
กองปราบหิ้ว ”อัจฉริยะ“นักร้องดังตบทรัพย์เซียนพระดัง เมืองชลเดือนละแสน กว่า1.3 ล้าน ข่มขู่ยัดคดีบุหรี่ไฟฟ้า ฝากขังค้านประกันเปิดพฤติการณ์ ติดต่อล็อบบี้พยาน ขู่ตำรวจ ศาลให้ประกัน4 เเสนกำชับเงื่อนไขห้ามยุ่งเหยิvพยานหลักฐาน
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)นำตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอายุ 58 ปี ผู้ต้องหา คดี“ร่วมกันกรรโชก” มายื่นคำร้องฝากขัง ต่อศาลเป็นเวลา 12 วัน
โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2568-10 มีนาคม2569ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาตามคำร้อง ได้นัดหมายพูดคุยกับนายพ. เซียนพระชื่อดัง ผู้เสียหายจากนั้นนายอัจจริยะ ผู้ต้องหา ได้กล่าวใส่ความผู้เสียหายต่อหน้าว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จ.ชลบุรี พร้อมทั้งได้บอกเล่าว่านายอัจฉริยะพึ่งนำเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีที่ ค้นตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ภายในตู้มีสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมากและสายข่าวของนายอัจฉริยะผู้ต้องหา แจ้งว่ายังมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังไม่ได้เปิดอีกจำนวนหนึ่งซึ่งภายในมีบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายเป็นของผู้เสียหายด้วย
เมื่อผู้เสียหายได้ยินดังนั้นทำให้เกิดความกลัวว่าจะถูกยัดเยียดข้อหาให้เป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวหรือกลัวว่าจะถูกนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหานำเรืองไปแถลงข่าวออกสื่อมวลชนว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ย่อมจะสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ผู้เสียหายจึงบอกไปว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงและถามนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาไปว่าการที่มาใส่ร้ายตนแบบนี้จะเอายังไงกับตนเอง ทางนายอัจฉริยะ จึงถามว่าแล้วผู้เสียหายจะเอายังไง จากนั้นนายอัจฉริยะ บอกว่าตนเองทำชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอยู่มีค่าใช้จ่ายทำให้ผู้เสียหายเข้าใจได้ว่าต้องการเรียกเงินเป็นค่าไช้จ่าย ผู้เสียหายจึงถามไปว่าจะเอาเงินเท่าใด นายอัจฉริยะ ตอบว่า แล้วแต่จะให้ ผู้เสียหายจึงบอกไปว่าจะให้เดือนละ 1 เเสน บาท
ซึ่งนายอัจฉริยะ ผู้ร้องหา ก็ตกลง ผู้เสียหายจึงนำเงินสดที่มีติดตั 1 เเสนบาท ส่งมอบให้นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาในทันที ส่วนเดือนต่อๆ ไป นายอัจฉริยะผู้ต้องหา แจ้งว่าให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ น.ส.เพ็ญ จากนั้นในทุกๆ เดือนนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหา จะส่งคลิปข่าวการแถลง ข่าวไลฟ์สด แฉ เรื่องราวต่างๆ ของตนเองมาให้ผู้เสียหายโดยตลอด เพื่อย้ำเตือนขู่เข็ญ ทำให้ในทุกวันที่ 7-10ของเดือน ผู้เสียหายจึงต้องยินยอมโอนเงินจำนวน 1 เเสนบาท ให้นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหา ผ่านบัญชีเงินฝากของน.ส.เพ็ญ มาโดยตลอดอีก 12 เดือน
ทั้งนี้จากการสืบสวนสอบสวนพบว่าเมื่อบัญชี น.ส.เพ็ญ ได้รับโอนเงินจากผู้เสียหายแล้วนั้น จะทำหน้าที่เบิกถอนเป็นเงินสดออกจากบัญชี หรือโอนเงินต่อ เพื่อฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ น.ส.ภัค ก่อนรวบรวมเงินและโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมของนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหา การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหาจึงมีลักษณะกลุ่มขบวนการที่แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อขู่เข็ญรับโอนเงิน และบริหารจัดการเงินได้ โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 1.3 ล้านบาท
เหตุเกิดโรงแรมแห่งหนึ่ง ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรีและบริษัทแห่งหนึ่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี การกระทำของผู้ต้องหา เป็นกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 397 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง เกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี ผู้ต้องหายังมีการกระทำความผิดในลักษณะเตียวกันกับผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก ประกอบกับผู้ต้องหาตามคำร้องถูกฝากขังในการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาคดีของศาล
โดยพนักงานสอบสวนยังต้องสอบสวนพยานอีก10 ปากรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลางรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหานี้ไว้12 วันจนถึงวันที่22 มิถุนายนนี้ ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากผู้ต้องหาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมีผู้ติดตามจำนวนมากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนจากการสืบสวมสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้เคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้ต่อผู้เสียหายอื่นมาก่อนแล้ว โดยในคดีก่อนนั้น พนักงานสอบสวนได้เคยนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังต่อศาลอาญา และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งต่อมาพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ยุ่งเหยิvกับพยานหลักฐาน โดยมีการโทรศัพท์ไปข่มขู่ พันตำรวจเอก พิทักษ์ วาฤทธิ์ พยานในคดีและผู้กล่าวหาในคดีนี้
และต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์สอบสวน คดีนี้ อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันกับคดีก่อน และพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ติดต่อ หรือออกหมายเรียก ไปยังพยานบุคคลใดเพื่อมาให้ปากคำในคดี กลับพบข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาได้มีการติดต่อพูดคุยกับพยานรายดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงมาไลฟ์สดผ่าน แอปพลิเคชันยูทูปส่วนตัวชื่อ “โคนันเมืองไทย” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน2569 กล่าวหาว่าพนักงานสืบสวนสอบสวนไปกดดันพยานซึ่งเป็นเพื่อนชาวต่างชาติของผู้ต้องหา และยังกล่าวอีกว่าตนเองมีเซฟเฮ้าส์หลายแห่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีทางพบสิ่งของที่ต้องการตรวจค้นอย่างแน่นอน และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน2569 ผู้ต้องหายังได้นำภาพหรือสำเนาหมายเรียกพยานบุคคลในคดี มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่บริเวณด้านหน้ากองบังคับการปราบปราบปราม โดยกล่าวอ้างต่อสื่อมวลชนให้เข้าใจว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาได้มีการติดต่อพูดคุยกับพยานในคดีที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปจริง จนได้ภาพหรือสำเนาหมายเรียกพยานมา ทั้งผู้ต้องหายังมีการติดต่อนัดแนะกับพยานที่ได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน เพื่อตระเตรียมคำให้การของพยานอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการยุ่งเหยิvต่อพยานหลักฐาน และการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ทำให้พยานยังเกิดความเกรงกลัวหรือไม่กล้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งจากการสืบสวนสอบสวนขณะนี้ พบว่าผู้ต้องหายังมีการ กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้ต่อผู้เสียหายรายอื่นอีกซึ่งอยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อ
ดำเนินการตามกฎหมายในขั้นตอนอื่นๆ ต่อไป
หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวตัวคราว ย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจะเกิดการแทรกแซงพยานบุคลต่างๆ เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบและเกรงว่าผู้ต้องหาไปยุ่งเหยิvกันพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้
ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ส่วนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน โดยตีราคาประกัน 400,000 บาท พร้อมออกเงื่อนไข ห้ามผู้ต้องหากระทำการใดอันเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ของพนักงานสอบสวน หรือไปยุ่งเหยิvกับพยานหลักฐาน หรือห้ามกระทำการใดอันมีลักษณะ ไปข่มขู่ยุ่งเหยิvกับผู้เสียหาย หรือพยานในคดีทั้งหมดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว












