
ภาวะโลกร้อน และสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยข้อมูลจากองค์กรวิจัย Climate Central พบว่า เมืองเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวทุกแห่งตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา มีอุณหภูมิในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉลี่ยอุ่นขึ้น 2.7 องศาเซลเซียส
ในปีนี้การแข่งขันที่ประเทศอิตาลี หากนับเฉพาะ เมืองหลักอย่าง คอร์ตินา มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 3.6 องศาเซลเซียส มากสุดในรอบ 70 ปี ส่งผลให้จำนวนวันอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหายไปราว 41 วันต่อปี ทำให้นักกีฬาต้องเจอกับหิมะที่มีความชื้นมากขึ้น แต่มีความบางลงกว่าเดิม พร้อมกับมีการเสี่ยงอันตรายมากขึ้น
ซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการชี้ว่า นับตัั้งแต่โอลิมปิกเกมส์ที่โซชิ รัสเซีย ปี 2014 เป็นต้นมา สภาพหิมะเละทำให้นักกีฬาไม่สามารถทำความเร็วและจังหวะกระโดดได้ตามคาด
คณะกรรมการโอลิมปิกสากล กำลังพัฒนาแนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่บังคับให้เมืองเดียวต้องจัดการแข่งขันทั้งหมด พร้อมกับมีการระบุเอาไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป จะกำหนดให้เจ้าภาพต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง นักวิทยาศาสตร์และนักกีฬาเตือนว่า การสูญเสียฤดูหนาวไม่ใช่แค่ปัญหาของกีฬา แต่เป็นวิกฤตน้ำและระบบนิเวศที่กระทบคนทั่วโลก หากไม่เร่งแก้ปัญหาโอลิมปิกฤดูหนาวอาจกลายเป็นอดีตอย่างแน่นอน
หิมะธรรมชาติกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยฤดูหนาวสูงกว่า -8 องศาเซลเซียส จะเกิด “หน้าผาการสูญเสียหิมะ” อย่างฉับพลัน หิมะเทียมกลายเป็นทางออกหลัก แต่ก็มีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิ ความชื้น และใช้ทรัพยากรน้ำ-พลังงานมหาศาล บางครั้งหิมะเทียมก็ละลายก่อนแข่งขันได้
เจสซี่ย์ ดิกกินส์ นักสกีโอลิมปิกครอสคันทรี ชาวสหรัฐอเมริกา วัย 34 ปี เปิดใจว่าสิ่งที่เธอกลัวที่สุดไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการแข่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของฤดูหนาวจากภาวะโลกร้อน และทำให้อาจจะไม่มีการแข่งขันอีกในอนาคต
เธอพบเห็นการแข่งขันที่แทบไม่มีหิมะ ฝนตกหนัก และต้องพึ่งหิมะเทียมทั้งฤดูกาล โอลิมปิกฤดูหนาวมิลาน-คอร์ตินา 2026 ก็ใช้เครื่องผลิตหิมะจำนวนมากเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปได้
ทั้งนี้หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงทศวรรษ 2050 จะมีสถานที่เหมาะสมจัดโอลิมปิกฤดูหนาวเหลือเพียง 52 แห่ง และพาราลิมปิกเหลือ 22 แห่ง หากปล่อยมลพิษต่อเนื่องอาจเหลือแค่ 4 แห่งเท่านั้นใมนอนาคตอันใกล้นี้












