
‘ศาลแพ่งกรุงเทพใต้’ มีคำสั่งรับฟ้อง ‘คดีเนต้า’ เป็น ‘คดีแบบกลุ่ม’ แล้ว ‘สภาผู้บริโภค’ ลุ้นช่วยเยียวยาผู้ใช้รถอีวีกว่า 2 หมื่นราย
……………………………..
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. สภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม (Class Trudge) ในคดีที่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเนต้าได้รับความเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์ อะไหล่ขาดแคลน และไม่สามารถจดทะเบียนป้ายขาวได้ หลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2568 สภาผู้บริโภคและตัวแทนผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทเนต้า (NETA) และบริษัทผู้ผลิตฯ เป็นคดีแบบกลุ่ม ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้
สำหรับการฟ้องคดีแบบกลุ่มในคดีนี้ จะครอบคลุมผู้ซื้อและจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเนต้ากว่า 20,000 รายทั่วประเทศ
ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน ทนายความผู้รับผิดชอบคดี กล่าวว่า การฟ้องคดีแบบกลุ่มถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับความเสียหายมูลค่าไม่มากจนไม่คุ้มกับการฟ้องคดีด้วยตนเอง เช่น ความเสียหายเพียง 50,000 บาท จะไม่มีใครลงทุนฟ้องศาลด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ที่ไม่สะดวกขึ้นศาลฯก็ยังได้รับการคุ้มครอง โดยเมื่อมีคำตัดสินแล้วเพียงนำหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศาลก็จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน
“ผู้ซื้อรถเนต้าที่ได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน จะถือเป็นสมาชิกกลุ่ม โดยอัตโนมัติตามกฎหมาย แม้ไม่เคยลงชื่อร่วมฟ้องมาก่อน หากศาลตัดสินให้ฝ่ายโจทก์ชนะคดี สมาชิกกลุ่มจะได้รับค่าเสียหายตามเกณฑ์ที่ศาลกำหนด แต่หากผู้ใดไม่ต้องการให้คำตัดสินมีผลกับตน เช่น ต้องการฟ้องคดีเอง ต้องยื่นเรื่องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด และเมื่อออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มแล้วจะกลับเข้ามาร่วมในคดีนี้อีกไม่ได้” ว่าที่ ร.ต.สมชาย กล่าว
ว่าที่ ร.ต.สมชาย ระบุว่า ในส่วนหลักเกณฑ์การชดเชยและการเยียวยาในคดีนี้ ทางผู้บริโภคเสนอต่อศาลฯไว้ 4 – 5 ข้อ ครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถและทรัพย์สิน ค่าเปลี่ยนอะไหล่ ค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ใช้รถ และค่าเสียหายทางจิตใจ โดยสมาชิกกลุ่มที่ต้องการรับเงินชดเชยต้องแสดงหลักฐานยืนยันการเป็นผู้ซื้อรถเนต้าและความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ใบเสร็จค่าซ่อม ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลจะตรวจสอบเอกสารก่อนจ่ายเงิน
(ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน)
ว่าที่ ร.ต.สมชาย กล่าวด้วยว่า ในคดีนี้ ศาลฯรับให้สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ซื้อรถเนต้าโดยตรงเป็นโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ซึ่งการที่ศาลรับสภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ ทั้งที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญ เพราะตามหลักเดิมผู้ฟ้องคดีแบบกลุ่มต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับสมาชิกกลุ่ม แต่ศาลพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจสภาผู้บริโภคในการคุ้มครองผู้บริโภค จึงถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค
“การที่ศาลให้สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ที่ 1 ช่วยป้องกันการล็อบบี้ให้โจทก์ผู้เสียหายทยอยถอนฟ้อง ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายๆ คดีสาธารณะ เพราะอย่างน้อยยังเหลือสภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ คดีก็ยังเดินหน้าต่อไปได้” ว่าที่ ร.ต.สมชาย กล่าว
ว่าที่ ร.ต.สมชาย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลากตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ว่า มาตรการคุมฉลากเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะหากผู้บริโภคซื้อรถไปแล้วพบว่าสินค้าไม่มีคุณสมบัติหรือประสิทธิภาพตามที่ฉลากระบุหรือที่โฆษณาไว้ ยังไม่มีหน่วยงานใดรับรองมาตรฐานหรือรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ ‘กฎหมายเลมอน ลอว์’ เพื่อให้ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์แล้วพบว่าสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา สามารถใช้สิทธิคืนรถได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
“อยากฝากถึงผู้บริโภคว่า ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ควรตรวจสอบแหล่งที่มา ผู้ผลิต และความน่าเชื่อถือของผู้ขาย โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์ที่มักไม่ตรงปก และเมื่อซื้อแล้วต้องเก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ทุกครั้ง เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการเรียกร้องสิทธิเมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าหรือบริการสามารถร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค สคบ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ว่าที่ ร.ต.สมชายกล่าว
ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการต้องจัดทำฉลากที่ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน แสดงให้ผู้บริโภคเห็นและอ่านได้ชัดเจน รวมถึงจัดทำ e-Ebook ฉลากรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อที่จำหน่ายในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ













