ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ วนกลับมาทุกปี แถมปีนี้เหมือนจะหนักหนากว่าเดิม เมื่อฝุ่นควันถูกนำไปผูกโยงกับการเกิดไฟป่า สังคมก็พร้อมจะชี้นิ้วด่าทอชุมชนในพื้นที่ว่าเผาป่า ในขณะที่ภาครัฐก็ดำเนินนโยบาย “ปิดป่า” และ “ห้ามเผา” อย่างเข้มงวดในหลายจังหวัดในภาคเหนือ จนกระทบกับชีวิตของชุมชนในเขตป่า ซึ่งหลายชุมชนเป็นผู้ดูแลผืนป่าหลายหมื่นไร่ ระดมกำลังทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟเพื่อไม่ให้ลามเข้าเขตป่าที่ชุมชนดูแล

การทำแนวกันไฟโดยชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี จังหวัดลำปาง
(ภาพ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)
วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ลำปางกว่าสองร้อยคนชุมนุมที่ศาลากลางลำปาง เนื่องจากมาตรการห้ามเผาและคำสั่งปิดป่าทั้งจังหวัดลำปางทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์และบริหารจัดการเชื้อเพลิงในขอบเขตพื้นที่ที่ชุมชนดูแลได้
นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวว่าการเข้าไปทำแนวกันไฟและเฝ้าระวังไฟป่าตามที่ทำทุกปีจะกลายเป็นการทำผิดกฎหมาย เมื่อคำสั่งปิดป่าของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ระบุว่าให้ประชาชนนำบัตรประจำตัวไปลงทะเบียนขอเข้าพื้นที่ป่าที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และถ้าเกิดไฟไหม้ป่าในบริเวณดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ต้องมีการแจ้งความต่อตำรวจในพื้นที่เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์เผากระท่อมของประชาชนบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากชุมชนบ้านแม่หมีจัดกิจกรรม “เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อขวัญกำลังใจของชุมชน และก่อนหน้านั้น สกน. ระบุว่าหลังกิจกรรมเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ. แจ้ซ้อน มีการเข้าไปคุกคามสมาชิกชุมชนบ้านแม่หมี โดยมีการเข้าไปในหมู่บ้านและเข้าหาชาวบ้านบางคนเพื่อซักถามข้อมูลในเชิงกดดัน โดยไม่ได้แจ้งผู้นำชุมชนให้ทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านหลายคนเกิดความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จงใจตีความการทำแนวกันไฟตามวิถีชาติพันธุ์ให้กลายเป็นการท้าทายอำนาจรัฐหรือการละเมิดกฎหมายปิดป่าอย่างรุนแรง
ด้านมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ประนามกรณีสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปางนำเสนอข่าวชุมชนบ้านแม่หมีโดยมีเนื้อหาคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน ทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบ มีการนำรูปภาพของทางมูลนิธิไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเปิดเผยชื่อ-นามสกุลของประชาชนสู่สาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม จนสำนักงานฯ ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษในเวลาต่อมา

สกน. ลำปาง เดินขบวนไปที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อประท้วงนโยบายปิดป่า-ห้ามเผา ซึ่งมีผลกระทบกับวิถีชีวิตชุมชน
(ภาพ รัศมี จรณาภรณ์/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)
สกน. ยื่นข้อเสนอให้รับรองแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ ที่ยังดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียน 6 ชุมชน และให้คุ้มครองพื้นที่ชุมชนในฐานสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือทั้งหมด ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง “ปิดป่า” โดยยึดตามพื้นที่การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน และต้องยุติการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและไม่ผ่านการประสานงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้แก่ การลาดตระเวน เข้าตรวจค้นในพื้นที่ทำกิน สิ่งปลูกสร้าง เคหสถาน การตรวจยึดสิ่งของประกอบอาชีพ และการตรวจยึดที่ดินทำกิน
หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงจะคุ้มครองประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ไฟตามแนวทางปฏิบัติเหมือนปีพ.ศ.2568 และให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติวิถี ส่วนกรณีเผากระท่อมที่บ้านแม่หมี จะต้องมีการเข้าไปสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชน
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดการถกเถียงรุนแรงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตในคอมเม้นท์ด่าทอชาวบ้านว่าไร้จิตสำนึก ไปจนถึงว่าไม่ควรให้มีชุมชนอยู่ในเขตป่า ในขณะที่อีกฝั่งตั้งคำถามว่าวาทกรรม “ชาวบ้านเผาป่า สร้างมลพิษ” นอกจากจะผลิตซ้ำมายาคติที่ว่าไฟเป็นผู้ร้ายและปัดความผิดให้ชุมชนแล้ว ยังละเลยต้นตอที่ซับซ้อนของปัญหา PM2.5 ซึ่งอีกตัวการหลักคือการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน นำมาซึ่งฝุ่นพิษข้ามแดน ซึ่งทำให้การมุ่งเป้าไปที่ประเด็น “ไฟป่า” อาจไม่ใช่คำตอบ และคำสั่งปิดป่าแบบเหมารวมก็อาจมีผลร้ายมากกว่าดี
นักวิชาการ นักกิจกรรม และบุคคลสาธารณะเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในวิวาทะเรื่องไฟป่า อย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีวิวาทะกันผ่านเฟสบุ๊คเกี่ยวกับประเด็นการชิงเผาเพื่อจัดการเชื้อเพลิง โดยสมบัติโพสเฟสบุ๊คถึงปิ่นแก้วระบุว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการที่ไม่บริหารจัดการเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟใหญ่ในปีนี้ เพราะมองว่าเชื้อเพลิงในป่าสามารถย่อยสลายได้เอง และมองว่าปัญหาหลักตอนนี้คือมีปริมาณไฟมากกว่าคนดับไฟ ซึ่งตัวเขาไม่ได้ค้านการใช้ไฟ แต่การใช้ไฟต้องมั่นใจว่าคุมได้
ด้านปิ่นแก้วระบุผ่านช่องคอมเม้นว่าผู้นำชุมชนหลายแห่งเล่าว่านโยบาย Zero burning และปัญหาใบไม้สะสมทำให้การดับไฟยากขึ้น และพูดกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าปีนี้ไฟจะไหม้หนัก หลายชุมชนเห็นตรงกันว่าจะต้องจัดการใบไม้ในป่าทุกปีเพราะใบไม้ไม่ได้ย่อยสลายได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สื่อว่ามีส่วนในการผลิตซ้ำอคติโดยไม่ให้พื้นที่กับเสียงของชุมชน หรือการนำบุคคลที่มีทัศนคติด้านลบกับชุมชนมาออกรายการ ทำให้ชุมชนกลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องไฟป่า เช่นในกรณีที่ สมบูรณ์ คำแหง ออกจดหมายเปิดผนึกผ่านโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การที่รายการตอบโจทย์ ซึ่งออกอากาศผ่านไทยพีบีเอสเชิญปลอดประสพ สุรัสวดี มาแสดงความคิดเห็น และมีการกล่าวหาว่าไฟป่าในภาคเหนือเกิดขึ้นจากคนสองกลุ่ม หนึ่งคือองค์กรเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกสารสิทธิที่ดิน และสองคือกลุ่มที่ต้องการกฎหมายอากาศสะอาด
ชุมชนดูแลป่า แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ
จรัสศรี จันทร์อ้าย จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เล่าในกิจกรรมเสวนาออนไลน์ “วิกฤติไฟป่าภาคเหนือ เมื่อรัฐคุมเข้ม ‘ปิดป่า-ห้ามเผา’ ชวนรื้อถอนมายาคติ ‘คนอยู่กับป่า = ผู้ร้ายในไฟป่า” ของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาว่าในเขตชุมชนของเธอ ก่อนจะมีประกาศห้ามเผา ก็มีการบินโดนตรวจตราอย่างเข้มงวด และหลังจากนั้นก็เริ่มมีรายงานในหน้าสื่อว่าโดรนจับได้ว่ามีคนจุดไฟ ซึ่งชุมชนของเธอซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนได้รับผลกระทบจากการตรวจตราและคำสั่งเหล่านี้มาเป็นเดือนแล้ว
จรัสศรีมองว่าการรายงานข่าวเรื่องไฟไม่ได้บอกสาเหตุของการเกิดไฟทั้งหมด และมักทำให้สังคมตื่นตระหนกว่ามีไฟไหม้เยอะ ควรจะมีการนำเสนอถึงต้นตอของไฟที่มากกว่านี้ ไม่ใช่ทำให้ชุมชนเป็นแพะรับบาปเมื่อเกิดไฟป่า เธอเล่าว่าปกติแล้วในชุมชนจะต้องทำแนวกันไฟในช่วงเดือนมีนาคมเมื่อใบไม้ร่วงจนหมด แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงได้เหมือนภาครัฐ ทำให้เกิดเชื้อเพลิงสะสม
จรัสศรีระบุว่าในเขตชุมชนหลังแนวกันไฟยังไม่มีไฟลามไปถึง แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีไฟป่าลุกลามอยู่รอบนอกในเขตอุทยาน แสดงให้เห็นว่าชุมชนเองก็มีองค์ความรู้ว่าต้องทำแนวกันไฟเวลาไหน ทำแค่ไหน ไฟถึงจะไม่ลามเข้ามาในเขตของชุมชน ซึ่งชุมชนของเธอดูแลพื้นที่ป่ากว่าหกพันไร่ เธอระบุว่าหลายชุมชนชาติพันธุ์ในเขตป่าภาคเหนือก็มีการเฝ้าระวังและทำแนวกันไฟเช่นกันเพื่อปกป้องชุมชนของตัวเอง
ในส่วนของพื้นที่เกษตรในชุมชนที่มีการทำไร่หมุนเวียน จรัสศรีระบุว่าที่ผ่านมาชุมชนพยายามลงทะเบียนผ่านแอพลิเคชั่น FireD (ไฟดี) แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรของชุมชน มีแต่การป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้ามา เธอยังเล่าอีกว่าถึงการลงทะเบียนขอจัดการเชื้อเพลิงจะทำผ่านองค์กรท้องถิ่น แต่การตัดสินใจอยู่ที่ระดับจังหวัด ชุมชนไม่สามารถตัดสินใจเองได้เลย
“เราพยายามทำขนาดนี้ แต่อำนาจในการจัดการพื้นที่ของเรายังไม่มีเต็มที่ที่เราสามารถกำหนดได้เลย เพราะมันยังต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ว่า ซึ่งดูภาพรวมของจังหวัด”
จรัสศรีมองว่าภาครัฐควรที่จะเคารพองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ เธอระบุว่าชุมชนเองก็พยายามที่จะยอมรับองค์ความรู้ของภาครัฐที่พยายามเข้ามาจัดการด้วยการใช้อำนาจและการวางระบบต่างๆ เช่นระบบไฟดี ดังนั้นรัฐเองก็ควรจะยอมรับการจัดการไฟและการจัดการทรัพยากรของชุมชนด้วย ควรจะคืนอำนาจและสิทธิในการจัดการให้ชุมชนเป็นผู้วางแผน เช่น การทำแนวกันไฟ จะต้องทำตรงไหน กว้างแค่ไหน หรือพื้นที่ไหนจำเป็นต้องใช้ไฟเพราะมีความเสี่ยง เพราะชุมชนย่อมรู้สภาพของพื้นที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ รัฐควรที่จะมีมาตรการที่ทั่วถึงในการควบคุมมลพิษ ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่ภาคเกษตร เธอมองว่าภาคเกษตรไม่ใช่ตัวการเดียวที่ทำให้เกิดมลพิษแต่ยังมีสาเหตุอื่น เช่นมลพิษข้ามพรมแดน หรือมลพิษจากอุตสากรรม รัฐจึงควรจะมีมาตรการควบคุมที่เท่ากัน
เธอระบุว่าสังคมเองก็ควรจะมองว่าไฟมีหลายประเภท มีประเภทที่ควบคุมได้ และที่ควบคุมไม่ได้ แต่ละประเภทมีการจัดการต่างกัน สังคมควรที่จะได้รับรู้ข้อมูล เพราะจะเป็นต้นทุนให้คนเข้าใจการจัดการไฟและยอมรับองค์ความรู้ของชุมชน เพราะแต่ละชุมชนมีสภาพพื้นที่ต่างกัน การจัดการก็ต้องอาศัยการทำความเข้าใจสภาพแต่ละพื้นที่ว่าเป็นแบบไหน ซึ่งแต่ละชุมชนก็มีองค์ความรู้ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ของตัวเอง จึงไม่ควรจะเอามาตรฐานเดียวมาใช้กับทุกพื้นที่
อคติต่อชุมชน – วาทกรรมของรัฐรวมศูนย์ ผลักชุมชนให้เป็นแพะ
สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านป่าไม้ มองว่านอกจากวิกฤตมลพิษที่มีผลกระทบรุนแรงแล้ว ยังมีวิกฤตในเชิงทัศนคติของคนกลุ่มที่เขาเรียกว่า “นักอนุรักษ์เขียวปี๋” ที่มีอคติต่อชุมชนด้วย
“คนกลุ่มนี้เวลาเห็นปัญหา PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่พวกเขากังวลมากที่จะกระทบต่อสุขภาพของเขา ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่การที่กระโจนไปเอาเรื่องของปัญหา PM2.5 มาผูกติดกับเรื่องไฟป่า เราคิดว่ามันเป็นทัศนคติที่ค่อนข้างตื้นเขินเกินไปและแคบเกินไป เพราะเขาไม่มองปัญหาอื่นที่มาเกี่ยวข้องเลย” สุรินทร์ระบุ
สุรินทร์มองว่าอีกปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นฝุ่น PM2.5 คือเรื่องมลพิษข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มมีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นว่ามีการปลูกพืชเศรษฐกิจเช่นข้าวโพดเพิ่มขึ้นในภูมิภาค แต่ปัญหามลพิษข้ามแดนมักถูกละเลยขณะที่สังคมชี้นิ้วโทษชุมชนว่าสร้างมลพิษ ซึ่งเขามองว่าเป็นการมองปัญหาแบบตื้นเขินมาก
ไม่เพียงเท่านั้น สังคมยังไม่ตั้งคำถามกับอำนาจการจัดการไฟป่าที่ผูกขาดไว้กับหน่วยงานของรัฐอย่างกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ซึ่งสุรินทร์มองว่าการรวมศูนย์อำนาจแบบนี้ทำให้การจัดการไฟมีข้อจำกัด ชุมชนที่ดูแลรักษาป่าไม่สามารถใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ในการจัดการไฟให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตัวเองได้
Greenpeace Thailand ระบุว่า จากข้อมูลเมื่อปี 2567 31.8% ของร่องรอยเผาไหม้หรือ burn scar ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเกิดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังพบว่าจุดความร้อนในไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่เกิดในตอนเหนือของ สปป. ลาว (33.72%) และรัฐฉาน ประเทศเมียนมา (52.66%) นอกจากนี้ยังระบุว่ายุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMEC) และสิทธิภาษีศุลกากร 0% ตามข้อตกลง AFTA นำมาซึ่งการขยายตัวของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับการเกิดขึ้นของมลพิษข้ามแดน โดย Greenpeace มองว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เปิดเผยโปร่งใสและไม่เป็นเครื่องมือฟอกเขียวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ รวมถึงต้องลดพื้นที่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ
.รัฐรวมศูนย์เองก็มีการสร้างวาทกรรมต่างๆ ที่ทำให้ไฟกลายเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไฟถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ สุรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่าหลังการตั้งสำนักควบคุมไฟป่า ไฟเริ่มถูกมองเป็นภัยคุกคาม มีการสร้างวาทกรรมเช่น “ไฟมาป่าหมด” เขามองว่ารัฐเองต้องการจะมีอำนาจในการจัดการไฟ และหลังมีวาทกรรมนี้เกิดขึ้นก็เริ่มโทษชุมชนในเขตป่าที่มีการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนหรือในการจัดการเขตป่าของชุมชน ไม่มีการแยกแยะว่าไฟไหนที่จำเป็น ไฟไหนที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งลดทอนองค์ความรู้ของชุมชนและทำให้สังคมมองไม่เห็นว่ามีองค์ความรู้เดิมว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ แม้แต่รัฐเองที่มีการจัดการเชื้อเพลิงหรือที่เรียกว่า “ชิงเผา” ก็ไม่สามารถอธิบายกับสาธารณะอย่างเป็นระบบได้ เพราะสร้างวาทกรรมไว้แล้วว่าไฟมาป่าหมด แต่ก็ยังใช้ไฟในการจัดการป่า ทำให้สังคมไม่เกิดการเรียนรู้ว่าชุมชนจัดการป่าได้ยังไงบ้าง จน 3-4 ปีที่ผ่านมาก็เกิดวาทกรรม Zero burning ตามมาด้วยมาตรการห้ามเผา และปิดป่า เขามองว่าผลของการทำให้ไฟเป็นสิ่งลี้ลับ และการที่รัฐเองไม่สามารถสื่อสารกับชุมชนหรือสาธารณะได้ว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยังไงบ้าง ทำให้สังคมขาดการรับรู้เรื่องไฟตามที่เป็นจริง
สุรินทร์ระบุว่าทุกปีภาครัฐมีการรายงานข้อมูลว่าในพื้นที่ป่ามีไฟไหม้เท่าไหร่ ไฟเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ทั้งที่มีทั้งข้อมูลและงบประมาณมหาศาล รัฐกลับไม่เคยทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่สาเหตุของไฟป่าก็เป็นข้อมูลที่มาจากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในกระบวนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงก็เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ สุรินทร์ตั้งคำถามว่าสาเหตุต่างๆ ที่มีการรายงาน เช่นการหาของป่า การล่าสัตว์ เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า และเมื่อข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาสื่อสารกับคนในสังคม จึงง่ายมากที่ชุมชนในเขตป่าจะกลายเป็นจำเลยสังคม
ด้าน ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ นักวิชาการอิสระผู้สนใจการเมืองเรื่องป่าและไฟวิทยาชนพื้นเมือง มองว่าปัญหาไฟป่าไม่ได้มีประเด็นแค่ปริมาณไฟหรือฝุ่นควันที่เพิ่มขึ้น แต่มองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งในระบบการจัดการที่ดินและพื้นที่ป่า เนื่องจากในหลายจังหวัดยังมีข้อพิพาทเรื่องการใช้พื้นที่มาตลอด และปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้ก็เข้ามาซ้ำเติม

ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการขออนุมัติการจัดการเชื้อเพลิงผ่านแอพลิเคชั่น FireD ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างกิจกรรมเสวนา
ธนากรระบุว่าเมื่อดูข้อมูลที่มีการเปิดเผยโดยสื่อต่างๆ ในกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากระบบไฟดีพบว่ากว่า 60% เป็นการขอใช้ไฟในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์โดยหน่วยงานของรัฐ ส่วนเกษตรกรมี 28% และชุมชน 4% นอกจากนี้ยังพบว่าคำร้องขอจัดการเชื้อเพลิงในระบบไฟดีได้รับการอนุมัติน้อยลงในช่วงปี 2565 – 2567 ทั้งที่พื้นที่ที่มีการขออนุมัติมีปริมาณพอๆ กัน ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุมัติ และสร้างความไม่สบายใจว่าไฟในพื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นไฟที่ควบคุมไม่ได้หรือเปล่า
ธนากรอธิบายว่าป่าในประเทศไทยไม่ได้มีความหมายหลายระนาบ นอกจากป่าในเชิงลักษณะทางนิเวศวิทยาแล้ว ยังมีป่าตามคำนิยามของรัฐที่ใช้กฎหมายประกาศเขตพื้นที่ต่างๆ ซึ่งซ้อนทับกับสภาพความเป็นจริงที่มีชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น และยังมีป่าตามการใช้ประโยชน์จริงของชุมชนในพื้นที่ด้วย โดยในเชียงใหม่มีชุมชน 399 ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ 872 ชุมชนในป่าสงวน
“เวลาบอกว่าไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มันจึงต้องไปดูอีกสามระนาบว่าจุดตรงนั้นมันเป็นป่าตามกฎหมายแบบไหน ป่าระบบนิเวศแบบไหน และเป็นป่าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จริงแบบไหน” ธนากรระบุ
ธนากรมองว่าก่อนหน้านี้การจัดการไฟเป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้การจัดการไฟถูกผูกเข้ากับปัญหาฝุ่นควัน เสมือนกับว่าปัญหาฝุ่นคือจุดศูนย์กลาง เขามองว่าสำหรับสถานการณ์ฝุ่นควัน มีปัญหาที่ใหญ่กว่าการจัดการไฟในภาคเหนือมาก โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเกี่ยวพันกันของช่วงเวลาที่เกิดฝุ่นควันกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบพันธสัญญาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเขาสังเกตว่าหลังเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค พื้นที่ปริมาณมากถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวโพดป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าทำไมประเด็นนี้ถึงไม่มีการพูดถึงทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่มากที่เกี่ยวข้องกับปริมาณฝุ่นควันข้ามแดน
“หน่วยวิเคราะห์และหน่วยปฏิบัติการของเราจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจนมากว่าสุดท้ายแล้วคุณจะมุ่งไปที่อะไร ตรงไหนบ้าง เพราะถ้าเอา PM2.5 เป็นศูนย์กลาง มันกลายเป็นว่ามันไปถ่างเพิ่มเรื่องของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมด้านการจัดการทรัพยากร” ธนากรระบุ

ภาพกราฟิคแสดงสถิติพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างการเสวนา
สุรินทร์มองว่าถ้าหน่วยงานรัฐมีความจริงใจและเจตจำนงค์ที่มากพอ ไฟก็เป็นสิ่งที่จัดการได้ และที่จริงในพื้นที่ก็มีชุมชนที่ทำงานอยู่แล้ว รัฐก็ควรจะเข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนใช้องค์ความรู้ในการจัดการไฟตามสภาพพื้นที่และวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนกรณีที่ไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือไฟที่ควบคุมไม่ได้ เขามงอว่าหน่วยงานควรจะไปสังคายนาความรู้ของตัวเองก่อนว่าไฟเกิดจากอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ปรักปรำว่าเกิดจากการหาของป่า ล่าสัตว์ หรือเผาไร่ ซึ่งเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไปและไม่ได้ทำให้ได้ชุดข้อมูลที่จะเอามาใช้ในการจัดการ ส่วนมาตรการปิดป่าหรือการห้ามเผา เขามองว่าเป็นsะเบิดเวลาเพราะเชื้อเพลิงจะสะสมในพื้นที่มากขึ้น และถ้ามีไฟเกิดขึ้นก็อาจลุกลามใหญ่โต
ถึงสุรินทร์จะบอกว่าปัญหาไฟป่าและปัญหาฝุ่นควันแยกออกจากกันไม่ได้ แต่ฝุ่นควันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและควรจะต้องมีความชัดเจนว่าจะจัดการยังไง โดยเขามองว่าไฟป่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่นเท่านั้น แต่มีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่นปัญหามลพิษข้ามแดน และในขณะที่ประชาชนนั่งถกเถียงทะเลาะกันเอง รัฐบาลก็ไม่ได้ขยับตัวทำอะไรเลย โดยอ้างว่าอยู่ในช่วงรักษาการ ซึ่งเขามองว่าฟังไม่ขึ้น และอยากเรียกร้องให้ภาครัฐนำเรื่องนี้มาเป็นวาระ เพราะเป็นเรื่องที่ทำในประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการร่วมมือกับเพื่อนบ้านด้วย












