12 องค์กรสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ร่วมในวาระครบรอบหนึ่งปีการผลักดันชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ระบุจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมและไม่สามารถติดต่อได้ มีเพียงภาพของ 6 คน ขณะที่อีก 34 คนยังหายสาบสูญ พร้อมเตือนการดำเนินการของไทยอาจละเมิดหลักไม่ส่งกลับ และเรียกร้องให้ไทย–จีนเปิดเผยข้อมูล อนุญาตการตรวจสอบอิสระ และคุ้มครองชาวอุยกูร์ที่ยังถูกควบคุมตัวในไทยไม่ให้เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 Toughen Rights เปิดเผยว่า 12 องค์กรร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมในวาระครบรอบหนึ่งปีรัฐบาลไทยผลักดันกลับผู้ลี้ภัยอุยกูร์ 40 คน ไปยังประเทศจีน ทั้งๆ ที่พวกเขามีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการถูกกักขังโดยมิชอบ การทรมาน และการบังคับให้สูญหาย ซึ่งนับตั้งแต่ถูกส่งกลับ ยังคงไม่ทราบชะตากรรม โดยเนื้อหาของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้
หนึ่งปีแห่งความเงียบงัน: ยังไม่ทราบชะตากรรมของ 40 ชายอุยกูร์ ที่ถูกบังคับส่งกลับจากไทยไปยังจีน
วันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันครบรอบหนึ่งปีหลังจากที่รัฐบาลไทยดำเนินการส่งตัวชายชาวอุยกูร์จำนวน 40 รายกลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยพลการ แม้จะมีข้อกังวลและเสียงคัดค้านอย่างต่อเนื่องถึงความเสี่ยงที่บุคคลเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับการกักขังโดยมิชอบ การซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย
ทว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา กลับไม่มีความคืบหน้าหรือการติดต่อสื่อสารใด ๆ จากผู้ถูกส่งกลับกลุ่มดังกล่าว ทั้งทางการไทยและจีนยังคงเพิกเฉยต่อการแสดงหลักฐานยืนยันสวัสดิภาพและการมีชีวิตอยู่ของชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ สถานที่อยู่ของพวกเขายังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน
ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 ชายกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์กลุ่มใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก ที่ถูกกักตัวในศูนย์กักตัวคนเข้าเมืองในประเทศไทย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 ไทยได้ส่งตัวผู้หญิงและเด็ก 173 รายไปยังประเทศตุรกี แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ กลับมีการบังคับส่งกลับบุคคลอย่างน้อย 109 รายไปยังประเทศจีน และขาดการติดต่อสื่อสารนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สำหรับชาย 40 รายที่ถูกส่งตัวกลับ พวกเขาถูกกักตัวในสภาพที่ยากลำบากในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตระหว่างการกักตัวถึง 5 ราย ก่อนถูกส่งกลับ พวกเขาเคยส่งจดหมายอุทธรณ์ต่อประชาคมโลก ขอให้ได้ตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม เนื่องจากความหวาดกลัวต่อการบังคับส่งกลับ การกักขัง และการปฏิบัติโดยมิชอบหากต้องกลับไปยังประเทศจีน
ในจดหมายลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นเพียงประมาณหนึ่งเดือนก่อนการถูกผลักดันกลับ พวกเขาระบุว่า
“เราอาจต้องถูกจองจำหรือแม้แต่จบชีวิตลง เราขอร้องอย่างเร่งด่วนให้องค์กรระหว่างประเทศและประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราโดยทันที เพื่อช่วยเราออกจากชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
สำหรับครอบครัวของผู้ถูกส่งกลับ ความหวังที่จะได้รับข่าวคราวยิ่งเลือนรางลง พวกเขาทำได้เพียงตั้งคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อประชาคมโลกว่า
“ลูกชาย พ่อ และพี่น้องของเราอยู่ที่ไหน? เราเพียงต้องการได้ยินเสียงของพวกเขาอีกครั้ง”
จนถึงปัจจุบัน ทั้งทางการไทยและจีนยังล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของชายทั้ง 40 ราย และยังไม่มีการอนุญาตให้หน่วยงานอิสระหรือสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ ส่งผลให้สถานะของพวกเขาเข้าข่าย “การบังคับสูญหาย” โดยปริยาย
นับตั้งแต่การหายตัวไป เจ้าหน้าที่รัฐของไทยได้เดินทางไปเยือนเขตปกครองตนเองซินเจียงสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา แต่มีการเปิดเผยข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ถูกส่งกลับ การเยี่ยมดังกล่าวปรากฏเป็นภาพในสื่อของจีนและไทยโดยไม่ได้แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างแท้จริง
มีเพียงภาพและวิดีโอของชายเพียง 6 คนจากทั้งหมด 40 คนเท่านั้น ขณะที่ชายอีก 34 รายยังคงหายตัวไปนับตั้งแต่การส่งกลับเมื่อหนึ่งปีก่อน
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการกักขังโดยพลการ และผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติอีก 6 คน ได้ส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทยและจีน เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์กลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม คำตอบจากทางการจีนกลับยิ่งสร้างความกังวลให้แก่ครอบครัวของผู้ถูกส่งกลับ โดยระบุเพียงว่าบุคคลเหล่านี้ “อยู่ระหว่างการรับการศึกษาทางกฎหมาย” และอ้างว่า “ผู้ที่กลับมายืนยันชัดเจนว่า พวกเขาไม่ประสงค์จะให้โลกภายนอกเข้ามารบกวนอีก”
การดำเนินการของประเทศไทยในกรณีนี้ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามกฎหมายและมาตรฐานสากล แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มาร์โค รูบิโอ จะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับนโยบายจำกัดวีซ่าต่อเจ้าหน้าที่ไทยบางรายที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันกลับชาวอุยกูร์ แต่กระบวนการตรวจสอบความรับผิดชอบดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะนำมาซึ่งความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูล หรือคำตอบต่อชะตากรรมของผู้ถูกส่งกลับทั้งหมด
กรณีนี้ยังส่งสัญญาณอันตรายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ว่า การส่งกลับบุคคลไปยังประเทศจีนสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา ซึ่งเป็นการสนับสนุนการกดปราบข้ามชาติ และบ่อนทำลายระบบการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสากลต่อผู้ที่หนีภัยการประหัตประหาร
ขณะเดียวกัน ยังมีชายชาวอุยกูร์อีก 5 ราย จากกลุ่มที่ถูกกักขังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งยังคงถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทยในข้อหาพยายามหลบหนี พวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกผลักดันกลับและบังคับสูญหายหลังพ้นโทษในปีนี้ โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 2 รายที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน
บุคคลเหล่านี้สมควรได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครอง เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ส่งตัวพวกเขากลับไปยังประเทศจีน และดำเนินการจัดหาประเทศที่สามเพื่อให้สามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างปลอดภัย
ในวาระครบรอบอันน่าสลดใจนี้ องค์กรที่มีรายนามแนบท้ายขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อประเด็นการบังคับส่งกลับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราเรียกร้องให้มีแรงกดดันทางการทูตอย่างมียุทธศาสตร์ ให้หน่วยงานของสหประชาชาติมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง และให้มีการเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของผู้ถูกส่งกลับ
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและจีนชี้แจงถึงถิ่นที่อยู่ของชายทั้ง 40 ราย ให้รัฐบาลจีนอนุญาตให้หน่วยงานตรวจสอบอิสระเข้าเยี่ยมพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถติดต่อกับครอบครัวที่พำนักอยู่นอกประเทศจีน ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ควรครอบคลุมทั้งผู้ที่มีส่วนในการดำเนินการส่งกลับ และหน่วยงานหรือกลไกระหว่างประเทศที่ปล่อยให้บุคคลเหล่านี้หายสาบสูญไป
ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา และยังไม่มีการอนุญาตให้ติดต่อกับครอบครัวในต่างประเทศ กรณีนี้จะยังคงเป็นบาดแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา ประชาคมโลกต้องไม่นิ่งเฉย และไม่ปล่อยให้การบังคับสูญหายกลายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้












