
ใครเป็นใครในมหากาพย์ MOU กระทรวงดีอีฯ-กลุ่มทุนสิงคโปร์ และคดี “สแกนม่านตา”

ที่มาของภาพ : Hand out/BBC THAI
- Writer, วศินี พบูประภาพ
- Characteristic, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 24 นาที
รายงานข่าวที่อ้างว่าเป็นเอกสารบันทึกถ้อยคำของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดี “สแกนม่านตา” มีถ้อยคำระบุว่าในการลงนามเอ็มโอยู่ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และกลุ่มทุนสิงคโปร์เมื่อช่วงต้นปี 2567 นายประเสริฐกล่าวว่ามาจากการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยรายงานซึ่งถูกปฏิเสธจากนายประเสริฐในภายหลัง ปรากฏออกมาในช่วงจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. กว่าหนึ่งสัปดาห์
สำนักข่าวไทยโพสต์ซึ่งรายงานถึงเอกสารคำให้การฉบับนี้ อ้างว่านี่เป็นถ้อยคำที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวน กองคดียาเสพติดของดีเอสไอ
รายงานข่าวดังกล่าวระบุถึงข้อมูลถึงที่มาของการจัดทำ “บันทึกความเข้าใจเพื่อริเริ่มโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย” หรือ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ บริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Top Different Fund VCC) จากประเทศสิงคโปร์ ว่านายประเสริฐได้รับการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ( รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรองนายกฯ ในขณะนั้น) เพื่อแจ้งข้อมูลว่ามีกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์มีความประสงค์จะขอเข้าหารือเกี่ยวกับการจัดทำ MOU ดังกล่าวร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ
รายงานข่าวนี้เผยแพร่ออกมาในห้วงที่พรรคการเมืองกำลังต่อรองการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงคดีซึ่งได้รับการรับรู้ในสื่อสาธารณะว่าเกี่ยวพันกับเรื่องสองเรื่อง ได้แก่เรื่อง คดี “สแกนม่านตา” และ “เอ็มโอยู (MOU) ” ของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือดีอี ซึ่งปรากฏภาพบุคคลสำคัญหลายคนร่วมเฟรมเดียวกัน รวมถึงนายเบน สมิธ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งถูกทางการไทยยึดทรัพย์จากการถูกกล่าวหาว่ามีเส้นทางการเงินพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติ
ในเวลาต่อมา นายประเสริฐ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งข้อสังเกตต่อเอกสารดังกล่าวว่า “เป็นบันทึกจริงหรือไม่”
นอกจากนี้นายประเสริฐยังกล่าวยืนยันว่า “ในคำให้การไม่มีการพูดในเรื่องที่ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าเสียหาย” พร้อมปฏิเสธอว่าในเอ็มโอยูไม่มีรายละเอียดเรื่องโครงการสแกนม่านตา
.ยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ จาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36 ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลสำนวนการสอบสวนถือเป็นความลับของทางราชการจนกว่าจะมีการวินิจฉัยเสร็จสิ้น
คดีนี้ได้ดำเนินการจนถึงชั้นการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) เมื่อวันที่ 4 ก.พ. และผลการวินิจฉัยของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจส่งผลให้คุณให้โทษแก่สองนักการเมือง ได้แก่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed finding outได้รับความนิยมสูงสุดCease of ได้รับความนิยมสูงสุด
.แกะรอยเอกสารเพื่อทำความเข้าใจถึงเส้นทางความสัมพันธ์ และสำรวจตัวละครสำคัญในมหากาพย์เรื่องนี้ซึ่งกลายเป็นคดีพิเศษของดีเอสไอและกำลังอยู่ในการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อยู่ในขณะนี้
เอ็มโอยู และคดี “สแกนม่านตา”
คดีพิเศษที่ 148/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีที่มาจากสองกรรมสองวาระ
ประเด็นแรกคือกรณี “สแกนม่านตา” ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเปิดบริการเป็นการทั่วไปตั้งแต่กลางปี 2568 โดยในช่วงที่มีการบริการ .พบว่าประชาชนในหลายจังหวัด เช่น พัทลุง เพชรบูรณ์ และคลองเตย ถูกชักชวนให้เข้าร่วมโครงการ “เวิลด์คอยน์” โดยแลกข้อมูลม่านตากับเหรียญคริปโตมูลค่า 500-1,000 บาท
ในขณะนั้น กรมการปกครองและประชาสัมพันธ์จังหวัดเริ่มออกประกาศเตือนถึงความเสี่ยงของการให้ข้อมูลชีวมิติ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ปีที่แล้ว นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการดำเนินงานของผู้ให้บริการในขณะนั้นถือว่าไม่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือพีดีพีซี (PDPC) ได้เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวโดยยังไม่มีการชี้ว่าการ “สแกนม่านตา” ดังกล่าวสามารถทำได้หรือผิดกฎหมายหรือไม่ จนกระทั่งในวันที่ 24 พ.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ แถลงข่าวว่าการดำเนินการสแกนม่านตาขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ด้วยเหตุที่ผู้ให้บริการมีการแจ้งวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนโดยการให้เหรียญคริปโตเป็นแรงจูงใจทำให้ความยินยอมของประชาชนไม่เป็นอิสระ และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือพีดีพีซี เชื่อว่าขั้นตอนการดำเนินงานสามารถระบุตัวตนย้อนกลับได้
นายไชยชนก รมว.ดิจิทัลฯ จึงมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการเวิลด์คอยน์ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาและลบทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกว่า 1.2 ล้านรายที่ได้เก็บไปแล้วทันที
ส่วนประเด็น MOU ถูกเปิดเผยครั้งแรกโดยทอม ไรท์ ผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนอิสระได้กล่าวในงานเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวต่างชาติรายนี้พาดพิงว่ากระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การเป็น รมว. ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัทเงินทุนผันแปรสัญชาติสิงคโปร์ที่ชื่อว่า Top Different Fund VCC
ในเดือนเดียวกัน ทอม ไรท์ ได้เผยแพร่ บทความเรื่อง “ผู้กำกับดูแลที่ไม่กำกับดูแล” อ้างว่าบริษัท Top Different Fund VCC “ถูกควบคุมโดยเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) อาชญากรชาวแอฟริกาใต้ที่หลบหนีคดีฟอกเงินและเป็นที่ต้องการตัวในหลายเขตอำนาจศาล”
การเปิดเผยครั้งนั้นนำมาซึ่งการตรวจสอบภายในกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมีการประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน จนนำไปสู่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องนี้เป็น “คดีพิเศษที่ 148/2568” ในช่วงเดือน ธ.ค. 2568

ที่มาของภาพ : BBC Thai
MOU ปริศนา
คณะทำงานที่ประกอบด้วยกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกันแถลงผลความคืบหน้าคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวถึงข้อผิดสังเกตของการลงนาม MOU ดังกล่าวว่า “มีการเร่งรัดกระบวนการให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการทำงานปกติของราชการอย่างมาก”
เขาไล่เรียงลำดับทั้งสามวัน โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567 สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งเรื่องพร้อมร่าง MOU ไปยังกองการต่างประเทศ ถัดมาในวันที่ 26 มี.ค. ปีเดียวกัน ได้มีการส่งเอกสารเวียนเพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานภายนอก ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด
ไชยชนกกล่าวว่า แม้สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีข้อท้วงติงส่งกลับมา อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่คณะทำงานพบว่าเนื้อหาในร่าง MOU ยังไม่ได้ถูกปรับแก้ตามข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุด และได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU ขึ้นในวันต่อมาคือวันที่ 27 มี.ค. 2567 โดยพบว่าลายเซ็นให้ความเห็นชอบของนายประเสริฐ ลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 29 มี.ค. 2567 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพิธีลงนามจริงไปแล้ว 2 วัน
รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ระบุด้วยว่าในขั้นตอนการดำเนินการยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้เก็บเอกสารดังกล่าวเป็นความลับ โดยอ้างว่าส่งผลให้ “ไม่มีหน่วยงานภายในกระทรวง หรือหน่วยงานอื่น ๆ นอกกระทรวงรับรู้ถึง MOU ฉบับนี้ … ทำให้ไม่สามารถ เฝ้าระวังการกระทำของบริษัทที่เกิดขึ้นภายใต้ MOU นี้ ในตลอดเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดเหตุการสแกนม่านตาที่เป็นภัย”
คำกล่าวอ้างข้างต้นสอดคล้องกับข้อความในเอกสาร MOU ซึ่งมีการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนไว้อย่างชัดเจนกว่าห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด
“ผู้เข้าร่วมแต่ละฝ่ายต้องเก็บรักษาความลับอย่างเคร่งครัด… มิให้เปิดเผยหรืออภิปรายข้อมูลใด ๆ ข้างต้นต่อสาธารณะ ผ่านสื่อ หรือช่องทางอื่นใดอย่างเด็ดขาด” เอกสาร MOU ภาษาอังกฤษจำนวน 5 หน้าที่เปิดเผยโดยสำนักข่าวอิศราระบุ
บีบีซีสอบทานเอกสารดังกล่าวกับสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ อดีตโฆษกและเลขานุการ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งยืนยันว่าเนื้อหาของเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงที่กระทรวงดิจิทัลได้มาจากการตรวจสอบ
ใครเป็นใครในภาพถ่ายเซ็น MOU
.ได้รับชุดภาพถ่ายจำนวน 5 ภาพซึ่งระบุว่าเป็นภาพที่บันทึกระหว่างพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567
ภาพชุดเดียวกันนี้เคยได้รับการเผยแพร่มาก่อนผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Insight Thailand สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และสำนักข่าวอิศรา โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ยืนยันกับสำนักข่าวอิสราว่า “เป็นภาพจริง”
หนึ่งในนั้นเป็นภาพเรียงหน้ากระดาน บุคคลในภาพประกอบด้วยคณะบุคคลดังนี้

ที่มาของภาพ : Hand out/BBC THAI
- นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังเข้าให้การกับกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าเขาปรากฏตัวในวันนั้นในฐานะสักขีพยาน โดยเขาไม่ทราบรายละเอียดลึกซึ้งของ MOU แต่ทราบในหลักการว่าเป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
- ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลฯ ในขณะนั้น มีชื่อลงนามใน MOU ฝ่ายไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
เกี่ยวกับการปรากฏตัวในภาพถ่ายดังกล่าว ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ ชี้แจงกับรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ ทาง อสมท เมื่อปลายเดือน ธ.ค. ปีที่แล้วว่า เขาลงนามตามอำนาจหน้าที่ในฐานะข้าราชการประจำ โดยปลัดกระทรวงจะเป็นผู้ลงนาม MOU พร้อมทั้งอธิบายถึงสถานะของเอกสารดังกล่าวว่าไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของ ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ ในภาพดังกล่าวสร้างความกังวลต่อวงการการเงินการคลัง หนึ่งในนั้นได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ที่ปรากฏในภาพจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ ก.ล.ต. หรือไม่
“ประเด็นสำคัญคือปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการการฟอกเงินผ่านตลาดทุน และวันนี้งานของ ก.ล.ต. ยังไม่สมบูรณ์” อดีต รมว.คลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและตั้งคำถามต่อไปว่า หากนายวิศิษฏ์ยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. ว่า เห็นว่า ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ สมควรจะดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ก.ล.ต. ต่อไปหรือไม่
นอกจากนายประเสริฐ และ ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ ซึ่งปรากฏตัวในฐานะคู่สัญญาฝ่ายกระทรวงดิจิทัลฯ ยังมีบุคคลอีกสามรายที่ปรากฏตัวในภาพ ได้แก่
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ในขณะนั้น และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมในปัจจุบัน
- นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย ในขณะนั้น
- นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชายชาวต่างชาติซึ่งปัจจุบันกำลังถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ปปง. และตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจนนำไปสู่การอายัดทรัพย์ และมีรายชื่อปรากฏในร่างกฎหมายเพื่อพิจารณาคว่ำบาตรฐานพัวพันแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐสภาสหรัฐฯ
เกี่ยวกับปรากฏตัวของ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล สำนักข่าวอิศรารายงานอ้างคำพูดของนายประเสริฐว่า “มาร่วมงานในฐานะอะไร ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะไม่ได้เป็นคนเชิญ”
ขณะที่เอกสารที่อ้างว่าเป็นคำให้การของนายประเสริฐต่อกองคดียาเสพติดของดีเอสไออ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส คือ “ผู้ประสานงาน” และเป็นคนแนะนำกลุ่มทุนสิงคโปร์นี้ให้มารู้จัก โดยระบุว่ากลุ่มทุนประสงค์จะหารือเรื่อง MOU พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
ส่วนกรณีของนายเบน สมิธ นายประเสริฐกล่าวว่าไม่รู้จักนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัว และไม่ได้พูดคุยกันในระหว่างการลงนาม ส่วน ศ.พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กล่าวว่า “น่าจะมาจากทางฝั่งนู้น (ฝั่งสิงคโปร์) พามา”
ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงปรากฏตัวในภาพดังกล่าวเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ทว่าต่อมาสำนักข่าวอิศราได้สัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัสอีกครั้งซึ่งเผยแพร่เมื่อ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ : Hand out/BBC Thai
เมื่อถูกถามว่าเขาไปในฐานะอะไร ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ตอบว่า “ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย วันนั้นผมไปประชุมกับพี่ประเสริฐ (ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ในขณะนั้น) เรื่องคลาวด์ดาตา ( Cloud Data) ของภาคการเกษตร ที่เราไปแถลงข่าวเปิดตัวมาแล้ว เป็นการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอี กับ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งผมเป็นคนลงนาม คนละเรื่องกันเลย และ “เขาเรียกให้ไปถ่ายรูปกันหน่อย เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก”
ส่วนความสัมพันธ์กับเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ผมไม่ได้สนิทขนาดนั้น ผมรู้จักคุณเบน สมิธ ตอนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรรวงเกษตรฯ สมัยนายกฯ เศรษฐา แล้ว ไม่ได้รู้จักก่อนหน้านั้น” ส่วนนางนฤมล ไปกับตนในฐานะผู้แทนการค้าไทยซึ่งได้ไปหารือเรื่องคลาวด์ดาตาภาคเกษตรตามที่กล่าวมาข้างต้น
.ได้พยายามสอบถามไปยังนางนฤมลตามช่องทางการติดต่อสาธารณะของพรรคกล้าธรรมและช่องทางส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
ด้านฝ่ายคู่สัญญาใน MOU ที่ปรากฏตัวในภาพชุดนี้มีเพียงรายเดียว ได้แก่ นายจอร์จ แทน (George Tan) หรือธาน คุน เชาวน์ จอร์จ (Tan Kun Chiao George) ซึ่งเป็นผู้ลงนามฝ่ายบริษัท Top Different Fund VCC
จากข้อมูลของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศสิงคโปร์ (MAS) ระบุว่าเขายังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดหรือซีอีโอของบริษัท Capital Asia Investments (CAI)
และตามฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยยังระบุว่าเขามีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการ บริษัท เจด เอ็มไพร์ จำกัด (Jade Empire) ซึ่งข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่ามีกองทุนซีเอไอ ออฟติมัม ฟันด์ วีซีซี ถือหุ้นใหญ่ และมีนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ซึ่งเป็นภรรยานายเบน สมิธ ร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย
สำนักข่าวอิศราอ้างว่าบริษัทนี้เป็นหนึ่งในนิติบุคคลที่ ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 9.2 พันล้านบาท จากข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
อย่างไรก็ดี .พบว่าในคำสั่งยึดทรัพย์นั้นได้มีการคาดแถบดำบริเวณชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้
เปิดเนื้อหาใน MOU และข้อน่ากังวล
สำหรับเอกสาร MOU ซึ่งมีการลงนามนั้นมีชื่อเต็มว่า “บันทึกความเข้าใจเพื่อริเริ่มโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย” หรือ “Thailand Global Digital Industry & Finance Centre” (TIDC) ลงนามเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567
คู่สัญญาฝ่ายไทยคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คู่สัญญาฝ่ายต่างชาติคือ บริษัท Top Different Fund VCC จากประเทศสิงคโปร์
โครงการนี้มีกรอบเวลาเริ่มต้น 36 เดือน ลงนามโดย ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และธาน คุน เชาวน์ จอร์จ โดยเอกสารระบุไว้อย่างชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับเนื้อหาของ MOU และข้อกังวลจากผู้สังเกตการณ์สรุปได้ดังนี้
- สร้างแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ธุรกรรมคริปโต กังวลเป็นแหล่งฟอกเงิน
เอกสารระบุตั้งแต่หน้าแรกว่าโครงการนี้จะดำเนินการภายใต้สภาพแวดล้อมทดสอบที่เรียกว่า “Digital Economic system Regulatory Sandbox” (DERS) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี ฟินเทค อีสปอร์ต และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
แม้ตอนหนึ่งของบันทึกระบุว่าแซนด์บ็อกซ์ดังกล่าวจะ “ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทดสอบ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์เท่านั้น และจะไม่ถือว่าเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง” อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขแซนด์บ็อกซ์นี้ยังสร้างความกังวล
“มันเกี่ยวกับเรื่องของคริปโต แล้วมันเป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่าแซนด์บ็อกซ์คือพื้นที่ทดลองให้ใครพูดง่าย ๆ เกือบจะเรียกว่าเข้ามาทำอะไรก็ได้… ” กรณ์ จาติกวณิช ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ปีที่แล้ว
“แล้วเรื่องของคริปโตนี้เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่องของการใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างพื้นที่ทดลองหรือแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา แล้วสามารถที่จะใช้ดำเนินการในการฟอกเงินผ่านธุรกรรมคริปโต… ผมคิดว่ามีความเสี่ยงอย่างมากครับ” อดีต รมว.คลังจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
- บริการเกมออนไลน์และการพนันกีฬา
ตอนหนึ่งในเอกสารหน้า 3 ภายใต้หัวข้อกลุ่มเป้าหมาย (Target Sectors & Key Inclusions) เอกสารได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้าร่วมทดสอบยังครอบคลุมไปถึงบริการเกมออนไลน์และการพนันกีฬา (On-line gaming and sports making a bet companies)
สำหรับประเด็นนี้ กรณ์ชี้ในการให้สัมภาษณ์ครั้งเดียวกันว่าเกมออนไลน์ในบริบทนี้หมายถึงการพนันรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผิดกฎหมายของไทย ขณะที่ ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่า สิ่งที่เอกชนระบุว่าต้องการทำเป็นเพียงการแสดงเจตนาเท่านั้น แต่จะไม่สามารถเดินหน้าจริงได้จนกว่ากฎหมายไทยจะอนุญาต
- วีซ่าพิเศษ
ในด้านการจัดสรรทรัพยากร เอกสารชี้ว่าผู้พัฒนาจากสิงคโปร์จะเริ่มต้นด้วยการเตรียมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวน 500 คนเพื่อดำเนินโครงการ
“อันนี้คือเป็นใบเปิดทางให้เหล่ามิจฉาชีพต่างชาติ เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่” กรณ์ตั้งคำถาม
ในประเด็นนี้นายไชยชนกได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อกังวลเรื่องนี้ว่าระหว่างการแถลงข่าวกับดีเอสไอระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีข้อมูลบุคลากรไอที 500 คนที่ใช้ MOU ฉบับนี้เพื่อขอวีซ่าเข้ามาในไทย และจะการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- ทรัพย์สินทางปัญญา
ในส่วนที่เอกสารระบุเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานั้น ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานไอทีและระบบทั้งหมดที่ผู้พัฒนานำมาใช้ จะตกเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้พัฒนาแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่ส่วนที่กระทรวงฯ เป็นผู้จัดหาให้
ประเด็นนี้เองที่ รมว.ดิจิทัลฯ คนปัจจุบันอ้างว่าสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตอบกลับพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขในร่าง MOU ข้อ 3 อาจทำให้ฝ่ายรัฐเสียเปรียบ พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะให้พิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
“หากมีกรณีแบบนี้แล้ว ยังไงก็จำเป็นจะต้องเข้าสู่ ครม.” ไชยชนกระบุในการแถลงข่าวเมื่อ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวาระเดียวกันกับการประกาศคำสั่งระงับการเก็บข้อมูลม่านตาของโครงการเวิลด์คอยน์ (Worldcoin) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่าได้มีคำสั่งยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยให้เหตุผลว่าผลการตรวจสอบพบ “ข้อพิรุธสงสัย” หลายประการในกระบวนการดำเนินการที่อาจไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ
หลังเซ็น MOU พบมีการจดทะเบียน 2 บ.ในไทย โยง MOU-สแกนม่านตา-กลุ่มทุนสิงคโปร์
แม้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ จะอ้างว่า MOU เป็นเพียงกรอบความร่วมมือกว้าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบการจดทะเบียนบริษัทภายใต้ชื่อ “บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด” ในวันที่ 9 พ.ค. 2567 และในวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ก็มีการจัดตั้ง “บริษัท ทีไอดีซี จำกัด” โดยนิติบุคคลทั้งคู่มีกรรมการคือ ธาน คุน เชาวน์ จอร์จ กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ที่มีภาพลงนาม MOU ก่อนหน้านี้
ส่วนหนึ่งของชื่อของบริษัททั้งสอง “ทีไอดีซี” ยังเป็นชื่อที่พ้องกับชื่อย่อภาษาอังกฤษของ MOU ที่มีการลงนามก่อนหน้านี้คือ “Thailand Global Digital Industry & Finance Centre” (TIDC)”
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โครงสร้างของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด มีรูปแบบการร่วมทุน (Joint Mission) โดยมีบริษัท Top Different Fund VCC จากสิงคโปร์ อันเป็นคู่สัญญาใน MOU เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ร่วมกับผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยคือ บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 51%
บริษัท ทีไอดีซี จำกัด นี้เองที่ถูกพบว่ามีการดำเนินงานอย่างน้อย 2 โครงการได้แก่ โครงการ “Next Know-how Gaming Project” และโครงการ “สแกนม่านตา”

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
- โครงการร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)
.เข้าถึงเว็บไซต์เดิมของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด พบว่านอกจากบริษัทดังกล่าวจะเผยแพร่ข่าวความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลฯ แล้ว ยังพบการทำธุรกรรมร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที (NT) ด้วย
ในหน้าเว็บไซต์มีข่าวประชาสัมพันธ์พาดหัวเป็นภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หนุนเอกชนเดินหน้าโครงการจัดตั้งศูนย์ธุรกิจและการเงินดิจิทัลงานนานาชาติของประเทศไทย (TIDC)” กำกับวันที่ 4 พ.ย. 2568 พร้อมภาพโลโก้บกระทรวงดิจิทัลฯ และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ยังพบจดหมายข่าวในหน้าสื่ออื่นที่ใช้พาดหัวเดียวกันกับที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ข้างต้น เนื้อความด้านในระบุว่า “บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการ TIDC ที่จะพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ ของธุรกิจดิจิทัล”
แม้จะไม่ปรากฏเนื้อหาว่าบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด มีความร่วมมือกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด อย่างไรในเว็บไซต์ของทั้งสองฝ่าย ทว่าระหว่างการแถลงข่าววันที่ 24 พ.ย. 2568 ไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยว่ามีการร่วมงานระหว่าง บริษัท Top Different Fund VCC และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด โดยเผยว่าพบข้อมูลความร่วมมือกับ NT ว่า “มีการประชุมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
วันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา สื่อเดอะสแตนดาร์ด รายงานโดยอ้างว่าได้รับเอกสารบันทึกความเข้าใจ (MOU) อีกฉบับหนึ่งแสดงข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กับบริษัท Top Different Fund VCC ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาของใน MOU ฉบับแรกที่ทำกับกระทรวงดิจิทัลฯ
เดอะสแตนดาร์ด ระบุว่า เอกสาร MOU ฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำโครงการที่ชื่อว่า “Next Know-how Gaming Project” โดยมีผู้ลงนามฝ่ายไทยคือ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ลงนามฝ่ายบริษัทสิงคโปร์คือนาย จอร์จ แทน (George Tan) ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ลงนามใน MOU หลักของกระทรวงดิจิทัลฯ
.ติดต่อ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ทางจดหมายอีเลกทรอนิกส์ที่ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
- โครงการ “สแกนม่านตา”
ด้านโครงการเวิลด์ โปรเจกต์ (World Project) หรือที่รู้จักในนามโครงการ “สแกนม่านตา” แต่เดิมนั้นเพียงแค่ถูกตรวจสอบภายใต้การดำเนินการของ PDPC เท่านั้น เกี่ยวกับประเด็นข้อมูลส่วนบุคคล
เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่ผ่านมา ระหว่างเข้าให้การกับดีเอสไอ นายประเสริฐ จันทรวงทองไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าทราบถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสแกนม่านตาและ MOU หรือไม่
ทว่าหลังจากมีการตรวจสอบเส้นทางการดำเนินงานของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด โครงการสแกนม่านตาดังกล่าวก็ถูกพูดถึงในฐานะส่วนหนึ่งของมหากาพย์ MOU เนื่องจากหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของบริษัท Tools For Humanity ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ World Project ที่ดำเนินงานในไทย เกี่ยวข้องกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด และนายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ
“เมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับพบว่าโครงการสแกนม่านตาเข้าไปเกี่ยวข้องกับ MOU ดังนั้นมันก็คือสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน” พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกดีเอสไอ ระบุ
ในเดือน ม.ค. 2568 นายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ ได้ร่วมจัดตั้งบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด โดยที่อยู่จดทะเบียนเดียวกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด โดยเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ร่วมกับบริษัท เจด เอ็มไพร์ จำกัด และบุคคลสัญชาติไทยอีกหนึ่งราย
ในเดือนเดียวกัน บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด นี้ยังได้ทำจดหมายขออนุญาตทำโครงการสแกนม่านตาไปยังสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ซึ่งนายไชยชนก กล่าวว่าทั้งสองหน่วยงานได้ตอบกลับไปยังบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ
กระนั้น ในเดือน ก.พ. 2568 ยังมีรายงานการเปิดตัวจุดสแกนม่านตาเป็นครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์ ก่อนจะขยายสาขาไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
บริษัท ทีไอดีซี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัดยังได้ประชาสัมพันธ์ของโครงการ World Project หรือที่เป็นที่รู้จักในฐานะโครงการที่ให้บริการ “สแกนม่านตา” โดยโพสต์ผ่านเว็บไซต์เดิมในวันที่ 14 มี.ค. 2568 พร้อมข้อความ “หลักฐานใหม่ของเทคโนโลยีมนุษย์เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว พร้อมยกระดับความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ในยุคปัญญาประดิษฐ์”
ด้าน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมดีเอสไอ ระบุระหว่างแถลงข่าวในวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด ที่นาย ธาน คุน เชาวน์ จอร์จ ร่วมจัดตั้ง ยังเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินการนำเข้าอุปกรณ์สแกนม่านตา (Orbs) เข้าสู่ประเทศไทยด้วยและมีลำดับเวลาการนำเข้าที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ให้บริการจริง
“ในประเทศมี (อุปกรณ์ Orbs) ทั้งหมด 248 เครื่องนำเข้าเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 แต่รายละเอียดเราพบปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีการดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ. แสดงว่าเอกสารเครื่องต่าง ๆ มันต้องมาก่อนนะครับ ก็แสดงว่ามีความไม่สุจริตในเรื่องของการดำเนินการอยู่หลายอย่าง…” ร.ต.อ.สุรวุฒิซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนกล่าว
World ประเทศไทย เคยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2568 ว่าที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน
ดีเอสไอส่งต่อคดีให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสรุปสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 รวบทั้งกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีและการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับภาคเอกชนรวมเป็นในสำนวนเดียว และส่งมอบเอกสารพยานหลักฐานให้แก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ผู้จัดการออนไลน์รายงานรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งสิ้น 6 ราย ได้แก่
- ประเสริฐ จันทรรวงทอง (อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
- ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ (อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
- อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- อดีตรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวข้อง 1 ราย
สำหรับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของหลายหน่วยงาน ดังนี้
กลุ่มบริษัททีไอดีซี ถูกดีเอสไอแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในฐานการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือใช้นอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ดีเอสไอยังได้ส่งรายละเอียดพฤติการณ์การบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้าไปในสำนวนของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ด้วย เพื่อพิจารณาชี้มูลความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
ด้านกระทรวงดีอีและดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้ สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท Top Different Fund VCC และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก
ก่อนหน้านี้ ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ไปแล้วกว่า 9.2 พันล้านบาท และกำลังขยายผลยึดทรัพย์เพิ่มเติม
กรณีธุรกิจสแกนม่านตา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สั่งให้กลุ่มบริษัทผู้ดำเนินการลบทำลายข้อมูลม่านตาทั้งหมดภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองวันละ 500,000 บาท โดยจะมีการติดตามว่าได้ลบส่วนที่ถูกจัดเก็บไว้ในต่างประเทศตามที่ได้มีคำสั่งหรือไม่
ส่วน ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ดำเนินคดีกับผู้รับแลกเหรียญที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้วหลายราย และกำลังตรวจสอบว่าการให้บริการแอปและการแจกเหรียญจูงใจเข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คณะกรรมการ สคส. ระบุว่า กำลังพิจารณาโทษปรับตามกฎหมาย PDPA ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายที่เรียกปรับได้สูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อผู้ใช้หนึ่งราย













