
ย้อนดูข้อเท็จจริง คดีซุกหุ้นบุรีเจริญฯ ของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” หลังมีคำอธิบายจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าว.
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อเดือน ม.ค. 2567 จากกรณีถูกกล่าวหาเรื่องการใช้นอมินีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งทำให้เขาถูกห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ทว่า เส้นทางการเมืองของนายศักดิ์สยาม ดูเหมือนจะยังไม่ถูกปิดเสียชีวิตทั้งหมด โดยเขาจะหมดโอกาสกลับสู่เส้นทางการเมืองก็ต่อเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงจากการปกปิดการถือครองหุ้นและใช้อำนาจ รมว.คมนาคม เอื้อประโยชน์ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น และส่งคดีต่อไปยังศาลฎีกาพิจารณา อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้พิจารณาและมีมติยกคำร้อง ทำให้คดีในส่วนนี้สิ้นสุดลง
วันนี้ (23 เม.ย. 2569) สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ออกเอกสารแถลงชี้แจงอธิบายว่า เพราะเหตุใดนายศักดิ์สยามจึงรอดพ้นจากข้อกล่าวหา โดยระบุเหตุผลของมติยกคำร้องว่า พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่า นายศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และไม่มีพฤติการณ์ใช้อำนาจแทรกแซงเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวรับงานของกระทรวงคมนาคม
คำอธิบายดังกล่าวดูเหมือนจะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่าการโอนหุ้นของนายศักดิ์สยามเป็นนิติกรรมอำพราง และเขายังคงเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง
คำชี้แจงดังกล่าวได้นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อย่างกว้างขวางในสังคม
.ประมวลที่มาที่ไปของการตัดสินใจของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และผลของการตัดสินใจเหล่านี้ต่ออนาคตของนายศักดิ์สยาม รวมทั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ต่อมาตรฐานในการพิจารณาคดีดังกล่าวขององค์กรอิสระทั้งสองแห่ง ดังนี้

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix
ย้อนอ่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ “ศักดิ์สยาม” มีความผิดฐาน “ซุกหุ้น”
ย้อนกลับไปในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกลในขณะนั้น ได้อภิปรายกล่าวหานายศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรม “ซุกหุ้น” หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยโอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้กับนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ (นายเอ) ซึ่งเป็นลูกจ้างของธุรกิจในเครือกงสีตระกูลชิดชอบ เพื่อใช้เป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทน ก่อนที่นายศักดิ์สยามจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 23 วัน
ข้อกล่าวหานี้นำไปสู่การเข้าชื่อของ ส.ส. ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 และ 187 โดยอ้างว่ายังคงเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร ซึ่งเข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ต่อมาในวันที่ 17 ม.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยศาลรับฟังพยานหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชี้ให้เห็นว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็น “นิติกรรมอำพราง”
ศาลพบความผิดปกติหลายประการ เช่น นายศุภวัฒน์มีรายได้จากการเสียภาษีเฉลี่ยเพียงเดือนละ 9,000 บาท แต่สามารถซื้อหุ้นมูลค่าหลักร้อยล้านบาทได้ อีกทั้งการโอนเงินงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท พบว่าเงินถูกโอนจากบัญชีนายศักดิ์สยามไปยังอีกบริษัท ก่อนจะถูกโอนกลับเข้าบัญชีนายศุภวัฒน์เพื่อจ่ายค่าหุ้นคืน โดยธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที
ศาลจึงวินิจฉัยว่าเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์เป็นเพียงผู้ถือครองหุ้นแทนซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นมีตุลาการเสียงข้างน้อย 1 เสียงที่เห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงคือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ที่วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามไม่สิ้นสุดลง
ตามเอกสารความเห็นส่วนตน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายนี้ให้เหตุผลว่าการโอนสิทธิเงินลงทุนหุ้น 119.5 ล้านบาทเป็นนิติกรรมที่ถูกต้อง และนายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งหุ้นส่วนก่อนเป็นรัฐมนตรีเกิน 1 ปี โดยเอกสารทางทะเบียนต้องสันนิษฐานว่าถูกต้อง และฝ่ายร้องไม่มีหลักฐานเพียงพอชี้ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง อีกทั้งผู้รับโอนหุ้นมีฐานะและศักยภาพทางการเงินเพียงพอ และไม่พบหลักฐานว่านายศักดิ์สยามเข้าไปบริหารหรือแทรกแซงงานรัฐ จึงไม่ถือว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
เปิดเหตุผล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เหตุยกคำร้องคดีซุกหุ้น
ขนานกับเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่านายศักดิ์สยามใช้นอมินีถือหุ้น เรื่องดังกล่าวก็ถูกสส.พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย ยื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในวันที่ 15 ก.ย. 2565 เพื่อพิจารณาพร้อมกันไป
- ข้อกล่าวหาเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จจากการ “ซุกหุ้น”
หนี่งในข้อกล่าวหาที่ระบุในคำร้องคือการขอให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาว่านายศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ จากกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กลางปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาข้อกล่าวหานี้ก่อนลงมติยกคำร้อง
แม้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119.5 ล้านบาท เป็น “นิติกรรมอำพราง” ทว่า ในเอกสารคำชี้แจงของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่เผยแพร่ออกมาล่าสุดวันนี้ (23 เม.ย. 2569) อธิบายเหตุผลการยกฟ้องว่า นายศักดิ์สยามได้จดทะเบียนโอนหุ้นอย่างถูกต้องก่อนรับตำแหน่ง และไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปบริหารกิจการ ทำให้เจ้าตัวเข้าใจว่าโอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว จึงไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องนายศุภวัฒน์ตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงเห็นว่าพฤติการณ์ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังระบุว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมการ “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เอกสาร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุโดยไม่ได้อธิบายต่อเพิ่มเติม
- ปมใช้อำนาจแทรกแซงการจัดจ้างในฐานะ รมว.คมนาคม
นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการถือหุ้นและการยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว ในคดีเดียวกันยังมีข้อกล่าวหาว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก.บุรีเจริญฯ และนิติบุคคลที่เป็นพวกพ้อง ได้รับการว่าจ้างและเข้าทำสัญญากับหน่วยงานรัฐในกำกับดูแล ได้แก่ กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า ไม่พบหลักฐานการแทรกแซง เนื่องจากอำนาจอนุมัติเป็นของหัวหน้าส่วนราชการ ใช้ระบบ E-bidding ตามปกติ และผลประกอบการของ หจก.บุรีเจริญฯ เพิ่มขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามเข้ารับตำแหน่ง โดยสัดส่วนการได้งานไม่เพิ่มผิดปกติ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้ยกคำร้องข้อกล่าวหานี้เช่นกัน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังข้อเท็จจริงเพียงแค่ว่า นายศักดิ์สยาม “ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแล หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทน… มาโดยตลอดเท่านั้น” และโต้แย้งว่าการเป็นผู้ถือหุ้นตามคำวินิจฉัยศาล ไม่ได้แปลว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารจัดการ หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด
“ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด” เอกสารของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุ
อย่างไรก็ดี ยังเหลือข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากสองขอกล่าวหาข้างต้น ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า “ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น”
มติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?
แม้เอกสารของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะออกมาชี้แจงและย้ำว่ามติของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นั้นไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี นักการเมืองและนักวิชาการ ตลอดจนอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเรื่องนี้แตกต่างออกไป
เฟซบุ๊กทางการของพรรคพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าที่ประชุมพรรคฯ ได้มีการอภิปรายถึง “ความลักลั่น” ของคำวินิจฉัย
“ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชัดเจนให้อดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี โดยมีการพิสูจน์ถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติไปแล้ว แต่เหตุใดมติของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงออกมาในทิศทางที่สวนทางกัน ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องมีผลผูกพันทุกองค์กร”
ขณะที่ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความเห็นผ่านรายการครอบครัวข่าว 3 สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ด้วย เว้นแต่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่ามีหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
“ในเมื่อมันมีมูลให้สังคมเขาห่วงกังวล เค้าไม่มั่นใจใน transparency (ความโปร่งใส) ของคุณ คุณก็มีทางเดียวเพื่อเปิดเผยข้อมูลว่า นี่นะ มันมีพยานหลักฐานชิ้นนี้นะ ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนของศาลรัฐธรรมนูญนะ อย่างนี้เราก็พอที่จะเข้าใจได้ แต่ท่านยังไม่เคยเปิดเผยเลย” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์
ด้าน สส.จากพรรคประชาชนนั้นเทียบเคียงคดีนี้กับกรณี 44 สส. ที่กำลังเผชิญคดีผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากมูลเหตุร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
“มาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแบบยืดได้หดได้” นายปกรณ์วุฒิ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อกลางเดือน มี.ค. 2569 พร้อมกล่าวต่อไปว่าในกรณีนั้น “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กลับชี้มูลทั้ง 44 สส. แบบเหมาเข่ง โดยพยายามอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าคำวินิจฉัยนี้ เป็นหลังพิงเพียงสิ่งเดียว ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะสามารถชี้มูล 44 สส. ได้… ซึ่งขัดแย้งกันเองกับมาตรฐาน ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ใช้กับคดีของคุณศักดิ์สยาม โดยสิ้นเชิง” เขากล่าวในการโพสต์ข้อความเดียวกัน
อนาคตทางการเมืองของ “ศักดิ์สยาม” จะเป็นอย่างไรต่อไป ?
ขณะที่อนาคตของนายศักดิ์สยามนั้น ศ.พิเศษจรัญ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นั้นไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามทางการเมืองซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ดังนั้น แม้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะไม่เดินหน้าคดีบางส่วน ก็ไม่ได้ล้างผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่า นายศักดิ์สยามเคยขาดคุณสมบัติทำให้ไม่สามารถกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้
“ความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นที่ประจักษ์ถือเป็นคุณสมบัติบังคับที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะเป็นรัฐมนตรี” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุในการสัมภาษณ์ดังกล่าว
ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น ศ.พิเศษจรัญ ยังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่า ส่วนการลงสมัครรับเลือกตั้งของนายศักดิ์สยามในอนาคต ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.
ขณะที่สัมภาษณ์ล่าสุดจากคนในพรรคภูมิใจไทยเรื่องคุณสมบัติของนายศักดิ์สยามนั้นเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2567 โดยนายชาดา ไทยเศรษฐ์เคยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า “ท่านศักดิ์สยามยังเป็นรัฐมนตรีได้นะครับ… อีกปีกว่า ๆ ก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่มีความผิดว่าห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
ขณะที่ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับการยกฟ้องนายศักดิ์สยามเมื่อวันที่ 22 เม.ย. แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ : Thai Data Pix




































