนึ่ง แดงขาลง ฉากจบตระกูลการเมือง
ผลคะแนนการเลือกตั้งที่ออกในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงยุค “อวสาน” ของพรรคเพื่อไทย แม้ทางพรรคจะพยายามยกเครื่องตัวเอง หรือดึงยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สายตรงของตระกูลชินวัตรที่มีโปรไฟล์ดีมากมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่เพื่อไทยก็ยังกลับมาไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เอาแค่การรักษาพื้นที่เดิมยังทำไม่ได้ในหลายจังหวัด

ผศ.ดร.ณัฐกรมองว่า สัญญาณอันตรายนี้ของพรรคเพื่อไทยมีมาตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 เรื่อยมาจนถึงเลือกตั้ง 2566 และการเลือกตั้ง 2569 เป็นตัววัดว่าเพื่อไทยจะฟื้นคืนศรัทธากลับมาได้ไหม อย่างน้อยก็ควรจะต้องรักษาฐานที่มั่นเดิมไว้ได้ (14 ที่นั่ง) ไม่เสียพื้นที่เพิ่ม แต่ปรากฎว่าผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 ที่ออกมาเพื่อไทยโดนตีแตกกระจุย ได้ที่นั่ง สส. แบบแบ่งเขตเพียง 2 ที่นั่ง ที่เชียงรายเขต 1 และเขต 2 ซึ่งต่างก็เป็นผู้สมัครจากตระกูลการเมืองสำคัญที่มีปัจจัยด้านตัวบุคคลแข็งแรง หรือพูดง่ายๆ ต่อให้ว่าที่ สส.ธนรัช จงสุทธานามณี (เชียงราย เขต 1) สส. ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (เชียงราย เขต 2) ลงเลือกตั้งในนามพรรคอื่น ก็เชื่อว่าทั้งคู่ก็ยังจะชนะอยู่ดี
“เรียกได้ว่าเป็นขาลงของสีแดงโดยสมบูรณ์ เมื่อดูผลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อยิ่งเห็นชัด แทบไม่มีร่องรอยความนิยมของเพื่อไทยในภาคเหนือตอนบน เหลืออยู่ มีเพียงไม่กี่เขตเท่านั้นที่คนยังเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง (เขต 5 เชียงราย กับเขต 3 แพร่) กระแสพรรคร่อยหรอจนไม่มีพลังแล้ว กลายเป็นพรรคประชาชน สีส้มสว่างไสวเกือบเต็มพื้นที่ ผิดกับทางอีสานที่ต่อให้เพื่อไทยไม่ได้ สส.แบบเขต แต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ยังคงเป็นของเพื่อไทย ลมหายใจที่มีทางภาคเหนือจึงรวยรินเหลือเกิน”
“ขาลงของเพื่อไทยยังสัมพันธ์กับฉากจบของหลายตระกูลการเมือง ซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจพร้อมกับความรุ่งโรจน์ของพรรคไทยรักไทย และความชื่นชอบในตัวคุณทักษิณ ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีชูความเป็นนายกคนเมือง (ชาวภาคเหนือตอนบน) คนแรก เช่นที่แพร่ (เคยเป็นแดงทั้ง 3 เขต แต่ครั้งนี้แพ้หมดทุกเขต) เขต 3 วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรัฐมนตรี สส. 5 สมัยที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ต้องแพ้พ่ายให้กับผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชนคือ ลักษณารีย์ ดวงตาดำ อดีตโฆษกพรรคสามัญชน เป็นยิ่งกว่าล้มช้าง” ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์
นอกจากเอื้ออภิญญกุลที่แพร่แล้ว ยังมีเตชะธีราวัฒน์ที่เชียงราย โล่ห์สุนทรที่ลำปาง รามสูตที่น่าน เป็นต้น สาเหตุหนึ่งเพราะไม่ได้วางให้คนรุ่นหลาน (หรือรุ่นลูก) มารับไม้ต่อ สัมพันธ์กับความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยอย่างแยกไม่ออก
เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเพื่อไทยอยากกลับมาทวงพื้นที่ภาคเหนือตอนบนคืนต้องทำอย่างไร ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่า เป็นไปได้ยาก ขนาดรอบนี้เพื่อไทย “ยกเครื่อง” ขนานใหญ่แล้วยังไม่สามารถเรียกศรัทธาคืนกลับมาได้ ไม่ว่าการถ่ายเลืoดไปสู่คนรุ่นใหม่ เน้นหนักการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์เชนที่เป็นสายตรงคุณทักษิณ (หลาน) เข้ามาแล้ว นึกไม่ออกเลยว่ายังจะมีใครช่วยกอบกู้พรรคได้อีก แม้แต่เขตเลือกตั้งที่ 3 ที่มีอำเภอสันกำแพง (บ้านเกิดทักษิณ) รวมอยู่ด้วย คะแนนที่ออกมาก็ค่อนข้างขาดลอย แสดงถึงความนิยมที่ถดถอย”
สอง เขียวพาจังหวัดนิยมเข้าเส้นชัย
ต่อมา ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ว่า การก้าวขึ้นมาผงาดของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัย ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่งไปถึง 16 เขตจากทั้งหมด 34 เขต ชี้ให้เห็นว่าธรรมนัส พรหมเผ่า สามารถขยายอิทธิพลของ “จังหวัดนิยม” ที่มีพะเยาเป็นต้นแบบไปปักธงในจังหวัดอื่นได้สำเร็จ มียุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ชัดเจน เป็นพื้นที่ชายแดนชายขอบของการพัฒนา ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนยังมีความต้องการทรัพยากรอีกมาก เป็นเขตที่ส้มกับแดงชนะกันไม่ขาดเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน มองว่าตัวเองน่าจะมีโอกาสเจาะเข้า กรณีเชียงใหม่คือกวาดเรียบทั้ง 4 เขตทางตอนบน เขต 6 (อ.เชียงดาว, เวียงแหง, พร้าว, ไชยปราการ) เขต 7 (ฝาง, แม่อาย, ไชยปราการ) และตอนล่าง เขต 9 (ดอยหล่อ, จอมทอง, แม่วาง, แม่แจ่ม) เขต 10 (อมก๋อย, ดอยเต่า, ฮอด, แม่แจ่ม)
ไม่ใช่แค่ภาคเหนือ ในภาคใต้แถบสงขลาหรือสามจังหวัดชายแดน กล้าธรรมก็ใช้ยุทธศาสตร์ทำนองนี้ชิงพื้นที่รอบนอกมาได้บางส่วน
“พื้นที่ที่กล้าธรรมประสบความสำเร็จในเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะร่วมกัน เป็นพื้นที่ห่างไกล ต้องการการพัฒนา คนประกอบอาชีพเกษตรกร ต้องยอมรับ ธรรมนัสชูนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนึ้ชัดเจน โดยเฉพาะกับนโยบายเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนดตราครุฑ ยิ่งไปกว่านั้น พรรคกล้าธรรมยังมีหลังบ้านที่คอยบริหารจัดการคะแนนได้ดีมาก เท่าที่พอรู้มา น่าจะเป็นพรรคเดียวที่มีการทำโพลภายในความถี่รายสัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดยุทธวิธี อย่างตัดเกรดผู้สมัครว่าใครได้ลุ้นหรือหมดลุ้น โดยพร้อมจะทุ่มสรรพกำลังเข้าไปช่วยคนที่มีแนวโน้มจะชนะมากกว่า เช่นที่ไปตั้งเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายที่ฝาง และเขาก็ปักธงในพื้นที่เหล่านั้นได้จริงๆ”

ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ว่าชัยชนะทั้งหมดของกล้าธรรมน่าทึ่ง นอกจากมีระบบบริหารจัดการคะแนนที่มีประสิทธิภาพ และขายนโยบายที่เป็นไปได้จริงแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือ การคัดเฟ้นผู้สมัครได้ดี หมายถึงต้องมีทั้งฐานและฐานะ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความพร้อม
“สำหรับบางเขต แดง-ส้มมีก้อนคะแนนที่ต้องแย่งชิงกัน แต่ในเขตนั้น กล้าธรรมมีก้อนคะแนนของเขาเองเป็นกอบเป็นกำ ไม่มีใครมาแย่งแบ่ง ก็ชนะได้”
ส่วนพรรคสีน้ำเงินนั้น ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่า พรรคภูมิใจไทยแทบจะทิ้งพื้นที่ภาคเหนือตอนบนไปเลย ได้ไปเพียง 4 สส. เท่านั้น (แพร่ 2 เขต เชียงราย 1 เขต แม่ฮ่องสอน 1 เขต) ซึ่ง 2 ใน 4 เขต เป็น สส.เก่าเปลี่ยนสีเสื้อ ที่เชียงรายน่าสนใจ กล้าธรรมส่งผู้สมัครไม่ครบทุกเขต ส่ง 6 จาก 7 เขต โดยเขตที่ถูกเว้นไว้นั้น ผู้ชนะเป็นผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าน่าจะมีการสับหลีกให้กันระหว่างกล้าธรรมกับภูมิใจไทย เพื่อมิให้เกิดการตัดคะแนนกันเอง ไม่เหมือนภาคอีสานหรือภาคใต้ที่ภูมิใจไทยหมายมั่น
สาม ส้มทั้งจังหวัด ลำพูนโมเดล
ในด้านของพรรคประชาชนที่ส้มยึดทั้งจังหวัดได้ที่ลำพูน เป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดของประเทศที่ส้มชนะยกทั้งจังหวัดในรอบนึ้ (นอกนั้นคือ กรุงเทพฯ, นนทบุรี และสมุทรสงคราม) ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า ลำพูนเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ส้มครองอำนาจทางการเมืองสองชั้น ทั้งการเมืองระดับชาติ (สส. 2 เขต) และการเมืองระดับท้องถิ่น (นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชนะเลือกตั้งนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนส่งผลต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้ง สส.คราวนี้ เป็น “จังหวัดนิยม” ในอีกแบบ ที่ไม่ได้อาศัยความเป็นรัฐบาลเกื้อหนุน แต่ใช้ผลงานของท้องถิ่นล้วนๆ มาเรียกความนิยม มีส่วนสำคัญช่วยให้พรรคประชาชนคว้าที่นั่ง สส.เขต ในลำพูนเพิ่มได้อีก 1 เขต จากกำนันต้อม ชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ (เขต 2 ลำพูน ประกอบด้วยอำเภอป่าซาง, อำเภอเวียงหนองล่อง, อำเภอบ้านโฮ่ง, อำเภอทุ่งหัวช้าง และอำเภอลี้) จนเอาชนะยกจังหวัดได้เป็นแห่งแรกของภาคเหนือ
ตลอด 1 ปีที่พรรคประชาชนบริหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เห็นได้ชัดถึงความพยายามที่จะกระจายโครงการกระจายงบประมาณให้ทั่วถึง เน้นเอาไปลงที่ อ.ลี้ ในเขตเลือกตั้งที่เมื่อปี 66 แพ้ไปหวุดหวิด 3 พันกว่าคะแนนแตกต่างจากเดิมที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดละเลยพื้นที่ห่างไกลไป ภายใต้การนำของนายกเฮง วีระเดช ภู่พิสิฐ นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
การส่งผู้สมัครคนเดิมที่มีประสบการณ์ลงสนามมาก่อนทำให้มีความเจนจัด รู้ว่าต้องอุดข่องว่างตรงไหนที่เคยแพ้ เช่น บัตรเสียมากผิดสังเกต การที่มีเวลาทำพื้นที่นานทำให้มีความพร้อมจนพอที่จะล้มเจ้าของพื้นที่เดิมลงได้ ซึ่งไม่ใช่แค่กำนันต้อม ยังพบว่าที่ สส.ใหม่ของพรรคประชาชนที่มีลักษณะเดียวกันนึ้ (สอบตกครั้งก่อน และชนะคราวนี้) อีกถึง 3 เขต สจ.แดง (เขต 5 เชียงใหม่) ไนซ์ (เขต 1 น่าน) และทนายเต๊อะ (เขต 3 น่าน) ผศ.ดร.ณัฐกรตั้งข้อสังเกต
“เชียงใหม่เองก็เหมือนเป็นสองนคราประชาธิปไตย มีทั้งนครที่เป็นสีเขียวและนครที่เป็นสีส้ม ตรงกลางจังหวัดที่เจริญกว่าเป็นสีส้ม ตอนเหนือและตอนล่างที่ยังคงต้องการการพัฒนาอีกมากกลายเป็นสีเขียว ขณะที่พื้นที่สีแดงหายไปแล้ว”

ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่า พรรคประชาชนมีจุดอ่อนที่แบบเขต คนเชียงใหม่โดยรวมเลือกพรรคประชาชนในแบบบัญชีรายชื่อ แต่พอเป็นแบบเขต ไม่ได้กาให้ 2 ใบเสียทั้งหมด
“ส้มทำให้คนเลือกเขาทั้ง 2 ใบไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท คนที่เลือกส้มเขาเลือกแค่ใบเดียว (สส.ปาร์ตี้ลิสต์) เขาไม่กาอีกใบให้ (สส.แบ่งเขต) เขตจึงเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาชน ก็ต้องให้ความสำคัญต่อการเลือกเฟ้นคนที่จะมาเป็นผู้สมัครเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก ถ้าเกิดว่าคนตัดสินใจเลือกผู้แทนที่มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะมีพาวเวอร์ เช่น เกิดน้ำท่วมผู้คนลำบาก แต่หาก สส.ในพื้นที่เป็นฝ่ายค้านก็ช่วยเหลืออะไรชาวบ้านไม่ได้ เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ”
เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาชนต้องการได้ สส.แบบเขตเพิ่มขึ้น จะต้องแก้เกมอย่างไร
ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า “พรรคประชาชนต้องถอดบทเรียน ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาจนถึงครั้งนี้ คนเลือกคุณเป็นใคร และเลือกเพราะอะไร ถ้าน้ำหนักอยู่ที่ปรากฏการณ์คุณพิธาก็ต้องเฟ้นหาหัวหน้าพรรคที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นเรื่องนโยบายที่กล้าชน อย่างปิดสวิตช์ 3 ป. ทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ จนเกิดคำฮิตติดปากอย่างมีลุงไม่มีเราที่สะท้อนอุดมการณ์ว่าจะไม่จับมือกับผู้มีอำนาจที่ทำรัฐประหารอย่างเด็ดขาด แสดงว่าอะไร พรรคลดเพดานลงจากนี้ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่านโยบายรอบนี้ค่อนข้างอ่อน ม.112 ก็แตะไม่ได้แล้ว อาจจะเพราะอยากจะขยายฐานคนเลือก แต่ส่งผลมุมกลับ รวมถึงมูฟของพรรคในการไปยกมือให้อนุทิน โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล คุณไม่สามารถทำให้คนเชื่อว่าเราคือตัวแทนที่สู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงได้เหมือนอย่างตอนปี 2566 หรือไม่ หรือการเลือกคนมาลง สส.เขตยังทำได้ไม่ดีพอ บางพื้นที่ประชาชนพูดชัดว่าเขาเต็มใจเลือกส้ม แต่เขาไม่แฮปปี้กับคนที่พรรคเลือกมาลง ยุทธศาสตร์ข้างหน้าจึงขึ้นอยู่กับการย้อนถอดบทเรียนในอดีต ต้องหาคำตอบเหล่านี้ให้เจอเร็วที่สุด เพื่อตระเตรียมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป“











