แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/9isphg 📋 | ดู : 10 ครั้ง
ผลวิจัย’สงร’ชี้รัฐยกเลิกภาษีนำเข้า-ลดภาษีสรรพสามิต’ไวน์’-สร้างต้นทุนทางศก.’หมื่นล้าน’

‘สงร.’ เผยผลวิจัยฯ ชี้รัฐบาลยกเลิกภาษีนำเข้า-ลดภาษีสรรพสามิต ‘ไวน์’ กระตุ้น ‘กลุ่มคนมีรายได้สูง’ ดื่มไวน์เพิ่มขึ้น สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจกว่า 1.26 หมื่นล้าน

……………………………………….

สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือ สงร. เผยแพร่รายงานผลการวิจัย กรณี ‘การประเมินต้นทุนทางเศรษฐกิจของมาตรการลดภาษีไวน์’ หลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2567 รัฐบาลได้ปฏิรูปภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้าสำหรับไวน์ โดยลดอัตราภาษีสรรพสามิตแบบ ad valorem จาก 10% เหลือ 5% สำหรับไวน์ระดับพรีเมียม ควบคู่กับการยกเลิกภาษีนำเข้าฯ

รายงานวิจัยฯของ สงร. ระบุว่า จากผลการวิเคราะห์เชิงสาเหตุด้วยตัวประมาณการ Doubly Sturdy Difference-in-Differences (DR-DiD) จากการสุ่มตัวอย่างพลเมืองไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เผยให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มรายได้ ซึ่งขัดแย้งกับสมมติฐานพื้นฐานที่ว่า การลดภาษีจะกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดโดยรวม

กล่าวคือ สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ กลุ่มรายได้ระดับที่ 1 ถึง 4 ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือนแล้ว ผลการวิจัยฯไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติในด้านค่าใช้จ่าย ความถี่ หรือปริมาณการบริโภคไวน์แต่อย่างใด ข้อค้นพบนี้บ่งชี้ว่าแม้จะมีการปรับลดราคาลงจากมาตรการทางภาษี ไวน์ยังคงเป็นสินค้าที่อยู่นอกเหนือเพดานความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง กล่าวได้ว่านโยบายนี้ล้มเหลวในการขยายฐานตลาดไปสู่ผู้บริโภคใหม่อย่างสิ้นเชิง

แต่ภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสุดขั้ว ปรากฏในกลุ่มรายได้สูงสุด โดยผู้บริโภคระดับที่ 5 ที่มีรายได้เกินกว่า 100,000 บาทต่อเดือน แสดงการตอบสนองต่อนโยบายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ ค่าใช้จ่ายด้านไวน์เพิ่มขึ้น 1,613.64 บาทต่อเดือน ความถี่ในการบริโภคเพิ่มขึ้น 2.32 ครั้งต่อเดือน และปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้น 1,516.48 มิลลิลิตรต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับการรับเอทานอลบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นประมาณ 150 กรัมต่อเดือน

“ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น การวิเคราะห์ไม่พบการลดลงของการบริโภคเบียร์หรือสุราในกลุ่มเดียวกันนี้แต่อย่างใด หมายความว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้หันมาดื่มไวน์แทน แต่กลับเพิ่มไวน์เข้าไปในรูปแบบการบริโภคที่มีอยู่เดิม นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Additive Premiumization” ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมสุทธิของเอทานอลในร่างกายโดยไม่มีกลไกชดเชย” รายงานวิจัยของ สงร. ระบุ

รายงานวิจัยของ สงร. ระบุด้วยว่า ผลกระทบดังกล่าวก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงเกินสัดส่วนอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนของแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ประกอบด้วย การสูญเสียผลิตภาพถึง 96.32% ภาระทางเศรษฐกิจจึงทวีคูณตามระดับรายได้ของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ เมื่อนำอัตราการเพิ่มขึ้นของการบริโภคที่ 28.51% ไปประมวลผลร่วมกับตัวคูณรายได้ของกลุ่ม Tier 5

พบว่าต้นทุนทางสังคมส่วนเพิ่มรวมอยู่ที่ประมาณ 12,072.80 ล้านบาทต่อปี และเมื่อรวมกับรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียไป 579 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 12,651.80 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ความไม่สมดุลนี้ สะท้อนผ่านอัตราส่วนที่เปิดเผยได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ สำหรับทุก 1 บาทของการลดหย่อนภาษีที่รัฐมอบให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้สูง เศรษฐกิจไทยต้องแบกรับต้นทุนในรูปของการสูญเสียผลิตภาพและการขาดดุลทางการคลังสูงถึง 21.85 บาท สะท้อนให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม หากแต่ยังเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรงในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ

ทั้งนี้ รายงานวิจัยของ สงร. ระบุว่า คณะผู้วิจัยฯได้เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบเกี่ยวกับภาษีไวน์ ดังนี้

1.เปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีเชิงปริมาตร (Volumetric Taxation) โดยกำหนดให้ภาระภาษีคำนวณจากปริมาณเอทานอลบริสุทธิ์ในหน่วยกรัมที่บรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงประเภทเครื่องดื่มหรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ แนวทางนี้จะสร้างความสัมพันธ์โดยตรงและวัดผลได้ระหว่างภาระภาษีกับอันตรายทางชีววิทยาที่เกิดจากการบริโภค อันสอดคล้องกับหลักการภาษีแบบ Pigouvian ที่มุ่งให้ต้นทุนภายนอกถูกนำมาคิดรวมไว้ในราคาสินค้าอย่างเหมาะสม

2.ยกเลิกความได้เปรียบด้านราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูง ภายใต้ระบบภาษีเชิงปริมาตร ภาระภาษีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทจะถูกจัดลำดับใหม่ตามปริมาณเอทานอลที่แท้จริง โดยไม่คำนึงถึงประเภท ราคา หรือภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ หลักการนี้จะทำให้เครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงกว่าต้องแบกรับภาระภาษีสูงกว่าตามสัดส่วน

อันเป็นการสะท้อนความเสี่ยงทางชีววิทยาที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด และปิดช่องว่างที่ระบบ ad valorem ในปัจจุบันเปิดให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงสามารถสะสมภาระเอทานอลในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนทางสังคมที่แท้จริง

3.นำระบบราคาขั้นต่ำต่อหน่วย (Minimum Unit Pricing: MUP) มาบังคับใช้ควบคู่กัน กลไกนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการลดปริมาณการซื้อเอทานอลโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา ขณะเดียวกันยังยับยั้งพฤติกรรมการยกระดับการบริโภค (Premiumization) ที่ตรวจพบในกลุ่มรายได้สูงในการศึกษาครั้งนี้ได้อย่างตรงจุด เนื่องจาก MUP ทำหน้าที่เป็นราคาขั้นต่ำต่อหน่วยเอทานอล

กำหนดให้ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ทุกชนิดไม่สามารถจำหน่ายในราคาต่ำกว่าระดับที่กำหนดได้ จึงป้องกันไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูงถูกวางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าระดับที่สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม

และ 4.บูรณาการเครื่องมือทางภาษีทั้งสองระบบเข้าสู่โครงสร้างกฎหมายสรรพสามิตของไทย การบูรณาการเครื่องมือเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษีของไทยสามารถแก้ไขความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายการคลังและเป้าหมายด้านสาธารณสุขเพื่อให้มั่นใจว่าต้นทุนของแอลกอฮอล์สะท้อนภาระทางชีววิทยาที่แท้จริง ไม่ใช่มูลค่าเชิงพาณิชย์หรือสถานะทางสังคมของผลิตภัณฑ์

ที่มา สำนักข่าวอิศรา ( isranews.org )

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/9isphg 📋 | ดู : 10 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
×

มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

ไปกันเล้ยยย
Send this to a friend
ล่าสุด
×