
‘สภาผู้บริโภค’ แพร่ข่าวชี้แจงเจตนาแจ้งเตือน สินค้า ‘ลดปริมาณ’ ไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก หวังให้ผู้บริโภคตรวจสอบ ‘ปริมาณสินค้า’ ก่อนตัดสินใจซื้อ
……………………………………..
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. สภาองค์กรของผู้บริโภค เผยแพร่เอกสารข่าว มีเนื้อหาว่า จากกรณีที่สภาองค์กรของผู้บริโภค เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2569 ว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภค และปัจจุบันพบว่าสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา แต่ลดปริมาณลงอย่างชัดเจน นั้น เจตนาในการนำเสนอข่าวดังกล่าวไม่ต้องการให้ผู้บริโภคเกิดความกังวล และขอชี้แจงใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง สินค้าลดปริมาณคืออะไร และทำไมสภาผู้บริโภคจึงแจ้งเตือน
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดสดในกรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภคพบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทเริ่มมีปริมาณในบรรจุภัณฑ์ลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ราคายังคงเท่าเดิม เป็นสัญญาณที่ผู้ประกอบการมักใช้รับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ปรับราคาโดยตรง ซึ่งในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การแจ้งเตือนครั้งนี้มีเจตนาให้ผู้บริโภคตรวจสอบปริมาณสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ และใช้สิทธิของตนในการร้องเรียนหากพบการเอาเปรียบ ขณะที่สภาผู้บริโภคอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอถึงกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะต่อไป
ประเด็นที่สอง คำแนะนำเรื่องเงินสำรองฉุกเฉิน
สภาผู้บริโภคตระหนักว่าประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญค่าครองชีพสูงและมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทำให้การมีเงินสำรองไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์ปัจจุบัน
คำแนะนำเรื่องการมีเงินสำรอง 3-6 เดือน เป็นเพียงแนวทางด้านการวางแผนการเงินที่ใช้กันทั่วไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะต้องทำได้ทันที ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคตระหนักดีว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพไม่สามารถให้ประชาชนรับภาระเพียงลำพัง จึงเดินหน้าผลักดันมาตรการเชิงนโยบายเพื่อควบคุมค่าครองชีพ และคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่สาม สภาผู้บริโภคกำลังทำอะไรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
สภาผู้บริโภคเชื่อว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากโครงสร้าง ไม่ใช่การให้ประชาชนปรับตัวรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบโดยยกเลิกการอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์และปรับกลไกราคาตามต้นทุนการกลั่นในประเทศ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดภาระค่าครองชีพโดยตรงแทนการพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว
การระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราวในช่วงวิกฤตเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ และการจัดลำดับความสำคัญให้ครัวเรือนไทยได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยในราคาต้นทุนที่แท้จริงก่อนภาคส่วนอื่น
นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง โดยเตรียมเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมหนี้ที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันที่คิดดอกเบี้ยสูงจนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากติดกับดักหนี้ระยะยาว จากข้อมูลปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
สภาผู้บริโภคเห็นว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนต้องควบคู่กับการกำหนดเพดานภาระหนี้รวมที่เป็นธรรม การเพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ และการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 มีหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ เตือนภัย และผลักดันนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ได้ทำงานเพื่อภาครัฐหรือภาคธุรกิจ แต่ทำงานเพื่อประชาชนผู้บริโภคทุกคน
ผู้บริโภคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรง ทั้งการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน และติดตามความคืบหน้าของประเด็นที่สภาผู้บริโภคกำลังผลักดัน เพราะทุกเสียงของผู้บริโภคคือข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้การทำงานเชิงนโยบายมีน้ำหนักและตรงจุดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่พบสินค้าลดปริมาณหรือราคาสูงผิดปกติ สามารถแจ้งร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ผ่านทุกช่องทาง หรืออ่านข่าวที่เกี่ยวข้องได้ที่ tcc.or.th













