
คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ทำหนังสือถึงทุกหน่วยงานถึง 4 แนวปฏิบัติเยียวยาการจัดซื้อจัดจ้างกับคู่สัญญาภาครัฐ ยึดวันที่ 28 ก.พ. 69 เป็นสำคัญ เน้นย้ำคู่สัญญาต้องแจกแจงให้ได้ทั้งรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า วันที่ 10 เมษายน 2569 คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ทำหนังสือเรียนถึงปลัดกระทรวง อธิบดี อธิการบดี เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าการ หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารท้องถิ่น และหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐ เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ลงนามโดยนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทน ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการวินิจฉัย มีเนื้อหาดังนี้
ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทา ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิตสินค้าและงานบริการ รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยในส่วนของมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถเข้าทำสัญญาหรือไม่สามารถส่งมอบสินค้าหรืองานได้อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ มีแนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง (6) ประกอบมาตรา 29 วรรคหนึ่ง (3) (4) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กำหนดแนวทางปฏิบัติและยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ดังนี้
@ผู้รับจ้างมีหนังสือแจ้งไม่สามารถลงนามได้จากสถานการณ์ ไม่เข้าข่ายทิ้งงาน
1.กรณีหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับ การคัดเลือกไว้แล้ว และหน่วยงานของรัฐได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก เข้าลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดให้มาลงนามในสัญญาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป และผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกได้แจ้งเป็นหนังสือ ต่อหน่วยงานของรัฐว่า ไม่สามารถเข้าลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงในระยะเวลาที่กำหนดได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ที่เสนอราคาต่ำรายถัดไปหรือผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปตามลำดับที่จัดเรียงไว้ ไม่เกิน 3 รายด้วย โดยให้ถือว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่เข้าลักษณะเป็นการทิ้งงานตามมาตรา 109 แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กรณีนี้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องดำเนินการพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบฯ ข้อ 193 และให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการคืนหลักประกันการเสนอราคาให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย
@ลงนาม-เริ่มงานตามสัญญาแล้ว
2.กรณีหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและได้ลงนามในสัญญาหรือข้อตกลง กับคู่สัญญาแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้
2.1 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ยังมิได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หรือลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนหรือตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 และคู่สัญญาได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาหรือข้อตกลง หรือปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ฯ ให้ถือว่าผลกระทบดังกล่าว เป็นเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 102 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า “เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น”
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ฯ ไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน และคู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ อาจไม่สามารถ แจ้งเหตุให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลงได้ ดังนั้น เพื่อให้คู่สัญญา กับหน่วยงานของรัฐได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินงานตามสัญญา จึงยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 182 อย่างไรก็ดี คู่สัญญายังต้องแจ้งความประสงค์ในการของดหรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญา หรือข้อตกลง อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาต่อไป
อนึ่ง กรณีที่คู่สัญญาเห็นว่า ควรจะหยุดการดำเนินงานตามสัญญาไว้จนกว่า สถานการณ์ฯ จะคลี่คลาย ให้อยู่ในดุลพินิจของคู่สัญญาที่จะเจรจาตกลงกัน เพื่อพิจารณาหยุดการดำเนินงาน ตามสัญญาไว้ก่อนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
@ลงนามแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มงาน
2.2 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป แต่ยังมิได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลง เนื่องจากคู่สัญญาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐในการพิจารณาตกลงเลิกสัญญาตามมาตรา 103 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้
ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานของรัฐตกลงเลิกสัญญากับคู่สัญญาแล้ว ให้ดำเนินการคืนหลักประกันสัญญาให้แก่คู่สัญญาต่อไป และหากมีการจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาให้มีหนังสือ เรียกคืนเงินล่วงหน้าดังกล่าว และเมื่อได้รับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าคืนเต็มจำนวนแล้วให้ดำเนินการคืนหลักประกัน การรับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาต่อไป
@งานอื่นรวมดูงานต่างประเทศ ถ้าจำเป็นปรับเปลี่ยนเงื่อนไขได้
3. กรณีงานซื้อหรืองานจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง เช่น งานจ้างจัดกิจกรรมเดินทางไปศึกษาดูงาน จ้างจัดฝึกอบรมหลักสูตร หรือจ้างจัดงานนิทรรศการ เป็นต้น หากมูลค่าวัสดุ ครุภัณฑ์ หรือเนื้องานที่ต้องดำเนินการ ในโครงการนั้น มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขขอบเขตของงาน เนื่องจาก ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ หากหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นจะดำเนินการ ตามสัญญาต่อไป ย่อมอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐที่จะพิจารณาดำเนินการแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง ตามนัยมาตรา 47 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบฯ ข้อ 165 ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
4. การพิจารณาตามข้อ 1-3 ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาจากหนังสือที่คู่สัญญาแจ้งเหตุ ให้หน่วยงานของรัฐทราบพร้อมทั้งรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่แสดงให้เห็นได้ว่า ต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการนั้น มีราคาเพิ่มสูงขึ้นหรือขาดแคลนพัสดุ ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และมีผลกระทบต่อสัญญาหรือข้อตกลงอย่างมีนัยสำคัญ จนเป็นเหตุให้ ผู้ยื่นข้อเสนอไม่สามารถเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐได้ หรือเป็นเหตุให้คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติงาน ตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เช่น หลักฐานที่แสดงว่ามีการยกเลิกสายการผลิตของรายการพัสดุนั้น หลักฐาน ที่แสดงว่าราคาต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการเพิ่มสูงขึ้น หรือหลักฐาน ที่แสดงว่าคู่สัญญาไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เป็นต้น
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป
















