แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/lmfcii 📋 | ดู : 10 ครั้ง
การเมืองไทย-หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ-8-กพ.-2569-เราเริ่ม

การเมืองไทย หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เราเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง และจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้นโยบายที่ภูมิใจไทยให้สัญญากับประชาชนช่วงหาเสียง มีแนวโน้มที่จะได้เดินหน้าต่อ รวมถึงเรื่องการยกเลิกบันทึกข้อตกลงร่วม MOU 43 และ 44

ถัดมาไม่นาน เพียง 2 วันหลังการเลือกตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาการยกเลิกบันทึกความตกลงร่วมระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเรียกชื่อเล่นว่า MOU44

อนุทิน ชาญวีรกูล (ที่มา: เฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า)

สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับ MOU44 บันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาที่ไทย-กัมพูชาลงนามสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 จุดประสงค์หลักคือเป็นกรอบการเจรจาที่ให้ไทย-กัมพูชาต้องมาตกลงกันเรื่องการอ้างสิทธิ “ทับซ้อน” เขตแดนทางทะเล เนื้อที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่

  1. พื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขนาดเนื้อที่ 10,000 ตำรวจกม. ที่ไทย-กัมพูชาจะต้องมาเจรจากันพื้นที่ทับซ้อนแบ่งอาณาเขตทางทะเล
  2. พื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขนาดเนื้อที่ 16,000 ตำรวจกม. ไทย-กัมพูชาจะต้องมาเจรจาเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติใต้พิภพร่วมกัน เช่น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งอาณาเขตทางทะเลกัน

นอกจากเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ตัวของ MOU44 ยังกำหนดกรอบให้ไทย-กัมพูชาต้องตกลงการแบ่งเขตทางทะเล และการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมปิโตรเลียมพร้อมกัน รวมถึงทั้ง 2 ประเทศต้องเจรจาและบรรลุข้อตกลงโดยเร็วที่สุด

สำหรับผู้สนใจอ่านเพื่อทำความเข้าใจเรื่อง MOU44 สามารถคลิกได้ที่ลิงก์นี้

  • รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก

อย่างไรก็ดี บริบทการเจรจาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากวันที่ 16 ม.ค. 2569 หรือไม่ถึง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง สส.ของไทย รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศรับสัตยาบันอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS และจะมีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. 2569 ที่จะถึงนี้

ผลจากการรับสัตยาบันของกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชาบนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลอย่างไร ร่วมหาคำตอบไปด้วยกับ อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ MOU44 และกลไกระงับข้อพิพาทภายใต้อนุสัญญา UNCLOS คืออะไร และส่งผลกระทบต่อประเทศคู่พันธะสัญญาอย่างไร

ยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียวได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้เคยมีข้อถกเถียงว่า เนื่องด้วย MOU44 ระหว่างไทย-กัมพูชา มีสถานะเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายถึงจะสามารถยกเลิกข้อตกลงร่วมกันได้ หรือเว้นแต่ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรงก่อน แต่ในความเป็นจริง MOU 44 สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่

อาจารย์ภัทรพงษ์ ระบุว่า ตามหลักกฎหมายสนธิสัญญา ต้องไปดูก่อนว่าภายในสนธิสัญญาเขียนเรื่องการยกเลิกข้อตกลงว่าอย่างไร ถ้ามีการระบุเอาไว้ ก็ต้องทำตาม แต่ถ้าไม่ได้มีการระบุเอาไว้ในสนธิสัญญา ก็จะใช้หลักการโดยทั่วไป คือ คู่สัญญาต้อง ‘ยินยอมยกเลิกทั้ง 2 ฝ่าย’

แต่อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภัทรพงษ์ อธิบายว่า หลักการยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายนี้มีข้อยกเว้นให้สามารถยกเลิกเพียงฝ่ายเดียวได้ โดยต้องดูที่สภาพเนื้อหาของสนธิสัญญาสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ เป็นไปตามข้อ 56(1)(b) ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512)

อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า สำหรับฝ่ายที่ต้องการยกเลิก ก็คงจะให้เหตุผลว่าเนื้อหาสาระของ MOU44 สามารถเปิดช่องให้ฝ่ายไทยสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ เนื่องจากเนื้อหาสาระของ MOU44 ไม่ได้เป็นความตกลงสุดท้ายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียง ‘Agreement to Negotiate’ คือให้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันว่า “จะมาเจรจากัน” ตามกรอบที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

“(MOU44) กำหนดไว้แค่นั้น คือให้ 2 ฝ่ายมาเจรจาและไม่ได้รับประกันด้วยว่าจะบรรลุผลการเจรจาจะนำไปสู่การแบ่งเขตแดน (ทางทะเล) กันจริงๆ โดยหลักมันมีหน้าที่ต้องมาเจรจากัน และต้องเร่งว่าจะเร่งเจรจาเพื่อบรรลุผล เนื่องจาก ณ เวลานั้นมีเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน 2 ฝ่ายแค่นั้น ยังไม่ถึงขนาดการแบ่งเขตหรือแบ่งประโยชน์ นั่นก็หมายความว่าโดยสภาพ หากเจรจากันแล้วไม่เกิดผล ก็สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ เนื้อหาของ MOU44 ไม่ได้สร้างเนื้อหาสาระที่เข้มงวดมากนัก” ภัทรพงษ์ กล่าว และระบุต่อว่า หากมีการยกเลิกจริง กลไกที่เอามาระงับข้อพิพาทต่อไปจะอยู่ภายใต้กรอบของอนุสัญญา “UNCLOS”

แผงผังพื้นที่อ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แนบท้าย MOU44 (ที่มา: รายงาน “ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่” โดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา) โดยที่ประชาไทเน้นเส้นให้ชัดมากยิ่งขึ้น

การระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ผลลัพธ์ที่ยากจะคาดเดา

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ มองว่า หลังจากกัมพูชารับอนุสัญญา UNCLOS ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 8 มี.ค. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนอำนาจในการต่อรอง (Negotiation Strength) อย่างมีนัยยะสำคัญ

อาจารย์ภัทรพงษ์ ระบุต่อว่า การระงับข้อพิพาทของ UNCLOS จะยุติลงเมื่อ 2 ประเทศสามารถเจรจาร่วมกันได้ แต่ถ้าหากเจรจากันไม่ได้ รัฐที่เป็นภาคีมีสิทธิจะไปใช้กลไกระงับข้อพิพาท ซึ่งมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ประกอบด้วย

  1. อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
  2. ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ​ (ITLOS)
  3. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

อาจารย์จาก มธ. กล่าวต่อว่า ถ้ากรณีที่ประเทศไทยและกัมพูชาตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปศาลไหน ก็ต้องไปอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้ายังไม่อยากไปอนุญาโตตุลาการ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายที่สูง ก็อาจเลือกเข้าสู่กลไกการระงับข้อพิพาทภาคบังคับ หรือ “Obligatory Conciliation” ซึ่งจะเป็นการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นคนกลาง เพื่อรับฟังท่าทีของทั้งสองฝ่าย และเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม หากฝ่ายไทยมั่นใจว่าข้ออ้างทางกฎหมายและพยานหลักฐานหนักแน่น และกัมพูชาลากเส้นเขตทางทะเลไม่ถูกต้อง การที่กัมพูชาจะฟ้องอนุญาโตตุลาการ ไทยก็น่าจะชนะ แต่มีปัญหาอยู่ 2 อย่าง คือ 1. คำตัดสินในอย่างไรจึงจะเรียกว่า “ชนะ” ข้อนี้เป็นเรื่องการวางยุทธศาสตร์การสู้คดี และ 2. ไม่มีใครกล้าฟันธง 100% ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร

“เพราะหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้ UNCLOS เขียนแค่ว่า ‘ต้องแบ่งอย่างเที่ยงธรรม’ (Equitable Solution) ซึ่งไม่ได้เหมือนการขีดเส้นตรงกลางเพื่อแบ่ง 50-50 เพราะการขีดเส้นแบ่งตรงกลางมันไม่ได้ ‘เที่ยงธรรม’ เสมอไป ‘เที่ยงธรรม' ไม่ได้แปลว่า เท่ากัน‘ แต่ปัญหาหนึ่งของมันก็คือเมื่อเราเดินหน้าไปสู่กระบวนการศาล หรืออนุญาโตตุลาการ มัน “ไม่สามารถคาดการณ์” (Unpredictable) ได้ทั้งหมดว่าคำตัดสินจะออกไปทางไหน” ภัทรพงษ์ กล่าว

อาจารย์ภัทรพงษ์ เน้นย้ำว่า “หลักการการบรรลุด้วยความเที่ยงธรรม” ไม่ใช่ “หลักการความเท่าเทียม” 2 เรื่องนี้แตกต่างกัน เพราะข้อต่อสู้ที่กัมพูชามองออกก็คือ กัมพูชาเป็นประเทศเล็ก เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทางออกทะเลกับเวียดนามก็น้อย ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนามากกว่ากัมพูชาด้วย เป็นไปได้ว่าหากตัดสินบนหลักการนี้กัมพูชาอาจจะได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองประเทศเจรจากันและตกลงกันได้ก่อน ก็ถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าผลของการเจรจานั้น “เที่ยงธรรม” แล้ว แต่หากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะมีคนกลางมาชี้ว่าแบ่งอย่างไรจึงจะเที่ยงธรรม

ข้อสงวน 298 ไม่ต้องขึ้นศาลโลก แต่ยังต้องระงับข้อพิพาทตาม UNCLOS

เมื่อสอบถามว่าการที่ไทยตั้งข้อสงวน มาตรา 298 ใน UNCLOS เอาไว้จะทำให้ไทยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการศาลโลก หรืออนุญาโตตุลาการ ใช่หรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ ตอบยืนยันว่าใช่ แต่ว่าเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล (boundary delimitation) เรื่องกิจกรรมทางทหาร และเรื่องที่เป็นการดำเนินการตามมติของ UNSC เท่านั้น เพราะอนุสัญญา UNCLOS ให้สิทธิแก่รัฐในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวของหลายๆ ประเทศ และคู่กรณีอยากเจรจากันเองมากกว่า

อย่างไรก็ดี ต่อให้เราไม่ใช้การระงับข้อพิพาทในเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลตาม UNCLOS แต่กรอบอนุสัญญาฯ จะบังคับให้รัฐคู่กรณีต้องมาระงับข้อพิพาทด้วยกันอยู่ดี เป็นไปตามมาตรา 298(1) ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีของติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย

ภัทรพงษ์ เผยว่า ติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย มีข้อพิพาทในทะเลติมอร์ หรือ Timor Sea (เริ่มตั้งแต่ปี 2545) ซึ่งพอจะเปรียบเทียบกับกรณีของไทยได้ สถานการณ์ในขณะนั้น พอออสเตรเลียเห็นว่าติมอร์ฯ กำลังจะเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UNCLOS ออสเตรเลียก็ชิงประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล และอนุญาโตตุลาการในเรื่องที่เกี่ยวกับการแบ่งเขตแดนทางทะเล

ต่อมา เมื่อติมอร์เลสเตเข้าเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ไม่สามารถไปฟ้องอนุญาโตตุลาการในเรื่องนี้ได้ แต่ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ก็ต้องมีการตั้ง “Obligatory Conciliation” หรือการไกล่เกลี่ยข้อบังคับ (ตามภาคผนวกที่ 5 มาตรา 2) ขึ้นมา และในท้ายที่สุด ติมอร์ฯ และออสเตรเลีย สามารถระงับข้อพิพาทได้ภายใต้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพราะว่าข้อพิพาทยืดเยื้อยาวนาน และเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ติมอร์ฯ และออสเตรเลียก็ตกลงพัฒนาและแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ติมอร์ฯ ก็ได้ในสิ่งที่อยากได้ คือผลประโยชน์ 90% ส่วนออสเตรเลียได้ผลประโยชน์ 10%

มอง ‘กัมพูชา' เตรียมเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS ?

ต่อประเด็นที่สื่อถามแนวโน้มทิศทางการระงับข้อพิพาทในอนาคตจะเป็นอย่างไร อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า ถ้าดูทิศทางที่เจาะไปที่นายกฯ อนุทิน ที่มีการย้ำเรื่องการยกเลิก MOU44 ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็มีการตั้งคณะทำงาน เลยคิดว่าท่าทีของนายกฯ น่าจะสั่งการว่าไม่ให้การเจรจามีการผัดเวลาออกไปอีกแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจจะยกเลิก หรืออาจจะแก้ไข MOU44

ขณะเดียวกัน ถ้าเรามองข้ามช็อตออกไปทางฝั่งกัมพูชา หากเขามองว่าการเจรจา MOU44 ไม่ได้มีความคืบหน้า กัมพูชาอาจจะเสนอให้ไปใช้กลไกอนุญาโตตุลาการภายใต้ UNCLOS เข้ามาตัดสินข้อพิพาท ถ้าไม่ไทยไม่เอา ก็ต้องไปใช้กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ดังนั้น กัมพูชาน่าจะเตรียมตัวคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน ทั้งการเจรจากับไทยตามกรอบ MOU44 และการเจรจาถ้าต้องไปใช้กลไก “Obligatory Conciliation” ไทยก็ควรเตรียมในมิติกลไกเหล่านี้และรัฐบาลควรทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย

กัมพูชาเดินสายต่างประเทศ ส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวสู้ประเด็นข้อพิพาทดินแดน ?

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เดินสายพบผู้นำประเทศต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวสู้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับไทยด้วยหรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า ถ้าสังเกตจากเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของฮุน มาเนต ยังเน้นไปที่เรื่องเขตแดนทางบก MOU43 หรือ JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา) ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะว่าประชาชนกัมพูชากึ่งกดดัน กึ่งรอฟังว่าสถานการณ์มันน่าจะเป็นยังไงต่อไป เพราะฉะนั้น การเดินหน้าไปพูดคุยออกกับสื่อ หรือพบผู้นำประเทศต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ประชาชนภายในประเทศ อีกด้านหนึ่งก็คือกดดันไทย เพราะว่าสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชา พูดมาตลอดก็คือพื้นที่ที่ทหารไทยยึดครอง (หลังเหตุปะทะครั้งล่าสุด) มันล้ำเข้าไปในดินแดนของประเทศกัมพูชา มันเกินพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยอ้างสิทธิไว้ ดังนั้น ส่วนที่กัมพูชาไปคุยกับสื่อหรือผู้นำต่างประเทศอาจจะยังไม่มีประเด็นทางทะเล

(ซ้าย) ฮุน มาเนต และ (ขวา) เอมมานูเอล มาครง (แฟ้มภาพเมื่อ 5 ก.พ. 2567 จาก Présidence de la République France)

อย่างไรก็ตาม อาจารย์นิติศาสตร์ มองว่า เรื่องการไปขอให้ประเทศฝรั่งเศสช่วยเรื่องหลักฐาน อาจจะมีประเด็นทางทะเล

“ที่มองกันและอยู่ในข้อกังวล อยู่ในผลการศึกษาของ สว.ประจิตต์ ด้วยก็คือ การกำหนดทะเลอาณาเขต เส้นที่กัมพูชาอ้าง เขาลาก (ทะเลอาณาเขต) ตั้งแต่หลัก กม.ที่ 73 ยาวมาถึงตรงกลางเกาะกูด โดยเขาอ้างสนธิสัญญา หลายท่านในฝ่ายไทยยืนยันอ้างอย่างนั้นไม่ได้ เพราะสนธิสัญญาปี ค.ศ.1904 และ ค.ศ. 1907 เป็นเรื่องเขตแดนทางบก แต่กัมพูชาเขาจะเอามาใช้กับเรื่องทะเลด้วย เส้นตรงที่ลากมาจากเกาะกูด และอ้อมลงไปด้านล่าง ซึ่งเขาอ้างตามสนธิสัญญา เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสามารถหาหลักฐานด้วยว่ามันใช้กับเรื่องทะเลอาณาเขตได้ มันก็อ้างได้อย่างที่เขาพูด แต่ฝ่ายไทยยืนยันมาตลอดว่า อ้างอย่างนั้นไม่ได้” ภัทรพงษ์ ระบุ

รายงานผลการศึกษา “ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่” เขียนโดย ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ระบุไว้ในหน้า 3 หัวข้อ เรื่อง “กรรมสิทธิ์ของเกาะกูด” ว่า ประเทศกัมพูชาประกาศเส้นไหล่ทวีป โดยใช้เส้นตรงตามรอยประตามที่ปรากฏในแผนผังต่อท้ายของสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยาม และฝรั่งเศส มาเป็นเส้นแบ่ง “ไหล่ทวีป” และเป็นเส้น “ทะเลอาณาเขต” ระหว่างไทยและกัมพูชา

ในประเด็นนี้ฝ่ายไทยแย้งว่าในหนังสือสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ไม่ได้มีการแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเล มีเพียงการแบ่งเขตแดนทางบกเท่านั้น และไม่ปรากฏสัญลักษณ์ +++ ซึ่งใช้การแบ่งเขตแดนทางทะเล

ควรยกเลิก MOU44 หรือไม่

ต่อประเด็นที่ว่าเราควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ ให้ความเห็นว่า เรื่องการยกเลิกเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้ เพราะแม้ว่าจะไม่ยกเลิกและไทยจะเจรจาตามกรอบ MOU44 ก็ตาม แต่ ณ วันนี้มันมีความไม่ไว้ใจการเจรจาตามกรอบ MOU44 และเกิดความไม่ไว้ใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งกรมอุทกศาสตร์ กระทรวงการต่างประเทศ และนักการเมือง ส่งผลให้คณะทำงานหรือทีมเจรจามีความกดดันมากขึ้น การบรรลุการเจรจากับกัมพูชาก็ยากระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องเจรจาให้ผลลัพธ์ถูกใจคนไทย ซึ่งจุดหลังเป็นเรื่องที่ยากกว่า ไม่งั้นอาจจะโดนต่อต้านเหมือนกรณีปราสาทเขาพระวิหาร และหากยกเลิกไป ก็ต้องถามต่อว่าจะใช้กลไกอะไร หากไปใช้กลไกตาม UNCLOS จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่รู้สึกไม่ไว้ใจกลับมาไว้ใจเจ้าหน้าที่และรัฐบาลได้

ภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทำให้มองว่าไม่ว่าเราจะเจรจาตามกรอบ MOU44 หรือร่างใหม่มาทดแทน ตราบใดที่คนจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ไปเจรจา ผสมรวมกับความรู้สึกของสังคม หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2568) ทำให้ความรู้สึกเกลียดชังกัมพูชาเพิ่มขึ้น เลยมองไม่ออกว่าเราจะบรรลุข้อตกลงยังไง หลายคนพูดถึงขนาดที่ว่าเส้นที่ไทยอ้าง ถ้ามันไม่ได้ 100% ก็รับไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มีทางเป็นอย่างนั้น ต้องมีการยื่นหมู ยื่นแมวกัน ฝ่ายหนึ่งยอมจุดหนึ่ง อีกฝ่ายก็ต้องยอมให้อีกจุดหนึ่ง ต้องยืดหยุ่น ดังนั้น การคงกรอบเดิม หรือมีกรอบใหม่มาทดแทน การเจรจาน่าจะบรรลุผลยาก และมันอาจจะต้องไปจบที่การระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยมีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนที่เหลือคือการสื่อสารกับคนในประเทศเราว่า  “ถ้าอยากให้ข้อพิพาทเรื่องนี้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะได้เอาน้ำมันเอาก๊าซธรรมชาติมาใช้ และเมื่อองค์กรที่ 3 ให้คำแนะนำ หรือคำตัดสินมาอย่างนี้มันก็ควรจะต้องยอมรับกันต่อไป”

“มีโจทย์ 2 อันคือเจรจากับกัมพูชา สองก็คือสื่อสาร convince (โน้มน้าว) คนทั้งประเทศให้ได้ ผมให้ข้อมูลอีกนิดหนึ่งว่า ก็มีคนเสนอมาว่าทีมเจรจา หรือทีมงานควรจะมีฝ่ายไม่เอา MOU44 ด้วย ดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อเป็นตัวแทนเข้ามาร่วมตัดสินใจ มันก็เรื่องการจัดการเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ” ภัทรพงษ์ กล่าว

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

6 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินเอมิเรตส

อนุทิน เซ็นตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ‘พิพัฒน์’นั่งผู้อำนวยการ นายกฯที่ปรึกษา

เซเลนสกีเผยสหรัฐฯ ติดต่อขอความช่วยเหลือจากยูเครนเพื่อต่อสู้กับโดรนโจมตีของอิหร่าน

รวบ “บัญชีม้าตัวตึง” หนีหมายจับฟอกเงิน เผยวีรกรรมสุดแสบ บิดเ

KCLIMATE 1.5 จับมือมิชลิน เดินหน้าโครงการ “Sustainable Rapid”

𝙉𝙀𝙒𝙎 : รวบแล้ว ! มือยิvหัวหน้าไฟป่าสลักพระ-เอราวัณ หลัง “รมว

ปภ. แนะตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมขับขี่อย่างปลอดภัยในช่วงหน้าร้อน

รวบสาวบัญชีม้าโยงเครือข่ายลวงทำงานออนไลน์ สูญเงินเกือบ 1.4

เปิดผลการตัดสินรางวัลข่าว-ภาพข่าวยอดเยี่ยม ‘อิศรา อมันตกุล’ประจำปี 2568

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/lmfcii 📋 | ดู : 10 ครั้ง
  1. เวทีลุกเป็นไฟ-cp-all-training-forum-มอบทุนกว่าพันล้าน เวทีลุกเป็นไฟ CP ALL Training Forum มอบทุนกว่าพันล้าน
  2. รายงานโดย-มูฮำหมัด-ดือราแม -มูฮัมมัดอัณวัร-หะยีเต๊ะ-จาก proj รายงานโดย มูฮำหมัด ดือราแม  มูฮัมมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ จาก Proj
  3. 🔴 23.00 น. ข่าวดึก 5 มี.ค. 69 23.00 น. ข่าวดึก 5 มี.ค. 69
  4. ️ส่งกำลังใจ​-“หัวหน้าวิน”-หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอ ❤️ส่งกำลังใจ​ “หัวหน้าวิน” หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอ
  5. วงเสวนาฯชี้โจทย์’รบ.ใหม่’-แก้’คอร์รัปชั่น-เศรษฐกิจโตต่ำ’-สร้าง’ความไว้วางใจ-เชื่อมั่น’ วงเสวนาฯชี้โจทย์’รบ.ใหม่’ แก้’คอร์รัปชั่น-เศรษฐกิจโตต่ำ’ สร้าง’ความไว้วางใจ-เชื่อมั่น’
  6. โล่งใจ เร่งนำร่างกลับบ้านเกิด “หนุ่มไทย” เสียชีวิตในอิสราเอล อัพเดทข่าว โล่งใจ เร่งนำร่างกลับบ้านเกิด “หนุ่มไทย” เสียชีวิตในอิสราเอล อัพเดทข่าว
  7. 🔴  เอาให้ชัด 5 มีนาคม 2569 | ข่าวช่องวัน | one31 เอาให้ชัด 5 มีนาคม 2569 | ข่าวช่องวัน | one31
  8. รมว.พลังงาน ยัน ไทยมีน้ำมันใช้ถึง 95 วัน   รมว.พลังงาน ยัน ไทยมีน้ำมันใช้ถึง 95 วัน
  9. -ความภาคภูมิใจของประเทศไทย-โครงการ-คืนบ้านให้ปูเสฉวน-อุทย 🏆 ความภาคภูมิใจของประเทศไทย โครงการ คืนบ้านให้ปูเสฉวน อุทย
  10. ฟ้าผ่าไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแค่เฉพาะในพื้นที่กลางแจ้ง-เพร ฟ้าผ่าไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแค่เฉพาะในพื้นที่กลางแจ้ง ⚡ เพร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×