
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษากลับยกฟ้องคดี ‘ผู้โดยสาร’ ฟ้อง ‘กรมการขนส่งทางบก’ เรียกชดใช้ 298 บาท พร้อมดอกเบี้ย หลังถูก ‘รถตู้โดยสารสารธารณะ’ เรีบกเก็บค่าโดยสาร ‘เกินอัตราที่กำหนด’ ชี้ ‘อธิบดี ขบ.’ ไม่ได้ละเลยหน้าที่กำกับดูแล-เป็นความผิดเฉพาะตัว ‘ผู้ขับ' สั่งเปรียบเทียบปรับแล้ว
………………………………
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.652/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.174/2569 ระหว่าง นาง อ. (ผู้ฟ้องคดี) กับอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
กรณีฟ้องว่าอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และกรมการขนส่งทางบก บกพร่องและละเลยต่อหน้าที่ ในการควบคุม กำกับ ดูแล ตรวจจับผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะสาย ต.10 ให้เก็บค่าโดยสารตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาได้กำหนดไว้ เป็นเหตุให้ นาง อ. (ผู้ฟ้องคดี) รวมทั้งผู้โดยสารต้องชำระค่าโดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และต้องโดยสารรถที่มีสภาพไม่เหมาะสม และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร
โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ให้กรมการขนส่งทางบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ นาง อ. (ผู้ฟ้องคดี) จำนวน 208 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 ส.ค.2562 (วันฟ้อง) ถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็น ยกฟ้อง
เนื่องจากศาลฯพิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลังจากอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และกรมการขนส่งทางบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2) ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นาง อ. (ผู้ฟ้องคดี) กรณีรถตู้โดยสารสาธารณะในเส้นทางเดินรถสาย ต.10 เก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนดและบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ในฐานะนายทะเบียนได้ปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด
รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่เป็นความผิด โดยสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งนั้น ปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด อันเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ ตามมาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 โดยชอบแล้ว
อีกทั้งกรณีข้อร้องเรียนรถตู้โดยสารสาธารณะของ นาง อ. (ผู้ฟ้องคดี) ในข้อหาความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบริการ ในการประกอบการขนส่งโดยการเก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนดนั้น เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัวของผู้ขับรถ
และผู้เข้าร่วมประกอบการขนส่งกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ที่ลักลอบกระทำผิดกฎหมายนั้น ทางอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้พิจารณาดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับแล้ว จึงถือไม่ได้ว่า กรมการขนส่งทางบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างใด
“คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และกรมการขนส่งทางบก) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด โดยมีปัญหาที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า …คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) ได้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 จากสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ปลายทางสำนักงานศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโดยปกติผู้ฟ้องคดีจะเสียค่าโดยสารในอัตรา 25 บาทต่อเที่ยว แต่พนักงานขับรถโดยสารได้เรียกเก็บค่าโดยสารผู้ฟ้องคดีจำนวน 30 บาท และมีการปิดป้ายประกาศราคาค่าโดยสารใหม่ ที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.2562 เป็นต้นไป ในอัตรา 30 บาทต่อคนต่อเที่ยว ไว้ภายในรถโดยเปิดเผย
ผู้ฟ้องคดีจึงได้สอบถามกรณีดังกล่าวทางโทรศัพท์ หมายเลข 1584 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า รถตู้โดยสารสาธารณะได้ ปรับอัตราค่าโดยสารจากอัตรา 25 บาท เป็นอัตรา 26 บาทต่อคนต่อเที่ยว
ทั้งนี้ การปรับอัตราค่าโดยสารดังกล่าว เป็นไปตามอัตราค่าโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัด ที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถตู้) หมวด 1 สายที่ ต.10 ชื่อเส้นทาง สถานีขนส่งผู้โดยสารสายเหนือ (หมอชิต 2)-ปากเกร็ด โดยอนุมัติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ในการประชุม ครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2561 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 เม.ย.2562
ผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) เห็นว่า การเก็บค่าโดยสารในอัตรา 30 บาท เป็นอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถตู้โดยสารยังบรรทุกผู้โดยสาร รวมทั้งพนักงานขับรถจำนวน 15 คน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วย จึงร้องเรียนกรณีดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 ผู้ฟ้องคดี ยังคงเสียค่าโดยสารในอัตรา 30 บาท และมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเช่นเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนไปยังโทรศัพท์หมายเลข 1584 อีกครั้ง หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ติดตามขอทราบผลการดำเนินการ และสอบถามถึงเรื่องการตรวจสภาพของรถตู้ โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 ว่า ได้มีการตรวจสภาพรถหรือไม่ เนื่องจากรถตู้โดยสารสาธารณะบางคัน มีสภาพชำรุดไม่สมบูรณ์
โดยผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิ.ย.2562 ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการขนส่งทางบก) ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการเก็บค่าโดยสารเกินราคา และบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งขอรับค่าชดเชยความเสียหายจากกรณีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.2562 ถึงวันที่ 14 มิ.ย.2562 เป็นเงิน 296 บาท และขอรับค่าชดเชยความเสียหายวันละ 8 บาท นับถัดจากวันที่ 14 มิ.ย.2562 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการแก้ไขการเก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการขนส่งทางบก) ได้มีหนังสือลงวันที่ 12 ก.ค.2562 แจ้งผู้ฟ้องคดี (นาง อ.)ว่า ได้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องในทุกเส้นทาง สำหรับเส้นทางที่ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนตรวจพบ การกระทำความผิดกรณีต่างๆ จำนวน 10 ราย พร้อมทั้งได้มีหนังสือแจ้งให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางตรวจสอบการจัดเก็บค่าโดยสารของคู่สัญญาและหากตรวจพบให้ดำเนินการตามมาตรการโดยเคร่งครัด
ทั้งนี้ ในส่วนของการเยียวยาค่าโดยสารที่เรียกเก็บเกินราคาจากผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด จึงไม่สามารถชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายตามที่มีการเรียกร้องได้
เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) ร้องเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) ว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการใช้บริการรถตู้สาธารณะเมื่อวันที่ 22 และวันที่ 23 เม.ย.2562 นั้น เป็นการร้องเรียนกล่าวโทษรถตู้โดยสารสาธารณะในเส้นทางเดินรถสาย ต.10 ว่า เก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด
และบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนที่นั่ง อัตราค่าขนส่ง และค่าบริการอย่างอื่นในการขนส่ง ตามมาตรา 31 (4) และ (7) แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการขนส่งทางบก) ในฐานะนายทะเบียน มีอำนาจควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการสั่งให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่ปฏิบัติหรือไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเป็นที่เห็นได้ว่า ไม่สามารถจะดำเนินการตามเงื่อนไขหรือ ข้อกำหนดนั้น หรือการดำเนินการนั้น น่าจะเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายหรือเสื่อมประโยชน์ ต่อประชาชน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายทะเบียน โดยอนุมัติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้รับเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) ได้ดำเนินการร่วมกับสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ส่งผู้ตรวจการและเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
รวมทั้งรถตู้โดยสารร่วมบริการกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) สถานีรถไฟฟ้า BTS/MRT จตุจักร
โดยในส่วนของผู้ขับรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 ที่ผู้ฟ้องคดีร้องเรียน ได้พบการกระทำความผิดในขณะนำรถมาใช้ทำการรับ-ส่งผู้โดยสารจำนวน 13 ราย ประกอบด้วยผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถกระทำความผิดบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง จำนวน 5 ราย
ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่งโดยนำรถหมดอายุมาทำการ รับส่งผู้โดยสารอันเป็นความผิดของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง จำนวน 2 ราย ความผิดฐานใช้รถไม่จดทะเบียน จำนวน 1 ราย และผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถเรียกเก็บค่าบริการผิดไปจากอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด จำนวน 4 ราย
โดยได้ทำการเปรียบเทียบปรับในความผิดดังกล่าวแล้ว พร้อมกำชับและตักเตือนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ให้ดำเนินการจัดการเดินรถและตรวจสอบการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่งโดยเคร่งครัด
พร้อมทั้งได้ติดตามเจ้าของรถหมายเลข ทะเบียน 15-415 กรุงเทพมหานคร ที่เป็นผู้เข้าร่วมสัญญาประกอบการถโดยสารกับองค์การ และเปรียบเทียบปรับในความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบริการในการประกอบการขนส่งโดยเก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด ตามมาตรา 31 (7) ประกอบมาตรา 131 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 เป็นเงิน 1,000 บาท และบันทึกไว้ในระบบเรื่องร้องเรียนการกระทำความผิดไว้แล้ว
นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยสำนักการขนส่งผู้โดยสารได้มีหนังสือลงวันที่ 28 มิ.ย.2562 แจ้งให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ตรวจสอบการจัดเก็บค่าโดยสารของรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 สถานีขนส่งผู้โดยสารสายเหนือ (หมอชิต 2) ปากเกร็ด
และให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในวันที่ 5 ก.ค.2562 และขอให้ตรวจสอบการจัดเก็บค่าโดยสารในเส้นทางดังกล่าวโดยเคร่งครัดอย่างต่อเนื่อง หากพบรถตู้ โดยสารสาธารณะเส้นทางดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขการร่วม ประกอบการเดินรถโดยเคร่งครัด
หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) โดยกองบริหารรถโดยสารประจำทางพื้นที่กรุงเทพมหานครได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ คค 0422.3/404 ลงวันที่ 10 ก.ย.2562 แจ้งเตือนและกำชับให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพดำเนินการจัดการเดินรถ และตรวจสอบการจัดเก็บอัตราค่าโดยสาร รวมทั้งการบรรทุกโดยสารในเส้นทางสาย ต.10 ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้รายงานผลดำเนินการให้ทราบ
และมีหนังสือที่ คค 0422.4/246 ลงวันที่ 22 ต.ค.2562 ทวงถามผลการดำเนินการ และแจ้งว่ายังพบเรื่องร้องเรียนรถตู้โดยสารประจำทางสายดังกล่าวจัดเก็บค่าโดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่ จึงให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมาชี้แจงข้อเท็จจริงและชำระค่าปรับ
ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพได้มีหนังสือที่ ขสมก. 2353/2562 ลงวันที่ 27 ก.ย.2562 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับนี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2562 รายงานให้ทราบว่า ได้เชิญคณะกรรมการบริหารเส้นทางเข้ารับการอบรมให้รับทราบในระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกเก็บอัตราค่าโดยสาร พร้อมกับทำบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐานแล้ว
นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงยังปรากฏในชั้นการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลปกครองชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) ได้ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสอบการเก็บค่าโดยสารและการติดป้ายแสดงอัตราราคาค่าโดยสารของรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 บริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร
และเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับแจ้งจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสอบการเก็บค่าโดยสารและการติดป้ายแสดงราคาค่าโดยสารของรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 บริเวณหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ จำนวน 12 คัน พบว่า เก็บค่าโดยสารตามอัตราที่กำหนด 6 คัน และเกินอัตราที่กำหนด 6 คัน มีการติดป้ายแสดงอัตราค่าโดยสาร 26 บาท ภายในรถจำนวน 10 คัน และไม่ติดป้ายแสดงอัตราค่าโดยสาร จำนวน 2 คัน
และเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยกองตรวจการขนส่งทางบก ได้เรียกผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ สาย ต.10 มาสอบสวนข้อเท็จจริง โดยผู้กระทำผิดยอมรับว่าเรียกเก็บค่าโดยสารในอัตรา 30 บาท เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดจริง จึงลงโทษเปรียบเทียบปรับตามมาตรา 31 (7) ประกอบมาตรา 131 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมกำชับไม่ให้กระทำความผิดซ้ำอีก หากตรวจพบจะลงโทษสถานหนักต่อไป
กรณีจึงเห็นได้ว่า หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้รับเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีกรณีรถตู้โดยสารสาธารณะในเส้นทางเดินรถสาย ต.10 เก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนดและบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการขนส่งทางบก) ในฐานะนายทะเบียนได้ปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่เป็นความผิด
โดยสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งนั้น ปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด อันเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ ตามมาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 โดยชอบแล้ว
ส่วนกรณีการจะพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งแก่บุคคลใด ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 15/2560 หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 นั้น
เห็นว่า แม้ผู้เข้าร่วมบริการรถตู้โดยสารสาธารณะสาย ต.10 ที่เก็บค่าโดยสารเกินราคาดังกล่าว จะไม่ใช่ผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับอนุญาตโดยตรงจากนายทะเบียน ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การเข้าร่วมเดินรถโดยสารสาธารณะ เป็นการเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่สามารถเข้าไปกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบการขนส่งได้
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง เป็นดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่จะต้องพิจารณาบังคับใช้กฎหมายและลงโทษผู้กระทำผิดให้เหมาะสมโดยพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในการลงโทษผู้กระทำผิดร่วมด้วย เช่น จำนวนครั้งของการกระทำความผิด ผลกระทบความเสียหายที่เกิดกับ ประชาชน และลักษณะความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์กระทำความผิด เพื่อมิให้กระทบต่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยส่วนรวม
นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) ได้กำหนดระเบียบและแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับการดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดแล้วตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
อีกทั้งกรณีข้อร้องเรียนรถตู้โดยสารสาธารณะของผู้ฟ้องคดีในข้อหาความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบริการในการประกอบการขนส่งโดยการเก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนดดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัวของผู้ขับรถ และผู้เข้าร่วมประกอบการขนส่งกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพที่ลักลอบกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับแล้ว
จึงถือไม่ได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควร
ประกอบกับการที่คนขับรถตู้เรียกเก็บค่าโดยสารในวันที่ 22 เม.ย.2522 ในอัตราค่าบริการเที่ยวละ 30 บาท อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของคณะกรรมการฯ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นได้ว่า ความเสียหายดังกล่าวมิใช่ความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
อีกทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) ได้โทรศัพท์สอบถามหมายเลขโทรศัพท์ 1584 ในวันที่ 22 เม.ย.2562 ว่า ถูกเรียกค่าบริการเป็นเงิน 30 บาท ผู้ฟ้องคดีก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แล้วว่า รถตู้โดยสารสาธารณะ สายดังกล่าวได้ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 26 บาทต่อคนต่อเที่ยว
แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงยินยอมชำระค่าบริการในวันที่ 23 เม.ย.2562 และวันถัดมาในอัตรา 30 บาท ความเสียหาย ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง จึงมิใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เช่นกัน
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี (นาง อ.) จำนวน 208 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 ส.ค.2562 (วันฟ้อง) ถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปจนกว่าคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ ให้ชำระเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และ คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง และให้คืน ค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมการขนส่งทางบก)” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ อ.652/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.174/2569 ลงวันที่ 25 ก.พ.2569 ระบุ












