
‘สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา’ เปิดรับฟัง ‘หลักการ’ แก้ไข ‘ป.วิ.แพ่ง’ เปิดทาง ‘ประชาชนทั่วไป’ ขอคุ้มครองชั่วคราวตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้องคดี ‘กรณีมีเหตุฉุกเฉิน’ หวังลดเสี่ยงที่บุคคลใช้ความรุนแรงกรณีมีการพิพาทกัน
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เปิดการรับฟังหลักการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) เรื่อง การคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี โดยขยายความคุ้มครองชั่วคราวให้ประชาชนทั่วไปสามารถขอคุ้มครองชั่วคราวตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้องคดีได้ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะลดความเสี่ยงที่บุคคลจะใช้ความรุนแรงในกรณีที่มีการพิพาทกัน
สำหรับหลักการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) เรื่อง การคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี มีดังนี้
1.กำหนดให้บุคคลซึ่งจะเป็นโจทก์ มีสิทธิร้องต่อศาลขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดีได้ ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งหากไม่มีการคุ้มครองชั่วคราวโดยทันทีจะทำให้ผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ซึ่งจะเป็นโจทก์ได้รับความเสียหายอันยากจะเยียวยาได้
คำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี ต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่แสดงว่ามีเหตุที่จะฟ้องผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลย สภาพแห่งความเสียหายของผู้ขอ และมีเหตุฉุกเฉินที่จะให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้น รวมทั้งต้องแสดงพยานหลักฐานเบื้องต้นมาพร้อมคำขอด้วย
2.วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี ได้แก่
(1) ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่จะถูกฟ้อง หรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่จะฟ้องร้องหรือทรัพย์สินของผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลย
(2) ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่จะฟ้องร้องหรือทรัพย์สินของผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลย
(3) ขอให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่จะฟ้องร้องมาวางต่อศาล
(4) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ระงับการจดทะเบียน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียน เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะฟ้องร้องหรือทรัพย์สินของผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลย
3.เมื่อได้รับคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี ให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วนและมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า
(1) คำขอที่ยื่นมีเหตุที่จะฟ้อง
(2) ขณะที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอได้ และ
(3) สภาพแห่งความเสียหายของผู้ขอ ไม่สามารถที่จะได้รับชดใช้เป็นเงินหรือทดแทนด้วยสิ่งอื่นใดได้ หรือผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยไม่อยู่ในฐานะที่จะชดใช้หรือทดแทนความเสียหายแก่ผู้ขอ หรือกรณีเป็นการยากที่จะบังคับคดีเอาแก่ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้นได้ในภายหลัง ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงความเสียหายว่าจะเกิดขึ้นแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่ากัน
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาต ศาลมีอำนาจกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอให้เหมาะสมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และอาจสั่งให้ผู้ขอวางเงินหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนที่เห็นสมควรเพื่อการชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายซึ่งผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยอาจได้รับก็ได้
4.ในกรณีที่ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และไม่มีวิธีการบังคับอื่นใด ผู้ขออาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งจับกุมและกักขังผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยทันทีหรือในวันหนึ่งวันใดที่ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยยังคงขัดขืนอยู่ แต่ทั้งนี้ ห้ามมิให้กักขังผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยแต่ละครั้งเกินกว่า 5 วัน
5.ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยอาจยื่นคำขอให้ศาลยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดีได้ ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ศาลอาจมีคำสั่งยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ คำสั่งเช่นว่านี้ ให้เป็นที่สุด
6.ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี ถ้าผู้ขอฟ้องคดีภายในระยะเวลา ๑๕ วัน ให้คำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับต่อไป เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่หากผู้ขอไม่ฟ้องคดีภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คำสั่งนั้นเป็นอันยกเลิก
7.ผู้ที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลย หากได้รับความเสียหายจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี อาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้
“ในการดำเนินการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลนั้น คู่ความในคดีต่างมีวัตถุประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีตามสิทธิของตน กล่าวคือ มีความมุ่งหมายให้มีการส่งมอบทรัพย์สิน การเรียกให้ชำระหนี้ หรือการให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการที่จะบังคับตามสิทธิได้นั้น จำต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเสียก่อน
แต่ในบางกรณีนั้น บุคคลอาจมีความจำเป็นที่จะต้องขอความคุ้มครองจากศาลตั้งแต่ก่อนการฟ้องคดีเพราะถูกบุคคลอื่นกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่สิทธิหรือทรัพย์สินของตน ซึ่งหากไม่ได้รับความคุ้มครองจากศาลอย่างทันท่วงทีแล้ว ก็อาจจะเกิดความเสียหายที่ไม่มีทางจะแก้ไขได้ หรืออาจแก้ไขได้ยากในภายหลัง
แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน บทบัญญัติที่เปิดช่องให้ศาลสามารถออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้เร็วที่สุด คือ การคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉินตามมาตรา 254 ประกอบมาตรา 266 ถึงมาตรา 270 โดยมีเงื่อนไขจำกัดสิทธิว่า โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องตามมาตรา 55 เท่านั้น ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงการให้ความคุ้มครองชั่วคราวก่อนการฟ้องคดีด้วย
ท้ายที่สุดแล้วหากกำหนดให้ผู้เสียหายต้องเสนอคดีต่อศาลก่อน จึงจะสามารถขอให้มีการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ก็ไม่อาจจะคุ้มครองหรือเยียวยาสิทธิให้แก่คู่ความในคดีได้ หรือในทางกลับกันมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนี้อาจส่งผลต่อบุคคลอื่นอย่างรุนแรงต่อฝ่ายที่ถูกบังคับตามคำสั่งได้ หากเหตุที่ใช้ยกอ้างในการขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองนั้นไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวอ้าง ก็จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคู่ความฝ่ายที่ต้องถูกบังคับตามคำสั่ง
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการเรื่องการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องให้มีความกระชับ รัดกุม เพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม” สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุถึงที่มาและเหตุผลในการเปิดการรับฟังหลักการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) เรื่อง การคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี













