
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบล้งมะพร้าวจังหวัดราชบุรี CIB พบหลักฐานสำคัญเป็นนอมินี 6 นิติบุคคล พร้อมเตรียมเอาผิดคนไทยที่มีส่วนรู้เห็นกระทำผิด 10 ราย ชาวต่างชาติ 7 ราย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranew.org) รายงนว่า วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ตรวจพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ล้งมะพร้าว) ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี และได้ส่งรายชื่อ/ข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก
ล่าสุด DBD และ CIB ได้ร่วมกันแถลงข่าว ปฏิบัติการปอกเปลือกนอมินี ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องแถลงข่าว CIB โดยเบื้องต้น DBD และ CIB ได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของนิติบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าข่ายลักษณะนอมินี และ CIB ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจเป้าหมายนิติบุคคลรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าว พบว่า นิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และ บัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย 1) บริษัท อีซี่ โคโค้นัท จำกัด 2) บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด 3) บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด 4) บริษัท หยู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด 5) บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด และ 6) บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และพบผู้ร่วมดำเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย และ ชาวต่างชาติ 7 ราย
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า พฤติการณ์ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าเข้าข่ายนอมินี เช่น 1) นิติบุคคลมีชื่อคนไทยถือหุ้นสัดส่วน 51% แต่พบว่า ผู้ถือหุ้นชาวไทยมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือเป็นบุคคลที่ถูกว่าจ้างให้ลงชื่อในเอกสารเท่านั้น ไม่มีอำนาจการตัดสินใจในธุรกิจและไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบธุรกิจ 2) ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการธุรกิจ ชาวต่างชาติที่เป็นนายทุนมีอำนาจในการสั่งซื้อ กำหนดราคา และระบบจัดการขนส่งทั้งหมด 3) ชาวต่างชาติที่เป็นนายทุนเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแบบเบ็ดเสร็จ กำหนดราคารับซื้อหน้าสวนในราคาที่ต่ำกว่าปกติ กำไรที่ได้รับถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติ โดยแจ้งผลประกอบการ ขาดทุน สวนทางกลับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี เป็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอื้อประโยชน์นายทุนต่างชาติให้ไม่ต้องเสียภาษีแก่รัฐไทยอย่างถูกต้อง สำหรับเรื่องราคาเชื่อว่าจากนี้น่าจะมีการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งมีที่มาจากหลายสาเหตุ การที่ทุนต่างชาติเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมเป็นเพียงหนึ่งสาเหตุเท่านั้น ฉะนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมฯ และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
นอกจากนี้ หากตรวจพบว่าสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยใช้เอกสารประกอบการทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 มาตรา 20 ซึ่งจะมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
รวมถึง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สำหรับสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และหากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าผู้นั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณ ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ผู้กระทำผิดได้ใช้จ้างผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเพื่อจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ในลักษณะตัวแทนอำพรางหรือนอมินี โดยปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก และสร้างความเดือนร้อนให้ประชาชนคนไทยและเศรษฐกิจไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานพันธมิตรจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และกำจัดนอมินีให้หมดไปจากประเทศไทย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ขอแจ้งเตือนไปยังสำนักงานบัญชีให้ใช้ความระมัดระวังในการพิจารณารับจ้างในกรณีดังกล่าว สำหรับสำนักงานบัญชีที่จงใจ เจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หากตรวจพบการกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป โอกาสนี้ ขอขอบคุณกองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ในการป้องปรามและแก้ไขปัญหานอมินี ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องผสานความร่วมมือและร่วมกันปฏิบัติการขจัดภัยจากนอมินีให้ทุเลาเบาบางลงหรือหมดไปจากประเทศไทย
“นอมินี เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจเป็นอย่างมาก กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้ทั้งมาตรการป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามควบคู่กันไป เพื่อคุมกำเนิดนอมินีทั้งรายเก่าและรายใหม่ให้อยู่หมัด พร้อมลงดาบโดยใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานจัดการนอมินีนั้นให้สิ้นซาก ขณะเดียวกัน ก็พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริตอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่ต้องการเข้ามาสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ประเทศชาติ”นายพูนพงษ์กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า สำนักงาน กขค. ได้รับการประสานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปแบบการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม ที่อาจมีการกำหนดราคาหรือดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการดำเนินธุรกิจล้งผลไม้ที่อาจสร้างผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กขค. ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดราชบุรีร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเพื่อเก็บข้อมูลในเบื้องต้น พร้อมทั้งสำรวจสถานการณ์ตลาด รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การฮั้วราคา หรือการกดราคารับซื้อ เป็นต้น
ปัจจุบัน สำนักงาน กขค. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่าจะลงพื้นที่ครั้งต่อไปภายในสัปดาห์หน้า โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรณี “ล้งต่างชาติ” และกรณีการใช้คนไทยเป็นนอมินี โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งสำนักงาน กขค. จะมุ่งตรวจสอบพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
หากพบว่ามีพฤติกรรมการกำหนดราคาในลักษณะฮั้วกัน หรือการตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดราคารับซื้อที่ต่ำ อันอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 สำนักงาน กขค. จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยหากเป็นการฮั้วในตลาดเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด จะต้องรับโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสำนักงาน กขค. จะดำเนินการติดตามตรวจสอบกรณีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป












